เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 เวลา 9.00น. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ตัวแทนชาวบ้านกัมพูชา2 รายขอให้ศาลมีคำสั่งให้รับดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีแบบกลุ่ม กรณีชาวบ้านเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องให้เยียวยาความเสียหาย จากการดำเนินกิจกรรมของบริษัทน้ำตาลชื่อดังย่อห้อหนึ่งของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวกัมพูชากว่า 700 ครอบครัว ทั้งนี้ในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้รับพิจารณาคดีแบบกลุ่ม ทางโจทก์จึงได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์วันนี้ว่า ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วได้ความว่า บริษัทอังกอร์ซูก้า (Angkor Sugar Co,Ltd.) เป็นตัวแทนของจำเลย ซึ่งได้สัมปทานที่ดินจำนวน 39,550 ไร่ ซึ่งครอบคุลมที่ดินของโจทก์และสมาชิกของกลุ่ม โดยได้ทำการบุกรุกที่ดินทำกิน รื้อเผาทำลายบ้านเรือนและทรัพย์สิน ให้เกิดความเสียหายของสมาชิกกลุ่มบางส่วนรวม 23 ครอบครัว จาก 700 ครอบครัว ถือเป็นการละเมิดต่อกลุ่มบุคคลอย่างเดียวกัน และมีลักษณะเฉพาะของกลุ่มเหมือนกัน ด้วยการมีข้อเรียกร้องเหมือนกัน แม้ความเสียหายจะแตกต่างกันก็ตาม การดำเนินคดีแบบกลุ่มจึงประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ตลอดทั้งป้องกันความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดีและความขัดแย้งต่อคำพิพากษา

น.ส.ส.รัตนมณี พลกล้า กล่าวว่า ศาลอุทธรณ์ได้ยืนยันหลักการเรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของเหยื่อในลักษณะเป็นกลุ่มได้อย่างชัดเจน เนื่องจาการฟ้องคดีแบบกลุ่มทำให้เข้าถึงความยุติธรรมได้ โดยคดีในลักษณะนี้เป็นคดีที่เหตุเกิดในต่างประเทศ การที่จะให้เหยื่อจากการถูกละเมิดเพื่อให้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อฟ้องคดีทุกราย จะไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับเหยื่อได้ โดยเฉพาะในคดีนี้ เหยื่อเป็นชาวบ้านที่ยากจน หากไม่มีองค์กรพัฒนาเอกชนมาให้ความช่วยเหลือเพื่อนำคดีมาฟ้องต่อศาลไทยเป็นลักษณะคดีแบบกลุ่ม ก็มองไม่เห็นทางว่า ชาวบ้านเหล่านั้นจะได้รับความยุติธรรมได้อย่างไร เนื่องจากบริษัทในประเทศกัมพูชาก็ได้ปิดตัวไปแล้ว คดีนี้ถือได้ว่า เป็นคดีแรกในภูมิภาคเอเชียผู้ได้รับผลกระทบจากการลงทุนของบริษัทเอกชนมาฟ้องคดีข้ามพรมแดนเป็นคดีแบบกลุ่ม

น.ส.ส.รัตนมณี กล่าวว่าคดีนี้จึงเป็นการพิสูจน์เรื่องของประเทศไทยว่า ได้ยเอาหลักการชี้แนะของสหประชาชาติและแนวทางปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

อนึ่งความเป็นมาของคดีนี้คือ ชาวบ้านกัมพูชาได้ขอความช่วยเหลือจากองค์กรเอกชนในประเทศกัมพูชา และองค์กร Inclusive Development International(IDI) เพื่อให้ช่วยดำเนินการทางกฎหมายแก่บริษัทที่กระทำละเมิด จึงได้มีการขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และ สมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำเนินการฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทไทยที่ลงทุนข้ามพรมแดน โดยคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลระบุว่า สืบเนื่องมาจากตัวแทนจากนักลงทุนไทยในกลุ่มบริษัทด้านการผลิตน้ำตาลก่อตั้งบริษัทขึ้นมา 3 บริษัท เพื่อเข้าดำเนินการขอสัมปทานที่ดินในประเทศกัมพูชา บริเวณ หมู่บ้านบอส (Bos) หมู่บ้านโอบัดมวน (O ‘Bat Moan) หมู่บ้านตะมาน (Taman) หมู่บ้านตะเพียนเวง (Trapain Veng) และหมู่บ้านคะตุม (Ktum) ซึ่งต่อมาได้รวมเป็นบริษัทเดียว คือ บริษัท อังกอร์ซูการ์ จำกัด (Angkor Sugar Co., Ltd.) แล้วได้ดำเนินการเข้ายึดที่ดินบริษัท 5 หมู่บ้านดังกล่าวจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งการเข้ายึดที่ดินมีผลทำให้ ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ ไม่มีที่ทำกิน เสียบ้านเรือน เผชิญปัญหาความยากจน ต้องอพยพมาขายแรงงานในประเทศไทย แม้ว่า บริษัทที่ละเมิดสิทธิที่ดินทำกินได้ถอนตัวออกไปจากพื้นที่แล้ว แต่ชาวบ้านยังไม่ได้รับการเยียวยาจากบริษัทแต่อย่างใด

ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนและมีรายงานผลการตรวจสอบออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558 โดยเสนอให้มีการเยียวยาความเสียหายแก่ชาวบ้านผู้ถูกกระทำละเมิด

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.