นักศึกษาหลายคนยืนฟังผู้เฒ่าฮือเล่าถึงสรรพคุณของพืชสมุนไพรแต่ละชนิดอย่างตั้งอกตั้งใจ ต้นไม้ใบหญ้าหลากหลายในผืนป่าที่ผู้เฒ่าเก็บมาให้ดู พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าช่วยรักษาและเยียวยาอาการป่วยไข้ได้ ความรู้ที่สั่งสมมาเกือบ 70 ปีของผู้อาวุโสช่วยทำให้คนรุ่นใหม่หูตากว้างไกลมากขึ้น

ผู้เฒ่าฮือทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับนักศึกษาที่ได้รับทุนจากกองทุนเสมอภาคด้านการศึกษา(กสศ.)โดยมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.)ได้จัดกิจกรรมเรียนรู้ในลักษณะนี้มาแล้ว 3 ครั้ง และการเรียนรู้เรื่องพืชสมุนไพรในป่าผืนใหญ่ที่ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และพชภ.ร่วมกันฟื้นฟูขึ้นเมื่อ 26 ปีก่อน เป็น 1 ในฐานการเรียนรู้ที่ได้รับความสนใจ โดยผู้เฒ่าได้พาเดินป่าเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ของหมอยาประจำชุมชนอาข่า

ผู้เฒ่าฮือเป็นชาวเขาเผ่าอาข่า มีชื่อทางการว่านายอาฮือ หว่อปอกู่ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านป่าคาสุขใจ บนดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย คนในชุมชนมักเรียกแกว่าอาบ้อฮือ (อาบ้อ แปลว่าตา,ปู่,ผู้เฒ่า) ซึ่งเป็นหมอยาประจำหมู่บ้าน

“เมื่อก่อนก็รักษาเกือบทุกโรค เพราะสมัยนู้นชาวบ้านยังเข้าไม่ถึงระบบรักษาพยาบาลแผนปัจจุบัน แต่ถ้ากระดูกหัก แขน-ขาหัก หรือเป็นพวกงูสวัด เป็นเริม อะไรพวกนี้ ชาวบ้านก็ยังมาหาอยู่” ความเชื่อถือในตัวอาบ้อฮือยังไม่เสื่อมคลาย นอกจากใช้ตัวยาจากสมุนไพรแล้ว ผู้เฒ่ายังมีคาถาที่ร่ำเรียนมาจากบรรพบุรุษด้วย

“เราเพิ่งมาเป็นหมอยาจริงจังตัวตอนอายุ 50 ปี เพราะผู้เฒ่าผู้แก่สอนไว้ว่า หากยังต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงครอบครัวอยู่ เมื่อเรารักษาโรคบางชนิดมันจะส่งผลร้ายกลับมาที่คนในครอบครัว” อาบ้อฮือปฎิบัติตามความเชื่อของครูบาอาจารย์ ซึ่งตัวแกเองเรียนรู้และได้รับการถ่ายทอดความรู้จากปู่ตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่เพราะต้องเลี้ยงลูกๆ 5 คนกว่าที่พวกเขาจะแยกครอบครัวไป ทำให้อาบ้อต้องเป็นหมอยาเต็มตัวเมื่อกว่า 10 ปีก่อน

“คนที่เป็นหมอยาส่วนมากก็สืบต่อๆ กันมาในครอบครัวจากคนรุ่นปู่ย่าตายาย คนอาข่าไม่ได้เขียนตำรา แต่ใช้วิธีท่องจำและถ่ายทอดให้ลูกหลาน เสียดายที่คนรุ่นปัจจุบันไม่ค่อยมีใครอยากเรียนรู้และสืบทอด” ผู้เฒ่ารู้สึกใจหายและกลัวว่าสักวันหนึ่งวิชาหมอยาประจำตระกูลจะสูญหาย

ถิ่นฐานดั้งเดิมของครอบครัวอาบ้อฮือ อาศัยอยู่บริเวณแนวตะเข็บชายแดนไทย-รัฐฉาน จนกระทั่งเกิดการสู้รบใหญ่ระหว่างทหารพม่าและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้ต้องอพยพมาปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านป่าคาสุขใจ บนดอยแม่สลองเมื่อ 40 ปีก่อน แต่ทุกวันนี้อาบ้อฮือก็ยังไม่มีสัญชาติไทย ขณะที่ลูกหลานต่างได้บัตรประชาชนไทยกันหมดแล้ว

เช่นเดียวกับผู้เฒ่าชาวอาข่าในหมู่บ้านป่าคาสุขใจอีกนับสิบคนที่ยังไม่ได้รับรองสถานะให้เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ เนื่องจากพวกเขาถูกบันทึกว่าเกิดในพม่า ช่องทางการได้มาของบัตรประชาชนคือต้องแปลงสัญญาติซึ่งเป็นเรื่องยากเย็นมากสำหรับคนเล็กคนน้อยเพราะต้องถึงมือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สำคัญมีหลักเกณฑ์ต่างๆ กำหนดไว้มากมาย

ตอนแรกที่อาบ้อย้ายมาอยู่หมู่บ้านป่าคาสุขใจนั้น บริเวณโดยรอบเป็นภูเขาหัวโล้นและเป็นที่ดินทำกินของชาวบ้านนับพันไร่ ต่อมามูลนิธิ พชภ.ได้ร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ฟื้นฟูป่าจนในปัจจุบันได้กลายเป็นป่าใหญ่

“สมัยนั้นเราแทบไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ไม้ที่จะนำมาเป็นฟืนหรือใช้สอยก็ไม่มี เราเริ่มต้นปลูกต้นไม้ 200 ไร่ก่อน จากนั้นจึงขยายออกไป ชาวบ้านต่างช่วยกันดูแล พอหน้าไฟป่าก็ช่วยกันดับไฟ เรามีข้อตกลงกันในหมู่บ้านแบ่งโซนพื้นที่ทำกินกับป่าไว้ชัดเจน” ทุกวันนี้อาบ้อฮือและชาวบ้านต่างภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการปลูกป่าผืนใหญ่ “ถ้าไม่มีป่า พวกเราก็อยู่ไม่ได้”

“ในป่าผืนนี้มีสมุนไพรมากมาย จำไว้ว่าสมุนไพรชนิดไหน ขึ้นอยู่ที่ใด บางชนิดที่ใช้สอยบ่อยๆ ก็เก็บมาตากแห้งหรือปลูกไว้ใกล้บ้าน จะได้ไม่ต้องเดินบ่อยๆ อันไหนที่ไม่มี พอไปเจอที่อื่นก็เอามาปลูกไว้” บ่อยครั้งที่อาบ้อเดินป่าเก็บสมุนไพรตามลำพัง แม้จะอายุเยอะแต่ผู้เฒ่าก็ยังแข็งแรง

“คนรุ่นใหม่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับโทรศัพท์มือถือทั้งวัน ไม่มีใครเขาสนใจเรื่องสมุนไพรหรอก เด็กๆ พอหกล้มมีเลือดออกที่เข่าก็วิ่งมาหาให้ช่วยรักษา พอหายก็วิ่งไป เขาไม่ได้สนในถามว่าอาบ้อมีวิธีรักษาอย่างไร” ผู้เฒ่าฮือหัวเราะ หลังจากระบายความรู้สึก แม้แกจะมีลูกชายคนเล็กที่พอจะสนใจสืบทอดวิชาหมอยาสมุนไพรอยู่บ้าง แต่ทุกวันนี้เขาต้องไปรับจ้างขายแรงงานอยู่ที่ประเทศอิสราเอลและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงคืนสู่บ้านเกิด

“ทุกวันนี้เรายังอยู่ไม่สบาย เพราะยังไม่เป็นคนไทยเต็มตัว” สถานะของอาบ้อฮือคือคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้แกต้องขาดสิทธิพึงได้จากรัฐบาลมากมาย ผู้เฒ่าพยายามทำเรื่องเพื่อให้ได้การรับรองเหมือนพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศนี้ แต่ดูมันช่างยากเย็นจนผู้เฒ่าเองก็แทบท้อใจ

“อยากได้บัตรประชาชนเหมือนพลเมืองไทยทั่วไป อาบ้ออยากตะเวนเดินทางไปรักษาญาติพี่น้องอาข่าที่มีอยู่มากมายในจังหวัดต่างๆ ตามชายแดน บางส่วนก็อยู่ในพม่า อยากใช้วิชาความรู้ที่มีไปช่วยให้เขาหายป่วยไข้” ผู้เฒ่าบอกถึงความฝันสุดท้ายในชีวิต เช่นเดียวกับผู้เฒ่าอีกนับสิบคนในหมู่บ้านป่าคาสุขใจ ที่ยังไม่อาจนอนตายตาหลับ เพราะความฝันในการได้บัตรประชาชน ยังไม่เป็นจริง

ล่าสุดผู้เฒ่าไร้สัญชาติเริ่มมีความหวัง เมื่อเจ้าหน้าที่อำเภอแม่ฟ้าหลวงได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลของเหล่าผู้เฒ่าเพิ่มเติมหลังจากที่ชาวบ้านได้ยื่นเรื่องไปนานพอสมควร

ราว 40 ปีมาแล้วที่อาบ้อฮือตกอยู่ในฐานะ “คนอื่น” ของสังคมไทย ทั้งๆ ที่ผู้เฒ่าทุ่มเทกายใจทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัวจนลูกๆ หลานๆ ของแกกลายเป็นกำลังในการพัฒนาบ้านเมืองจนถงทุกวันนี้

อาบ้อทั้งหลายถูกหลงลืมไว้ข้างหลังมานานแล้ว ทำอย่างไรในช่วงปลายทางของผู้เฒ่าเหล่านี้จะได้พบกับความสมหวังบ้าง

/////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.