โดย น้ำ คีตาญชลี

ฉันได้เข้าไปเล่นดนตรีที่หมู่บ้านบางกลอยเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในงานครบรอบ 180 วันการหายตัวไปของ “บิลลี่”นายพอลละจี รักจงเจริญ ซึ่งในตอนนั้นชาวบ้านก็มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินแล้ว เนื่องจากอุทยานบังคับให้ 2 คนหมู่บ้านมาอยู่ด้วยกัน และแบ่งพื้นที่ทำกิน เพาะปลูกตามที่อุทยานตั้งกฏ ชีวิตชาวบ้านลำบากเพราะปลูกอะไรไม่ค่อยจะขึ้น ด้วยกฏที่บังคับพวกเขาอยู่นั้นไม่ได้มีความรู้เรื่องดินและวิถีเกษตรของชาวบ้านและพื้นที่ตรงนั้นจริงๆ ชาวบ้านจึงต้องอยู่ด้วยของบริจาคตลอดมา

ตลอด 6 ปีมานี้ ฉันติดตามคดี และร่วมกิจกรรมกับชาวกะเหรี่ยง รวมถึงผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหานี้ จนฉันเองรู้สึกว่าพี่น้องกะเหรี่ยง เอ็นจีโอ นักสิทธิ์ และนักข่าว กลายเป็นญาติสนิทมิตรสหายของฉันไปแล้ว

เมื่อเกิดปัญหาใหญ่อีกครั้ง ฉันจึงอยากจะกลับไปให้เห็นกับตาว่า ปัญหาที่คาราซังในหมู่บ้าน ที่มีนักออกแบบสังคม หรือโครงการจากภาครัฐมาช่วยดูแลชาวบ้าน มันจริงแค่ไหน ที่สำคัญ ชีวิตชาวบ้านที่ฉันรู้สึกเหมือนพวกเขาเป็นเพื่อน เป็นญาติ จะเป็นอยู่กันอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ฉันกลับไปพบ หมู่บ้านบางกลอยแปรตัวเองคล้ายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ป้ายต้อนรับเข้าหมู่บ้านมันช่างดูสวยงามทันสมัยไม่ต่างจากป้ายอุทยาน เดินเข้าไปก็ได้เจอ culture home บ้านวัฒนธรรม ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ พาให้ฉันหงุดหงิดหัวใจเพราะบ้านแท้ๆของชาวบ้าน มันก็แสดงวิถีและวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองดีอยู่แล้ว จะสร้างใหม่ให้เปลืองที่และทำให้คนสบสนในวัฒนธรรมตรงนี้ของชาวบ้านทำไม ตัวหมู่บ้านก็แออัด เพราะการขยายครอบครัว

ฉันเดินมุ่งไปที่หอประชุมหมู่บ้าน หมายใจไปรำลึกถึงความทรงจำครั้งขึ้นมาเล่นดนตรีที่นี่ ในบรรยากาศที่เปี่ยมความหมาย แต่สิ่งที่ฉันต้องตกใจ คือที่นั่นกลายเป็นโรงงานทอผ้าไปเสียแล้ว! สีสันของด้ายทอจัดจ้านตัดกันจนฉันแสบตาไปหมด เจ้าน้องชายนักข่าวยกกล้องขึ้นเก็บภาพ แต่มีเสียงเตือนมาว่าห้ามถ่าย นาทีเดียวกับที่ฉันกดถ่ายไว้ได้พอดี มารู้เอาทีหลังว่าตัวเจ้าหน้าที่อุทยานนั่นแหละเป็นคนตั้งกฏและติดป้ายว่าไม่ให้ถ่ายรูป ไม่ใช่ชาวบ้าน

สาวกะเหรี่ยงเดินออกมาจากประตู ฉันจึงขอคุยเรื่องนี้กับเธอ รวมถึงเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น 

“นี่เป็นโครงการที่ทางหมู่บ้านขอไปตั้งแต่ก่อนบิลลี่หายตัว พวกผู้หญิงในหมู่บ้านได้เงินแต่ก็ไม่พอกิน ไม่สามารถเป็นอาชีพได้ รายได้เป็นได้แค่งานอดิเรกเท่านั้น โครงการนี้ได้แค่ช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่ได้ช่วยแก้ เพราะปัญหาจริงๆคือเรื่อง ที่ดินทำกิน และการเพาะปลูกไม่ขึ้น การไม่มีอะไรจะกิน หากเราสมารถเพาะปลูกได้ดังเดิม แล้วมีงานนี้ให้ทำด้วย ก็คงจะดีมาก”สาวกะเหรี่ยงสะท้อนข้อเท็จจริงในหมู่บ้าน

ระหว่างที่เราพูดคุยกัน พี่ที่ขึ้นมาบริจาคข้าวก็มาถามหาซื้อผ้าทอจากชาวบ้าน หวังจะนำกลับไปเป็นที่ระลึก คำตอบของเธอยิ่งพาฉันตกใจ “ไม่มีค่ะ เราไม่ได้รับอนุญาตให้ทอเอง ต้องทอตามที่เค้ากำหนดเท่านั้น อันนี้ทอแล้วส่งกลับไปให้เขาขาย” 

ฉันเองรู้สึกประหลาดใจ ทั้งที่ชาวบ้านปกติก็ทอเสื้อกันใส่เองทำไมไม่สนับสนุนตรงนี้นะ ฉันคิดในใจแต่ไม่กล้าพูดออกมา!

เราคุยกันต่อเรื่องความเป็นอยู่ เธอว่าหลายครั้งที่ชาวบ้านยื่นเรื่องให้ทางอุทยานช่วยจัดการ ก็ได้แต่คำตอบว่ารอดำเนินการ ผ่านไปนับ 10 ปีแล้ว จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ที่ดินและผลผลิตที่ผลิตไม่ค่อยได้ ยิ่งพาชาวบ้านอดอยากและทุกข์ตรมในใจ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือกันและกันได้ นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งตัดสินใจอพยพกลับบ้านบางกลอยบน เธอว่า เราก็เข้าใจเขา เพราะอยู่ไปก็คงพากันอดตายไปด้วยกันทั้งหมด แต่ใจก็เป็นห่วงเขา เพราะว่าก็พี่น้องกันทั้งนั้น 

“หากชาวบ้านมีชีวิตที่ปกติ มีความสุข เรากับเจ้าหน้าที่ทุกคนก็คงเป็นเพื่อนกันได้ เพราะเราไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งกัน ไม่มีใครอยากเป็นปัญหาหรือศัตรูกับอุทยาน”เธอกล่าวทิ้งท้าย

ระหว่างฉันเดินเยี่ยมในหมู่บ้าน ยังได้ยินเสียงใสๆของเด็กๆคอยทักทายพวกเรา เด็กบางคนก็วิ่งมาเล่นกับเรา นักข่าวที่เข้าไปปักหลักทักทายพูดคุยแชร์ข้อมูลกัน ชาวบ้านก็พูดคุยกับพวกเราด้วยความเป็นมิตรแต่แฝงความเศร้าและกังวลใจอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่ฉันได้รู้จักพวกพวกเขา

ในฐานะคนนอกที่นานๆ จะเข้าไปเยี่ยม ฉันคงไม่อาจตัดสินได้ว่า สิ่งสร้างใหม่เหล่านี้มันทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้นหรือไม่ แต่ในฐานะคนขึ้นมาเยี่ยมซึ่งเป็นเพื่อน เป็นญาติ ทุกสิ่งมันช่างดูแปลกปลอมไปจากชีวิตและวิถีของผู้คนที่นี่เสียเหลือเกิน จนเหมือนมันบิดเบือนความเป็นกะเหรี่ยงบางกลอยผู้สง่างามที่ฉันรู้จัก ให้เป็นแค่ใครที่พวกเขาสร้างขึ้นตามใจเท่านั้น

————————-

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.