นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ชาวบ้านที่ยึดอาชีพหาปลาแม่น้ำโขง ในตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ต่างก็ได้รับผลกระทบอยากหนัก จากการเกิดสาหร่ายแม่น้ำโขง หรือ เทา ที่เร็วกว่าฤดูกาล อีกทั้งในปีนี้ ก็ยังเกิดขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านๆมา ส่งผลให้เครื่องมือหาปลาประเภทตะข่าย หรือ มอง ของชาวบ้านที่ใช้ดักปลาในแม่น้ำโขงนั้น เสียหายเป็นจำนวนมาก

นายถั่ม พวงมาลา หนึ่งในชาวประมงพื้นที่บ้านม่วง ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาดังกล่าว กล่าวว่า เครื่องมือหาปลาของเขาประเภทมอง ใช้งานไม่ได้แล้ว

“ปีก่อนๆ เทาก็ไม่เยอะขนาดนี้ ปีนี้ไม่รู้มันเป็นเพราะอะไร แต่ผมคิดว่า น่าจะเกิดขึ้น เพราะน้ำมันขึ้นๆลงๆไม่ปกติตามธรรมชาติ และตอนนี้น้ำมันก็แห้ง เพราะเขาปิดเขื่อนอยู่ข้างบน ตั้งแต่เขามีเขื่อนมา อะไรๆมันก็เปลี่ยนไปหมด ปลาก็หายาก เทาก็มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ปีนี้น่าจะเยอะที่สุดแล้ว มองของผมใช้หาปลาไม่ได้แล้วดูสิ อันละตั้ง 1,200 บาท ต้องทิ้งแล้ว”

ชาวประมงรายนี้บอกอีกว่า ทุกๆปี ในพื้นที่บ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย สาหร่ายน้ำโขง หรือเทานั้น จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม – เมษา ที่ระดับน้ำลดลงมากๆ แต่ในปีนี้ น้ำโขงแห้งเร็วกว่าปกติ เพราะมีการปิดเขื่อนตอนบนในแม่น้ำโขง สาหร่ายก็เลยเกิดขึ้นก่อนเวลา และเกิดขึ้นในปริมาณมาก

ด้าน นายวินัย รักพินิจ ชาวบ้านที่ยึดอาชีพหาปลา และได้รับผลกระทบอีกรายหนึ่ง ในตำบลบ้านม่วง ก็กล่าวว่า ตนแทบไม่อยากหาปลาอีกแล้ว

“ปลาน้อยอยู่แล้ว ทั้งระเบิด ทั้งช็อตกัน ตอนนี้มีเทาติดมองของผมอีก ไม่อยากหาแล้วปลา ทำสวนบนฝั่งดีกว่า มองดางหนึ่งอันละตั้ง 1000 – 5000 บาท แล้วเวลาเทามันติด มันยกไม่ขึ้นนะ ตาข่ายมันขาดหมด ก็ต้องทิ้งอย่างเดียว ไม่ก็ต้องรอ ต้องยกมาตากแดด มานั่งลอกออก เสียเวลาไม่รู้กี่วัน ซ่อมแล้วก็ใช้งานไม่เหมือนเดิมนะมองที่มันโดนเทาเกาะหมดแบบนี้ สรุปแล้ว เฮ็ดงานอย่างอื่นดีก่อน”

ขณะที่นางก้านก่อง จันลอง ผู้ประสานงานกลุ่มรักน้ำโขงตำบลบ้านม่วง ให้ข้อมูลเพิ่มว่า นอกจากผลกระทบต่อชาวประมงแล้ว ต้นไค้น้ำ หรือปลาแม่น้ำโขงก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
“เวลามันเกิดขึ้นเยอะๆ ตามแอ่ง ตามแก่งแบบนี้ พอไม่มีคนมาเก็บ มันก็จะเน่า แล้วอยู่ที่นี่ ไม่ค่อยมีใครนิยมกินกัน ไม่เหมือนพากเหนือ อย่างดีเขาก็เก็บไปต้มไปอ่อมเล็กๆน้อยๆ พอมันเหลือมากทีนี้ มันก็จะไปคลุมตามพวกต้นไค้น้ำ แล้วมันก็แห้ง ต้นไค้มันก็เกิดไม่ได้สิทีนี้ แล้วส่วนที่อยู่ในแอ่งมันก็จะเน่า พอเน่า ลูกปลาตัวเล็กๆ ที่แม่มันมาไข่ไว้ มันก็ตาย เพราะน้ำมันเน่า”

นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ พาระคุณ ผู้ประสานงานเครือข่ายรักน้ำโขง ก็ได้อทิบายเพิ่มเติม ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้ พร้อมยังระบุว่า สาเหตุคือเขื่อนจีน และเขื่อนไซยะบุรี
“ไก หรือเทาที่มันหลาย เพราะว่า ในเชิงนิเวศน์ ตะกอนในแม่น้ำโขงมันเริ่มหายไปตั้งแต่มีเขื่อนไซยะบุรี ทำให้น้ำใส พอน้ำใสมากๆปุ๊บ แสงแดดสามารถส่องถึง เมื่อน้ำลด อุณหภูมิน้ำได้ เทาพวกนี้ก็สามารถเจริญเติบโตได้งาม แล้วก็จะลามไปจนหมด และปัญหาที่เกิดตามมาก็คือ เทาเหล่านี้ปกติมันจะอยู่เฉพาะบริเวณแอ่งน้ำที่ไม่ไหล แต่จากการเปิดปิดน้ำของเขื่อนจีน น้ำขึ้นน้ำลงไม่เป็นระดับ ทำให้น้ำมันทะลักออกมา และพัดพาเทาพวกนี้ไหลออกไปสู่แม่น้ำโขงเส้นใหญ่ ไปส่งผลกะทบต่อระบบนิเวศน์จนพังเสียหายหมด”

ปัจจุบัน สาหร่ายแม่น้ำโขง ที่ขึ้นตามแอ่งน้ำของแม่น้ำโขงบางแห่ง เริ่มเน่าเปื่อย และส่งกลิ่นเหม็นบางส่วนแล้ว ขณะที่ชาวบ้านเขตบ้านม่วง ก็ยังไม่มีวิธีแก้ไข มีแต่ต้องรอให้น้ำขึ้น เพื่อให้สาหร่ายเหล่านี้พัดออกไปเองในแม่น้ำโขงไปเท่านั้น

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.