ภาสกร จำลองราช

เป็นเวลา 1 เดือนแล้ว ที่ชาวบ้านบางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี กลุ่มใหญ่ได้พากันอพยพเดินเท้าจากหมู่บ้านบางกลอยล่างกลับไปยังหมู่บ้านบางกลอยบนซึ่งเป็นหมู่บ้านดั้งเดิมอันเป็นถิ่นที่บรรพบุรุษบุกเบิกไว้เมื่อเนิ่นนานนับร้อยๆ ปี ก่อนที่มีกฎหมายป่าไม้และกฎหมายอุทยานเสียอีก

“จริงๆ แล้วพวกเราตั้งใจจะกลับขึ้นไปอยู่ข้างบนกันมาพักหนึ่งแล้ว เราคุยกันหลายครั้ง อยู่ข้างล่างมีแต่อดตาย ที่ดินก็ไม่มี แถมยังเจอโควิดอีก ทำให้หลายคนต้องกลับมาอยู่บ้านเพราะตกงาน” 1 ในชาวบ้านบางกลอยที่อพยพพาครอบครัวขึ้นกลับไปอยู่ป่าใหญ่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการคืนถิ่นบรรพชน

หลังปีใหม่สถานการณ์โควิดรอบสองรุนแรงขึ้นตามลำดับ เยาวชนที่เป็นกำลังหลักของครอบครัวยังคงทยอยกลับหมู่บ้านบางกลอย-โป่งลึก ในที่สุดจึงมีการประชุมลับเพื่อตัดสินใจครั้งสุดท้ายร่วมกัน

ที่ต้องประชุมลับแม้แต่ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านบางกลอยบางส่วนก็ยังไม่ทราบเรื่อง เพราะหากเสียลับ อาจต้องถูกห้าม ดังนั้นจึงตีวงเอาเฉพาะชาวบ้านที่รับรู้กันว่าอยากกลับป่าใหญ่ ใครเป็นใครในหมู่บ้านต่างรับรู้กันดี

“วันที่ 8 มกราคม 2564 ชาวบ้านกลุ่มแรก รวมทั้งเด็กๆ ราว 10 กว่าครอบครัวขึ้นไปก่อน พอวันที่ 9 มกราคม ก็ตามขึ้นไปอีก 15 ครอบครัว แต่กลุ่มหลังไปช้าหน่อยเพราะมีเด็กเล็กเยอะ เลยต้องนอนในป่า 2 คืนกว่าจะถึงจุดหมาย” 

หลังจากถึงพื้นที่เป้าหมายบริเวณใกล้ต้นน้ำบางกลอย ทุกคนต่างมาพักรวมกัน เมื่อนับจำนวนคนที่เดินขึ้นๆลงๆ ด้วยแล้ว มีชาวบ้านบางกลอยที่อพยพขึ้นไปกว่า 70 คน

“ลุงมีบ้านอยู่ข้างล่างที่ พอช.(สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน)สร้างไว้ให้อยู่แล้ว ขึ้นมาทำไมอีก” มีเสียงแซวเล่นกับผู้อาวุโสวัยกว่า 60 ปีคนหนึ่งที่อพยพขึ้นไปด้วย

“บ้านนั้นน่ะ ใครอยากได้ก็เอาไปเลย ข้าขออยู่บนนี้ดีกว่า” ผู้เฒ่าพูดอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้อยู่ท่ามกลางป่าใหญ่

จุดที่ชาวบ้านกว่า 70 คนเลือกพักอยู่รวมกันนี้เป็นพื้นที่ดั้งเดิมของบ้านบางกลอยซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้เคยขึ้นทะเบียนไว้เป็นหมู่บ้าน เพียงตอนหลังมีความพยายามจากบางฝ่ายต้องการลบร่องรอยและชื่อหมู่บ้านบางกลอยออกจากผืนป่าใจแผ่นดิน แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่สามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือได้ เพราะทั้งสวนหมาก ต้นทุเรียน ยังคงอยู่เป็นหลักฐานให้เห็น เช่นเดียวกับไร่หมุนเวียน แม้จะเขียวกลมกลืมไปกับผืนป่าใหญ่ไปแล้วก็ตาม เนื่องจากห่างเหินการแผ้วถางมานานนับสิบปี แต่นั่นเป็นสีเขียวที่เกิดจากกอไผ่อันแน่นขนัดและไม่มีต้นไม้ใหญ่ หากสังเกตให้ดีก็จะเห็นได้ถึงความเป็นไร่ซากเก่า

“เราเตรียมเสบียงกันขึ้นมา ส่วนใหญ่เป็นข้าว พริกและเกลือ รวมถึงอาหารกระป๋อง ส่วนผักมาเก็บเอาโดยรอบซึ่งมีมากมายโดยเฉพาะผักกูด” 

เรื่องอาหารไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของชาวกะเหรี่ยง ขอเพียงมีข้าว โดยแต่ละครอบครัวต่างหุงหาอาหารกันเอง บางส่วนก็นำมาแบ่งปันกัน

ชาวบ้านส่วนใหญ่ตั้งแต่ตี 5 หลังจากจัดการธุระส่วนตัวและหุงหาอาหารกันแล้วก็พากันไปถางไร่ซากเดิมที่เคยครอบครองกันมา ตกเฉลี่ยครอบครัวละ 2-3 ไร่ บางแปลงก็อยู่ติดกันกลายเป็นแปลงใหญ่ บางแปลงก็เป็นแปลงรวม 5-6 เจ้า

“เราตกลงกันตั้งแต่แรกแล้วว่าจะไม่มีการบุกรุกป่า แต่ถางแค่ไร่ซากเก่าของพวกเรา เพื่อเตรียมไว้ปลูกข้าว เราจะเอาข้าวนี้ไปส่งดวงวิญญาณปู่คออี้ด้วย”

ขณะที่เด็กราว 20 กว่าคนสนุกสนานอยู่กับการเล่นน้ำกันแทบทั้งวัน แต่ตอนนี้เด็กบางคนต้องลงมาข้างล่างเพราะต้องเรียนหนังสือ บางคนร้องไห้งอแงเพราะไม่อยากกลับลงมา โดยเด็กที่อายุน้อยสุดเพียง 5-6 เดือน และมีผู้หญิงท้องแก่ด้วย คาดว่าเธอตัดสินใจคลอดอยู่ในป่าใหญ่ซึ่งมีหมอตำแยอยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่อพยพไปในครั้งนี้ด้วย

“ตอนที่เฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่ไปบินวนอยู่แถวไร่ซาก พวกเราก็ถางป่าอยู่น่ะ แต่เขาอาจไม่เห็น เราเคยถามชาวบ้านว่ากลัวอุทยานฯจะมาจับมั้ย พวกเขาบอกว่าถ้าพวกเราอยู่กันเยอะๆอย่างนี้ไม่กลัว”

ทุกวันนี้ชาวบ้านบางกลอยหลายสิบชีวิตยังคงถางไร่ซากอยู่บนป่าใหญ่ “ใจแผ่นดิน” ซึ่งเป็นแผ่นดินบรรพชนที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี เพื่อให้ทันกับฤดูการเพาะปลูกตามวิถีของไร่หมุนเวียนเยี่ยงบรรพบุรุษ

พวกเขายืนยันว่าจะไม่ยอมลงกลับมาอยู่ข้างล่างอีกแล้ว แม้จะมีเสียงลอยตามสายลมจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯข่มขู่ไม่เว้นแต่ละวัน

————–

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.