เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2565 เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้วที่ชาวกะเหรี่ยงหนีภัยการสู้รบจากกรณีที่ทหารพม่าบุกโจมตีชุมชนเดปู่โน่ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองพล 5 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(เคเอ็นยู)ด้วยเครื่องบิน ทำให้ชาวบ้านต้องหนีตายมายังชายแดนไทยริมแม่น้ำสาละวินซึ่งอยู่บริเวณตรงข้ามกับอำเภอแม่สะเรียงและอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากทหารไทยให้ข้ามฝั่ง ชาวบ้านซึ่งมีทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ คนป่วย ต้องหลบซ่อนอยู่ตามป่าเขา แม้ภาคประชาชนทั้งคนไทยและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้ระดมข้าวของเพื่อนำไปช่วยเหลือ แต่ไม่ได้รับการเปิดเส้นทางจากทหารไทย ทำให้ชาวบ้านที่หนีภัยต่างเผชิญกับความอดอยากเข้าขั้นวิกฤต โดยเฉพาะเมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดฝนตก แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีสิ่งของใดป้องกันฝน จึงต้องทุกข์ยากยิ่งขึ้น

ในเฟซบุ๊กของ Friends Without Borders Foundation ได้โพสต์คลิปคำสัมภาษณ์ของแม่บ้านคนหนึ่งที่แม่หนึทะ ซึ่งอพยพมาจากตอนในจังจังหวัดมื่อตรอ และกำลังเผชิญกับฝนตกหนัก โดยเธอพยายามใช้ผ้าพลาสติกที่มีคลุมอาหารกันฝน โดยเธอระบุว่า “ชีวิตต้องหนีตายครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งหนึ่งตั้งแต่เพิ่งคลอดลูก เดินยังไม่ไหวและต้องให้สามีแบก ครั้งนี้ระเบิดลงใกล้บ้าน ต้องหนีหัวซุกหัวซุนในยามค่ำคืน ฉันเหนื่อยล้ากับการหนีเต็มทน ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นอีกสักนิด ก็อยากจะกลับบ้าน”

 

ขณะเดียวกันยังคงมีประชาชนนำข้าวของมาบริจาคให้กับผู้หลบหนีภัยโดยเดินทางมายังหมู่บ้านแม่สามแลบแต่ทหารไทยไม่อนุญาตให้นำสิ่งของเข้าสู่พื้นที่ โดยแจ้งว่าให้นำของที่ต้องการบริจาคไปไว้ที่ที่ว่าการอำเภอแม่สะเรียง และต้องทำเรื่องขออนุญาตกับกรมทหารราบที่ 7

นอกจากนี้เมื่อเวลา 11.00 น. ได้มีเรือพยาบาลนำผู้บาดเจ็บจากพื้นที่มาส่งที่บ้านแม่สามแลบอีก 1 ราย โดยเป็นผู้ป่วยชาย อายุประมาณ 35 ปี ได้รับบาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดระเบิด มีบาดแผลตามร่างกาย โดยโรงพยาบาลสบเมยมารับไปทำการรักษาต่อ อย่างไรก็ตามมีหญิงท้องแก่ที่กำลังจะคลอดลูกแต่ไม่สามารถคลอดได้ จึงต้องเดินทางมายังฝั่งไทยเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ระหว่างทางได้เสียชีวิตก่อนทั้งแม่และลูกในท้อง

ขณะที่สำนักข่าว The Reporters ได้รายงานว่า ได้พูดคุยกับ นาย Saw Kadoe หัวหน้าศูนย์อพยพอิตูท่า รัฐกะเหรี่ยง หลังอพยพหนีการสู้รบมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มี.ค.64 และเดินทางกลับไปเมื่อวันที่ 29 มี.ค.64 ผ่านมา 1 สัปดาห์ ประชาชนยังคงหวาดกลัวเสียงเครื่องบินโจมตีทางอากาศของทหารพม่า และหวาดกลัวเสียงระเบิด และเสียงปืน ทำให้ยังหลบหนีอยู่ตามป่า และหลุมหลบภัย เพิ่งมาวันนี้ที่บางคนกลับมาเอาข้าวของและอาหารที่บ้าน แต่ต้องกลับไปนอนในป่า จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

“เราอพยพไปฝั่งไทยได้ 2 คืนก็กลับมา แต่ไม่กล้าเข้านอนในบ้าน เพราะยังกลัวระเบิด จึงพากันมานอนอยู่ในป่า ก็ทำเพิงไม้ไผ่ หลังคาใบตองอย่างที่เห็น พอจะนอนหลบภัยได้ แต่ตอนนี้มีฝนตกก็ลำบาก กลางคืนก็มียุงมาก เราก็เป็นห่วงลูก ทุกคืนก็ฝันร้ายเหมือนตายไปแล้ว”

นาย Saw Kadoe กล่าวว่า เหตุการณ์สู้รบครั้งนี้รุนแรงมาก นอกจากผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ที่อยู่ในศูนย์อพยพอิตูท่า และอุแวโกล๊ะ จำนวนกว่า 2 พันคนแล้ว ยังมีผู้อพยพจากหมู่บ้านต่างๆริมน้ำสาละวินอีกกว่า 7,000 คน กำลังขาดแคลนเสบียงอาหาร เนื่องจากก่อนหน้านี้มีสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจัดหาอาหารหรือสิ่งของช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ ได้

“อยากเรียกร้องให้ UN องค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลไทย เปิดช่องทางส่งสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เนื่องจากการเข้าพื้นที่ศูนย์อพยพ รัฐกะเหรี่ยง ต้องมาจากริมน้ำสาละวินของไทย สะดวกกว่าการผ่านพื้นที่ภายในจังหวัดมือตรอ เพราะห่างไกลอยู่ในป่าเขา” นาย Saw Kadoe กล่าว

หญิงชาวกะเหรี่ยงรายหนึ่งกล่าวว่า ความรู้สึกหวาดกลัวยังคงมีอยู่หลังเหตุการณ์สู้รบ ทำให้เธอและครอบครัวยังต้องหนีภัยอยู่ในป่า อาหารแต่ละมื้อก็มีเพียงข้าวสวยและมันต้ม ที่เหลือน้อยลงทุกที

ขณะที่เด็กน้อยต้องมาตักน้ำในลำห้วยที่แห้งขอด จนต้องขุดบ่อน้ำเล็กๆ เพื่อตักน้ำใส่ขวดสำหรับนำไปดื่มกินระหว่างหลบซ่อนตัวในป่า

ส่วนอีกครอบครัวต้องหอบหิ้วข้าวของมาหลบฝนใต้ถุนบ้านหลังหนึ่งใกล้แนวป่า ก่อนจะนำถุงเสื้อผ้า เสื่อ และเครื่องครัวกลับไปยังที่พักพิงริมป่าอีกครั้ง และหากฝนตกคงต้องไปหาที่หลบฝน ในขณะที่เด็กๆ ยังคงผวากับเสียงเครื่องบินและเสียงระเบิด โดยบางครอบครัว ขุดหลุมหลบภัยไว้ข้างบ้าน และหากเกิดเหตุการณ์สู้รบจะพากันวิ่งเข้าหลุมหลบภัยทันที โดยเฉพาะคนชรา คนพิการ ต้องมาอยู่ใกล้จุดที่มีหลุมหลบภัย เพื่อความรวดเร็วในการช่วยเหลลือ

นอกจากนี้ยังมีเด็กผู้หญิงสองคน มีอาการป่วยเป็นไข้จากการหลบหนีอยู่ตามป่า ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งโรงพยาบาลในศูนย์อพยพต้องปิด ดังนั้นการหายาและพบหมอจึงเป็นเรื่องยากมาก

/////////////////

 

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.