เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 พ.ต.ท.นิรันดร์  ไชยรัตน์ ผบ.ร้อย ตชด.337 กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 337 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวินยิงปืนขู่เพื่อเรียกให้เรือที่เดินทางไปส่ง ตชด.ปฎิบัติหน้าที่ริมแม่น้ำสาละวิน จอดแวะรายงานตัว ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เวลาประมาณ 13.00 น.ขณะที่มีการว่าจ้างเรือชาวบ้านแม่สามแลบ ไปส่งกำลังพล 4 นาย ไปประจำการที่ ฐานปฏิบัติการจอท่า ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างเรือผ่านฐานทหารพม่า ได้มีการยิงปืนส่งสัญญาณ 2 นัดให้เรือเข้าตรวจ ตามที่มีการแจ้งข้อตกลงไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีสถานการณ์การสู้รบ คนขับเรือจึงนำเรือเข้าฝั่งเพื่อให้ทางทหารพม่าตรวจสอบ เมื่อเรียบร้อย ก็ออกเดินทางตามปกติ ไม่ได้มีการกักตัวไว้และจากนั้นเรือก็เดินทางไปส่งกำลังพล ถึงฐานปฏิบัติการเป็นที่เรียบร้อย

ผบ.ร้อย ตชด.337 กล่าวว่าอย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ทำรายงานแจ้งไปยัง หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 7 รับทราบ เพื่อประสานงานกับคณะกรรมการชายแดน TBC หาข้อตกลงในการแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน คนขับเรือที่เดินทางในลำน้ำสาละวินด้วย

ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ล่าสุดในวันเดียวกันนี้ มีเสียงปืนการปะทะกันดังมาจากฐานทหารพม่าที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่งของไทย โดยเสียงปืนดังเพียงสั้นๆซึ่งต่อมามีรายงานว่า ทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยูและทหารพม่าได้ยิงปืนข่มขู่กัน อย่างไรก็ตามฐานทหารพม่าแห่งนี้เป็นเป้าหมายหนึ่งที่ทหารกะเหรี่ยงวางแผนที่จะกดดันให้ถอนออกจากพื้นที่และได้มีการตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงมาแล้วนับเดือน อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่ขับเรือยังไม่มีใครกล้าแล่นเรือไปส่งข้าวของเนื่องจากเกรงว่าจถูกทหารพม่าเรียกให้แวะรายงานตัวและอาจเป็นอันตราย

ด้านพล.อ.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ซึ่งเป็นฝ่ายทหารของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU ) ให้สัมภาษณ์ว่าเป้าหมายของทหารพม่าที่โจมตีทางอากาศในพื้นที่กองพล 5 KNU เพื่อต้องการทำลายขวัญกำลังใจทหาร สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน สร้างความแตกแยก ไม่ให้ประชาชนไว้ใจทหารกะเหรี่ยง เพื่อให้ KNU วางอาวุธ อยู่ภายใต้กองทัพพม่า ซึ่งเรายอมรับไม่ได้ โดยทหารพม่าเตรียมการไว้แล้ว 3-4 ปีก่อนโดยได้มีสำรวจพื้นที่ กำหนดว่าจะทำลายเพื่อให้เกิดความหวาดกลัว

ผู้สื่อข่าวถามว่าทหารพม่ามุ่งโจมตีมากองพล 5  เกี่ยวกับรัฐประหารด้วยหรือไม่ พล.อ.บ่อจ่อแฉ กล่าวว่า เชื่อมโยงได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทหารพม่ามีการเตรียมการตั้งแต่ 2015 กระบวนการสันติภาพของพม่าเป็นการวางแผนเพื่อยึดพื้นที่ หากมีกลุ่มชาติพันธุ์ไหนไม่ยอมก็จะบีบ ทำลาย โจมตี แต่กลุ่มที่ไม่ต่อต้านก็ยังเก็บไว้อยู่

เมื่อถามว่าเป็นเพราะทหารพม่าไม่พอใจเรื่องข้าวสาร 700 กระสอบหรือไม่ ? รองผู้บัญชาการ KNLA กล่าวว่า

พม่ามีการวางแผนอย่างดี แผนเหล่านี้คนละเรื่องกัน แต่เกิดขึ้นให้ห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้คนถามมามากว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่

“เป้าหมายสูงสุดของทหารพม่าคือให้วางอาวุธ ให้ทุกกลุ่มวางอาวุธและอยู่ภายใต้กองทัพพม่าทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เป้าหมายเคเอ็นยู ต่างกัน คือเรามีกองกำลังเพื่อเรียกร้องเสรีภาพ ปกป้องประชาชน แต่กองทัพพม่าเพื่อกดทับประชาชนยึดอำนาจมาทั้งหมด พม่ามีชาติพันธุ์หลากหลาย ทุกคนต้องมีเสรีภาพ มีสิทธิ์ร่วมกัน เราไม่อยากเห็นการปกครองที่ยึดอำนาจหรือทำรัฐประหาร เราเห็นอยู่ว่าประชาชนมือเปล่าถูกฆ่า  ทารุน รังแก เป็นการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ เราไม่เห็นด้วย”

พล.อ.บอจ่อแฮ กล่าวว่า การสู้รบครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 20-30 ปี ตั้งแต่มาเนอปลอ จริงๆแล้วพม่าใช้ NCA เป็นเครื่องถ่วงเวลา สร้างความแตกแยก จริงๆ แล้วพม่าทำลายมานานแล้ว เป็นสิ่งที่ต่อรอง ถ่วงเวลา แต่ก็เป็นแผนของกองทัพพม่าอยู่แล้ว ข้อตกลงเป็นการทำระหว่างผู้นำ แต่ทุกวันนี้ผู้นำก็ถูกจับ ติดคุก ตั้งข้อหาก แล้วจะให้ไปคุยกับใคร จะดำเนินการอย่างไร

เมื่อถามว่ากระบวนการสันติภาพใจะเดินหน้าไปอย่างไร? นายพลแห่ง KNU กล่าวว่าต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ของเดิมไม่เหลือแล้ว ต้องสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลใหม่ คืนอำนาจจากมินอ่องลาย คือสันติภาพให้ประเทศพม่า แต่หากกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ร่วมมือกันคงยาก เห็นชัดเจนพม่าทำลายทีละกลุ่ม ตอนนี้โจมตีกะเหรี่ยง ต่อไปก็ไปโจมตีไทใหญ่ หากสู้เดี่ยวๆ คงทำอะไรกองทัพพม่าไม่ได้ ดังนั้นต้องสร้างความร่วมมือ

“ถึงเวลาแล้ว เราขอเรียกร้องทุกกลุ่มรวมทั้งประชาชน ให้ร่วมมือ เราเคยเจอโชคชะตาแบบนี้มาแล้ว การรบอาจมีหลายรูปแบบ จับอาวุธ รบด้วยการสื่อสาร ประชาชนมีบทบาทที่ช่วยสื่อสาร จะทำอย่างไรให้กองกำลังทุกชาติพันธุ์ออกมา เพื่อให้ประชาชมีสิทธิและเสรีภาพ หากปล่อยไปแบบนี้ก็จะโดนที่ละกลุ่มๆ สิทธิเสรีภาพที่เราหวังก็คงไม่ได้มา หากรวมเป็นหนึ่งเชื่อว่าจะโค่นล้ม สมกับที่เราลำบากกันมา”พล.อ.บอจ่อแฮ กล่าว

เมื่อถามถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พล.อ.บอจ่อแฮ กล่าวว่า ชาวบ้านต้องารความช่วยเหลือ เพราะลำพังกันเองเสบียงอาหารไม่พอในสถานการณ์สงครามเช่นนี้ การอยู่การกินลำบากมาก ขอบคุณ ได้รับรู้ว่ามีคนให้ความช่วยเหลือเยอะ แต่ติดที่การขนส่งข้ามพรมแดนประเทศ จิตใจคนไทยอยากจะช่วยแต่ติดที่การขนส่ง

“ฝากถึงผู้มีอำนาจอยากให้เข้าใจว่าประชาชนของเราเผชิญความยากลำบาก อยากให้ผ่อนปรนเพื่อให้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นบุญที่สุดแล้ว หากวันหนึ่งมีสิ่งที่จะตอบแทนช่วยคืนได้ก็จะช่วยคืนแต่เวลานี้ยังยากลำบากมาก อยากให้ทั้งไทย พม่า กะเหรี่ยง มองที่ปัญหาประชาชน ไม่ใช่ปัญหาของทหาร นี่คือความเดือดร้อนของประชาชนที่เร่งด่วน ไม่ควรมองเป็นเรื่องของกองทัพ

นาง Cherry Soe ผู้ประสานงาน 1 ในคณะกรรมการเพื่อชาวกะเหรี่ยงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ  CIDKP (Committee for Internally Displaced Karen People) เปิดเผยว่า ขณะนี้ไม่มีผู้อพยพในฝั่งไทยแล้ว โดยกลุ่มสุดท้ายราว 500 กว่าคนที่ได้หนีภัยไปพักพิงบนฝั่งไทยกว่า 3 สัปดาห์ก่อนซึ่งมีทั้งผู้หญิง เด็กและคนชรา ต้องอพยพกลับมาฝั่งรัฐกะเหรี่ยง เนื่องจากทหารไทยแจ้งให้กลับมาก่อน หากมีเหตุจะอพยพกลับไปได้ และมีการมาเจรจาขอให้ทุกคนกลับมา ซึ่งผู้อพยพต่างยังไม่อยากกลับ เพราะยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย โดยเฉพาะกลุ่มที่ขออาศัยอยู่ฝั่งไทยเป็นการชั่วคราว มีทั้งแม่ลูกอ่อน ที่เพิ่งคลอดลูกอยู่ริมน้ำสาละวิน 4 คน ในจำนวนนั้นมีเด็กทารก อายุเพียง 4 วัน และยังมีหญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอดประมาณ 10 คน และกำลังตั้งครรภ์ กว่า 40 คน

(ชมคลิปชาวบ้านที่หนีภัยการสู้รบถูกผลักดันกลับฝั่งพม่า)

ทั้งนี้ผู้อพยพชาวกะเหรี่ยง จากเมืองเดปูโหน่ และหลายหมู่บ้านในรัฐกะเหรี่ยง ได้หนีภัยสงครามมายังบ้านแม่หนึท่า และมาอาศัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งไทย ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน  ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2564 หลังจากถูกทหารพม่าโจมตีหมู่บ้านโดยเครื่องบินรบ

“ฉันสงสารพวกเขา จนไม่รู้จะทำยังไงที่จะช่วยพวกเขาได้ มีเด็กทารกเกิดใหม่ ก็ต้องเกิดอยู่ริมน้ำ นอนอยู่ในผ้าเต้นท์ ต้องตากแดด ตากฝน สำหรับเด็กเกิดใหม่และแม่ มันเป็นสภาพที่ยากลำบากและอันตรายมาก เราไม่มียา ไม่มีอะไรเลย หากกลุ่มนี้ต้องกลับไปอยู่ในหมู่บ้าน ทั้งๆ ที่ยังมีเสียงเครื่องบินตรวจการณ์ของทหารพม่า มันไม่ปลอดภัยเลย ถ้าทหารพม่าทิ้งระเบิด ไม่สามารถหนีได้ทัน ทั้งแม่ เด็กทารก รวมถึงคนชรา การได้อยู่ฝั่งไทยก็ยังปลอดภัยกับพวกเขา”นาง Cherry Soe กล่าว

ผู้ประสานงาน กล่าวทั้งน้ำตาว่า อยากขอทางการไทยให้เข้าใจว่า พวกเขาแค่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น ไม่ขออะไรมาก การที่ทางการไทยบอกให้กลับไปก่อน เกิดอะไรขึ้นค่อยมา ต้องเข้าใจด้วยว่า ชาวบ้านเหล่านี้ไม่มีเรือหรือรถ ที่คิดจะข้ามไปก็ทำได้ทันที โอกาสที่จะเกิดอันตรายเสียชีวิตก็มี จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ไทยเข้าใจความยากลำบาก เข้าใจความต้องการของชาวบ้าน ที่ต้องการความปลอดภัย ขอให้พ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ไปก่อน เพราะมีทั้งเด็กคนแก่ คนท้องเยอะมาก การเดินทางไปมาก็ลำบาก และคนที่จะเข้ามาฝั่งไทย ส่วนใหญ่มีบ้านเรือนอยู่เด่ปูโหน่ ไม่สามารถกลับเข้าไปได้ในขณะนี้ จึงอยากให้ทางการไทย เห็นใจ ให้ที่พักพิงชั่วคราวกับคนเหล่านี้ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พวกเราก็จะเดินทางกลับบ้าน ไม่อยู่ฝั่งไทยในะยะยาวอย่างแน่นอน

ขณะที่ผู้หญิงแม่ลูกอ่อนที่มีลูกวัยเพียง 4 วัน กล่าวว่า เธอกลัวอย่างมากขณะนั่งเรือข้ามน้ำสาละวินกลับมายังฝั่งรัฐกะเหรี่ยง แม้ว่าการอยู่ฝั่งไทยจะไม่มีบ้าน แต่ทำให้เธอและลูกปลอดภัยจากเสียงระเบิด ในขณะที่เธออุ้มลูกน้อย พบว่า ตามตัวของเด็กชายตัวน้อยนั้น มีผื่นแดงขึ้นเต็มตัว แต่คงต้องรอให้หายไปเอง เพราะไม่มีหมอและยา

เช่นเดียวกับชาวบ้านกลุ่มใหญ่กว่า 20 คน ที่หลบหนีอยู่ในป่าในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เป็นเด็ก และผู้หญิง ต่างบอกว่า อาจต้องเดินเท้ากลับไปหมู่บ้านไม่ต่ำกว่าครึ่งวัน แต่ไปแล้วยังไม่กล้าเข้าบ้าน คงต้องไปอาศัยอยู่ตามป่าไปก่อน เพราะยังกลัวเสียงระเบิด และยังห่วง ตา กับ ยาย ที่แก่มากแล้ว โดยยายอายุ 80 ปีเป็นอัมพฤกษ์ที่แขน ส่วนตาวัยเกือบ 100 ปีมีอาการความจำเสื่อม ซึ้งยังต้องนอนเปล พากันอพยพข้ามไปข้ามมาคงไม่ไหว แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไทยให้กลับมา ก็ต้องทำตาม ทั้งๆ ที่กลัวมาก หากขอได้คงต้องขอว่า “หยุดส่งผู้ลี้ภัยกลับไปตาย”

อนึ่ง ภายหลังจากหารโจมตีโดยเครื่องบินของกองทัพพม่าที่เมืองเด่ปูโหน่ และริมแม่น้ำสาละวิน บนพรมแดนไทยพม่า เมื่อวันที่ 27 และ 28 มีนาคม2564 ส่งผลให้ประชาชนชาวกะเหรี่ยงต้องหนีออกจากหมู่บ้าน ซ่อนตัวตามป่า จำนวนอย่างน้อย 8,500 คน จำนวนหนึ่งข้ามแม่น้ำสาละวินมายังประเทศไทย แต่ถูกผลักดันกลับ

———

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.