เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2564 ศ.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณชายแดนไทย-พม่า ด้านริมแม่น้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยูและทหารพม่ากำลังรบพุ่งกันอยู่ว่า พื้นที่ชายแดนไทยหลังการสิ้นสุดยุคคอมมิวนิสต์ มีปัญหาคืออำนาจของหน่วยงานที่ควบคุมทับซ้อนกันหลายหน่วยงานซึ่งขึ้นอยู่กับกฏกระทรวงที่ออกมา ถ้าเป็นเรื่องของความมั่นคง โดยปกติแน่นอนว่าเป็นอำนาจทหาร แต่บางส่วนก็ทับซ้อนกับมหาดไทย ถ้าเป็นปัญหาคนข้ามแดนก็มีการถกเถียงกันเพราะเกี่ยวข้องกับมหาดไทยด้วย และในสถานการณ์โควิดยังเกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข กลายเป็นโจทย์ที่ค้างคากันพอสมควร

ภาพชาวบ้านเขตบือวาเดอในรัฐกะเหรี่ยงที่หนีภัยมาหลบซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขาริมแม่น้ำสาละวินแต่ไม่สามารถข้ามฝั่งได้เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากทหารไทย

ศ.สุรชาติ กล่าวว่านโยบายของรัฐไทยต่อกลุ่มชาติพันธุ์นั้น เดิมทีในยุคคอมมิวนิสต์ เราใช้เขาเป็นกันชนในชายแดนตะวันตก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งนโยบายนี้ได้เปลี่ยน โดยรัฐไทยมีความสัมพันธ์กับทหารพม่ามากขึ้น นโยบายกันชนแบบเดิมจึงเปลี่ยนไปเพราะข้ามไปจับมือกับทหารอีกฝ่าย ความจำเป็นชุดความคิดเดิมที่ใช้ชนกลุ่มน้อยเป็นกันชนจึงไม่มีความจำเป็นแล้ว เราจึงเริ่มเห็นการจับมือกันมากขึ้นระหว่างรัฐบาลกรุงเทพและรัฐบาลย่างกุ้ง

นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปสองส่วนคือทหารพม่ายอมถอยอำนาจและเปิดประเทศตอนปี 2554-2555 โดยเฉพาะปี 2555 เป็นปีทองที่ทหารพม่าเปิดประเทศและเราเข้าไปทำธุรกิจในพม่ามากขึ้นนำไปสู่การเลือกตั้ง แต่หมุดหมายที่ใหญ่กว่าคือเมื่อพรรคเอ็นแอลดีสิ้นสุดอำนาจลง ดังนั้นหมุดหมายสำคัญคือการสร้างประชาธิปไตยในเมียนมาซึ่งพาโจทย์ชุดใหม่สู่ความมั่นคงไทย คือเมื่อเปิดประเทศแล้วจะสู่การเจรจากับชนกลุ่มน้อยหรือไม่ เป็นความหวังว่าถ้าประชาธิปไตยขับเคลื่อน และลดความขัดแย้งกลุ่มชาติพันธุ์ พม่าอาจเป็นต้นแบบที่ไม่เหมือนยูโกสลาเวีย แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองของพม่าชัดเจน เมื่อก่อนพอพูดถึงประชาธิปไตยในพม่ามักคิดถึงพรรคเอ็นแอลดี แต่พอเกิดรัฐประหาร เราพูดถึงภาพใหญ่และการประท้วงในหลายเมืองของพม่าที่ประชาชนออกมาต่อต้านมากมาย เราเห็นการที่กองกำลังติดอาวุธเข้าร่วมกับฝ่ายประชาธิปไตยยอมละเลยความค้างคาใจเก่าๆ และมีนัยยะสำคัญ เราเห็นการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่เป็นรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ สามส่วนนี้ได้เปลี่ยนภูมิทัศของพม่า ที่สำคัญเราเห็นการประท้วงที่ไม่ย่อท้อของประชาชน

ศ.สุรชาติกล่าวว่า ปัจจุบันเราเห็นประชาธิปไตยขบวนใหญ่และการต่อต้านรัฐประหารในพม่า จนกลายเป็นแรงกดดันให้อาเซียนต้องเปิดเวทีพิเศษ และมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อซึ่งท้าทายอาเซียนว่าผลักดันได้แค่ไหน และท้ายทายว่าทหารพม่าจะนำมติอาเซียนไปดำเนินการได้หรือไม่ และยังท้าทายประเทศไทยที่เป็นรัฐหน้าด่านและมีผู้นำทหารเป็นผู้นำรัฐบาลว่าจะผลักดันให้ไทยมีบทบาทด้านมนุษยธรรมได้มากขึ้นหรือไม่ แต่การที่ไทยเข้าร่วมการประชุมอาเซียนที่กรุงจาการ์ตาจึงผูกพันกับประเทศไทย

ภาพชาวบ้านเขตบือวาเดอในรัฐกะเหรี่ยงที่หนีภัยมาหลบซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขาริมแม่น้ำสาละวินแต่ไม่สามารถข้ามฝั่งได้เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากทหารไทย

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า สาเหตุที่ทหารไทยพยายามไม่ให้สื่อมวลชนเข้าถึงกลุ่มผู้อพยพหนีภัยการสู้รับจากรัฐกะหรี่ยงมายังฝั่งไทย เพราะรัฐบาลกังวลว่าผู้ออพยพเหล่านี้จะรับภาระ โดยรัฐบาลได้แสดงท่าทีเช่นนี้มายาวนาน และในสภาวะปัจจุบันฝ่ายความมั่นคงก็ยังกังวลอยู่ แต่ตนเรียกร้องเสมอว่าเราต้องปฏิบัติเหมือนกับเวทีสากล ถ้าเรากล้าประกาศนโยบานด้านสิทธิมนุษยชนหรือมนุษยธรรมซึ่งอาเซียนเปิดประเด็นแล้ว ถือว่าเป็นโอกาสดีของประเทศไทย แต่เนื่องจากเรามีผู้นำจากทหารเป็นผู้นำประเทศ อาจมองโจทย์ไม่เหมือนกัน วันนี้หลายฝ่ายพยายามผลักดันให้ข้ออาเซียนเป็นจริง สุดท้ายที่หนีไม่พ้นที่ต้องพึ่งไทยในการขับเคลื่อนประเด็นนี้ด้วย

“ปัญหาพม่าตามแนวชาวแดน อย่าแก้ปัญหาเหมือนกับข้าว 700 กระสอบที่กองอยู่ที่ท่าเรือแม่สามแลบ คือการเอาผ้าใบคลุมแล้วคิดว่าไม่มีใครมองเห็น การแก้ปัญหาควรมีความชัดเจนโดยรัฐบาลควรแถลงนโยบายระดับชาติต่อกรณีผู้ที่หนีภัยการสู้รบครั้งนี้ว่าจะให้ความช่วยเหลือหรือไม่ แต่มาถึงจุดนี้แล้ว หากรัฐบาลไม่ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพก็คงไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย สิ่งที่สำคัญคือความกลัวหรือความกังวลของรัฐบาลตอนนี้ ไม่ใช่โจทย์ในปัจจุบันแล้ว” ศ.สุรชาติ กล่าว

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวิน ชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น ทหารพม่าได้หยุดปฎิบัติการโจมตีทหารเคเอ็นยู ที่ชายแดนมาแล้ว 2 คืน  ทำให้ทหารยอมให้ชาวบ้านแม่สามแลบและบ้านท่าตาฝั่งกลับคืนถิ่นหลังจากย้ายไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน เนื่องจากทหารพม่าส่งเครื่องบินรบโจมตีทหารกะหรี่ยงเคเอ็นยูอย่างหนัก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่ายังได้ยินเสียงเครื่องบินในฝั่งพม่า ขณะที่ชาวบ้านที่อพยพมาจากฝั่งรัฐกะเหรี่ยงยังคงพักพิงอยู่ฝั่งไทยริมแม่น้ำสาละวินโดยจุดใหญ่อยู่ที่แม่สะเกิบซึ่งอยู่ตรงข้ามกับค่ายอิตุท่า อย่างไรก็ตามมีชาวบ้านจากหมู่บ้านบือวาเดอและหมู่บ้านรอบๆ ได้อพยพหนีภัยมาอยู่บริเวณริมแม่น้ำสาละวินฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ห่างจากบ้านแม่สามแลบประมาณ 15 กิโลเมตรโดยไม่สามารถข้ามมาหลับภัยฝั่งไทยได้เนื่องจากทหารไทยไม่ยินยอม ทำให้ชาวบ้านต้องหลบพักกันตามชะง่อนผา

ด้าน พ.อ.เกลอ โด่ โฆษกกองพลที่ 5 สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง KNU ให้สัมภาษณ์ว่า แม้กองทัพพม่าประกาศหยุดยิง 1 เดือน แต่กองทัพพม่ามีการยิงปืนใหญ่เข้ามายังชุมชนกะเหรี่ยง ในพื้นที่มือตรอ อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ KNU โจมตีฐานทหารพม่าค่าย ซอเลท่า ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ และมีกระแสข่าวว่ากองทัพพม่าจะใช้กองกำลังพิทักษ์ชายแดน BGF ปฏิบัติการยึดฐานคืน ล่าสุดเมื่อคืนที่ 2 พค. การโจมตีทางอากาศในเขตพื้นที่บวาเดอ ซึ่งคาดว่ากองทัพพม่าโจมตีเป้าหมายพื้นที่หลบซ่อนของชาวบ้าน เพราะเป็นการทิ้งระเบิดลงมาในเขตหุบเขาตามลำห้วย ส่วนที่กองบัญชาการยุทธการของกองทัพพม่าในเขตเมืองผาปูน มีการยิงปืนใหญ่เข้าไปยังชุมชนทั้งกลางวันและกลางคืนทุกวัน เมื่อวันที่ 2 พค. ทหารพม่าได้ยิงปืนใหญ่ไปยังเขตมะทอ ซึ่งเป็นแนวถนนที่จะเข้าไปยังเขตหมู่บ้านคอปู ของกองพลที่ 5 ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความหวาดกลัว ทหารพม่าชุดนี้ปฏิบัติการไม่เหมือนเมื่อก่อน ยิงปืนเข้าไปในชุมชนในเขตเมือง ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน

“ทุกครั้งที่กองทัพพม่าเกิดความสูญเสีย พวกเขาจะไปกระทำลงกับประชาชน เพราะทหารพม่าไม่สามารถที่จะเอาคืนกับกองกำลัง KNU-KNLA ได้ เป็นวิธีการที่กองทัพเผด็จการพม่าใช้เพื่อให้ประชาชนกะเหรี่ยงหันกลับมากดดันทหารกะเหรี่ยงไม่ให้ทำการโจมตีกองทัพพม่าอีก ตอนนี้กองทัพพม่ามีกำลังไม่เพียงพอ จึงขอกำลังสนับสนุนจากกองกำลังพิทักษ์ชายแดน BGF เพราะกองทัพพม่าต้องการส่งเสบียง กำลังบำรุง จากพื้นที่เมืองกะมาหม่อง มายังเมืองผาปูน รวมถึงส่งเสบียงบำรุงมายังค่ายทหารพม่าต่างๆ ในเขตพื้นที่ชายแดนริมแม่น้ำสาละวิน BGF รับเงินเดือนจากกองทัพพม่า เมื่อมีคำสั่งก็ต้องทำตาม” โฆษกกองพล 5 กล่าว และว่าสัปดาห์ก่อนได้รับรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ชายแดน ร่วมกับกองทัพพม่า ส่งกำลังพลเข้ามาทั้งหมด 150 นาย และกำลังเข้ามาเพิ่มรวมทั้งหมด 550 นาย ซึ่งภารกิจของ BGF คือส่งเสบียงให้ทหารพม่า ขณะนี้ BGF บางส่วนได้เข้าไปร่วมปฏิบัติการกับกองทัพพม่าในพื้นที่กองพลที่ 1 ของ KNU

ภาพชาวบ้านเขตบือวาเดอในรัฐกะเหรี่ยงที่หนีภัยมาหลบซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขาริมแม่น้ำสาละวินแต่ไม่สามารถข้ามฝั่งได้เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากทหารไทย

“BGF ปฏิบัติก็ไม่ต่างจากกองทัพพม่า เข้าไปเอาอาหารของชาวบ้าน ยิงปืนในชุมชน แต่พวกเขาบางส่วนจะกลับใจใหม่ มีการคิดวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ สิ่งนี้เราไม่รู้ มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า ค่ายแม่ราท่า ของทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวิน ที่ถูก KNU โจมตี มีกระแสข่าวว่ากองทัพพม่าจะใช้ BGF เข้าโจมตีเพื่อยึดคืน แต่ต้องรอยืนยันข้อมูล ตอนนี้ BGF ยังคงเคลื่อนไหวในพื้นที่ทางตอนใต้ของเมืองผาปูน” โฆษก KNU กองพล 5 กล่าว

ขณะที่นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมชาวบ้านแม่สามแลบที่อพยพหนีภัยมาที่โรงเรียนบ้านแม่กองก๊าด ว่า สถานการณ์ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี ส่วนฝั่งตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง ยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในระยะอันใกล้นี้ ส่วนการเปิดจุดผ่อนปรนบ้านแม่สามแลบ และการเดินเรือในแม่น้ำสาละวินนั้น ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา โดยต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรายวัน เพื่อให้มีความปลอดภัยอย่างสูงสุด ขณะนี้ได้ออกคำสั่งปิดเพียงจุดผ่อนปรนทางการค้า บ้านแม่สามแลบเท่านั้น ส่วนจุดผ่อนปรนอีก 4 แห่ง ยังคงเปิดทำการค้าตามปกติ และขอยืนยันว่า การปฏิบัติการทางทหารในฝั่งเมียนมา ไม่มีการรุกล้ำอธิปไตยของไทยแต่อย่างใด

นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่อพยพหนีการสู้รบจากรัฐกะเหรี่ยงมาหลบภัยฝั่งไทยว่า ทำได้ยากลำบากมากขึ้น เดิมทีก่อนประกาศปิดจุดผ่อนปรนบ้านแม่สามแลบ เราสามารถขนสิ่งของไปยังศูนย์อิตุท่าได้และกระจายออกทั้งสองฝั่ง แต่พอปิดจุดผ่อนปรนและห้ามเดินเรือ ทำให้ขนส่งความช่วยเหลือไปสู่ชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนไม่ได้เลย ส่วนช่องทางอื่น เช่น ที่แม่สะเกิบที่เป็นจุดใหญ่ที่ชาวบ้านหลบภัย ตอนนี้บางหมู่บ้านไม่ยอมให้ผ่านเพราะเกิดปัญหามีผู้ติดโควิด ชาวบ้านจึงปิดหมู่บ้าน ส่วนจุดที่ใกล้บ้านท่าตาฝั่ง เรือก็ไม่กล้าวิ่งเพราะใกล้ฐานทหารพม่า แม้กระทั่งเช้านี้จะส่งผู้ป่วยขาหักซึ่งเคยมารักษาฝั่งไทย และแพทย์โรงพยาบาลสบเมย นัดให้มาดูอาการและเราได้ประสานกับทหารไทยซึ่งไม่มีปัญหา แต่ไม่แน่ใจว่าทหารพม่ายอมหรือไม่

“จริงๆ แล้วชาวบ้านที่หนีภัยมีความขาดแคลนมาตั้งแต่ต้น แต่ตอนนี้วิกฤตมากขึ้นเพราะชาวบ้านมาเพิ่มจนมียอดร่วม 3 พันคน เราไม่รู้ว่าชาวบ้านได้หอบหิ้วข้าวของที่เราเคยเอาไปแจกที่อิตุท่ากลับมาหรือไม่ แต่เชื่อว่าคงไม่มีแล้ว เพราะข้าวของที่เราแจกไปตอนนั้นอยู่ได้แค่ 1 สัปดาห์ ครั้งสุดท้ายที่แจกคือ 16 เมาษายน แต่ตอนนี้เลย 1 สัปดาห์แล้ว” นายสันติพงษ์ กล่าว

นายสันติพงษ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคมได้ประชุมร่วมกับนายกฤษดา บุญราช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย โดยหารือกันถึงเรื่องความช่วยเหลือชาวบ้านที่หนีภัยซึ่งทางสภากาชาดไทยได้สงวนท่าทีหากจะนำข้าวของส่งไปช่วยเหลือชาวบ้านฝั่งรัฐกะเหรี่ยง แต่หากคนเหล่านั้นข้ามมาฝั่งไทยถือว่าเป็นบทบาทกาชาดช่วยได้ ดังนั้นเราเสนอไปว่าทางทหารอย่าเพิ่งผลักดันชาวบ้านกลับ ทำให้เชื่อว่าสถานการณ์ผลักกลับน่าจะดีขึ้น

นายสันติพงษ์กล่าวว่า เราเสนอคือขอให้ตั้งกรรมการเฉพาะกิจโดยอำนาจผู้ว่าฯโดยมีกรรมการจากฝ่ายต่างๆรวมถึงภาคประชาสังคม ส่วนเรื่อการวางแผนช่วยเหลือนั้น นายกฤษดาเสนอให้ใช้กลไกท้องถิ่น และหากติดขัดให้ใช้สภากาชาดได้ไม่มีปัญหา ซึ่งในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ จะเดินทางไปพบผู้ว่าฯ

“แต่เท่าที่คุยกับตัวแทนยูเอ็นและนายอำเภอ ถ้าใช้เราใช้คำว่าศูนย์แรกรับเป็นอำนาจของทหาร ตราบใดยังไม่เป็นศูนย์พักพิงหรือศูนย์อพยพ อำนาจจะยังไม่อยู่ในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนี้ทหารบอกว่าเขาเอาอยู่และไม่เหลือบ่ากว่าแรง และเขาคิดว่าประชาชนที่หนีภัยช่วยเหลือตัวเองได้” นายสันติพงษ์ กล่าว

วันเดียวกันชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้รวบเงินกันได้กว่า 6 พันบาทเพื่อส่งไปช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงที่หนีภัยการสู้รบอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน โดยนางสร้อยทิพย์ พุกาด กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจชาวบ้านที่ไม่มีกินและต้องหลบอยู่ในป่าเขา

“เห็นแล้วก็เข้าใจและรู้สึกสงสาร เราเป็นกะเหรี่ยงเหมือนกัน แต่เขาลำบากว่าเราเยอะ  เงินที่บริจาคไปก็มีไม่เยอะ ถ้าเรามีเยอะก็ให้เยอะ   ตอนพี่น้องเอาข้าวของมาบริจาคให้คนบางกลอยนั้นเยอะ แต่เวลาเขาลำบาก เราให้น้อยมากรู้สึกอายแต่ที่ให้ไปเนี่ยให้ด้วยใจ” นางสร้อยทิพย์ กล่าว


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.