เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2564 ชาวบ้านเมืองโขง แขวงจำปาสัก ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศลาว หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “สีพันดอน” เปิดเผยทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวชายขอบว่า ขณะที่ชาวบ้านที่เมืองโขงกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก ภายหลังจากการแพร่ระบาดของโควิดตั้งแต่เมื่อปีก่อน เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติ ทำให้เฮือนพัก (บ้านพักสำหรับรับนักท่องเที่ยว) เกือบทั้งหมดต้องปิดตัวลง ยิ่งบางคนไปกู้เงินมาเพื่อสร้างห้องพักให้นักท่องเที่ยวเช่า ตอนนี้ต่างหมดตัว และไม่มีเงินใช้หนี้

“สถานการณ์ของชาวบ้านหนักมาก เมื่อก่อนพอถึงต้นฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา แหล่งรายได้หลักของชาวเมืองโขงคือปลา โดยมีฝูงปลาอพยพจำนวนมากมาจากตอนใต้ และชาวบ้านมีเครื่องมือหาปลาขนาดใหญ่ คือ หลี่ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ สามารถจับปลาได้มากๆ บางช่วงจับได้วันละหลายตัน ทำให้บรรยากาศเมืองโขงคึกคักมาก แต่เมื่อ 5 ปีก่อนทางการได้ห้ามชาวบ้านทำหลี่ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการอนุรักษ์ปลา พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของเขื่อนฮูสะโฮงที่ปิดกั้นเส้นทางอพยพที่สำคัญของปลาแม่น้ำโขง ทุกวันนี้ฝูงปลาอพยพหายไปหมด เราไปลอยมอง (อวน) ก็ได้แค่นิดๆ หน่อยๆ แทบไม่พอค่าน้ำมันเรือ” ชาวเมืองโขงรายนี้ กล่าว

ชาวบ้านรายนี้กล่าวว่า พวกตนหาปลาแทบไม่ได้เลย โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง และเขื่อนฮูสะโฮง มีส่วนสำคัญ ยิ่งมาเจอสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้ชาวบ้านไม่มีจะกินเลย บางคนต้องแอบไปทำหลี่ เพื่อหวังให้มีรายได้ไว้เลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อคนของทางการทราบก็ได้เข้าไปรื้อทำลายหมด

ภาพจากแฟ้มภาพของสำนักข่าวชายขอบ

“ตอนนี้แม้กระทั่งปลาข่า (โลมาอิรวดี หรือโลมาหัวบาตร) ที่อาศัยอยู่ในเวินคาม (เวิ้งน้ำใหญ่รอยต่อระหว่างลาวและกัมพูชาซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของโลมาอิรวดี) ก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัว เพราะตายอยู่เรื่อยๆ ปีนี้ก็ตายไปแล้ว 1 ตัว สาเหตุหนึ่งเพราะทางการห้ามชาวบ้านจับปลา ทำให้ชาวบ้านบางส่วนแอบไปใส่ยาเบื่อปลา เมื่อปลาข่ามากินปลาเหลานี้ก็เลยตาย” ชาวบ้านเมืองโขง กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ทางการลาวได้ให้สัมปทานพื้นที่บริเวณเมืองโขงแก่นักธุรกิจจีนเพื่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตอนนี้มีความคืบหน้าไปถึงไหน ชาวบ้านรายนี้กล่าวว่า ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด ได้มีคนจีนลงมาสำรวจพื้นที่เพื่อจ่ายค่าชดเชยสำหรับพื้นที่ที่ต้องการเวนคืน แต่ตอนนี้เงียบหายไป

ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวเวียงจันทน์ไทมส์ของทางการลาว ได้รายงานว่า นายวิไลวง บุดดาคำ เจ้าแขวงจำปาสัก พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษมหานทีสี่พันดอน  โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างระยะแรกภายในปี 2021 บนเนื้อที่กว่า 9,848 เฮกตาร์ ล่าสุดการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมของโครงการนี้ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ขั้นตอนแรกของโครงการระยะแรกคือ การออกแบบโครงการ การก่อสร้างถนนรอบเกาะเมืองโขงยาวกว่า 43 กิโลเมตรเสร็จสิ้นเช่นเดียวกัน โครงการได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาการเพื่อเตรียมการดูแลเรื่องค่าชดเชยและการโยกย้ายชาวบ้านและงานส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง

นาย วินเซน ลี ประธานบริษัท Siphandone Joint Development จำกัด หรือรู้จักกันในนาม บริษัท ลาว มหานที สี่พันดอน (ฮ่องกง) อินเวสต์เมนต์ จำกัด ได้รับสัมปทานเป็นเวลา 99 ปี เป็นผู้ลงทุน 80% และรัฐบาลลาวร่วมลงทุน 20% ได้กล่าวรายงานต่อนายวีไลวง บุดดาคำ เจ้าแขวงจำปาสักและตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ในฐานะคณะกรรมการติดตามว่า โครงการตั้งเป้าการลงทุนกว่า 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยแผนการลงทุนทางโครงการสร้าง 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ โครงการนี้มีรายละเอียด เช่น สร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยวและการบริการการท่องเที่ยว เป็นโรงแรม 3-5 ดาว ร้านอาหาร และแหล่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สนามกีฬา ธนาคาร สถาบันการเงิน โรงมหรสพ คาสิโน และกิจกรรมอื่นที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ภาพจากแฟ้มภาพของสำนักข่าวชายขอบ

อนึ่ง โครงการเขื่อนดอนสะโฮง Don Sahong Dam เป็นเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักแห่งที่ 2 โดยสร้างเขื่อนกั้น “ฮูสะโฮง” ซึ่งเป็นช่องทางปลาผ่านที่สำคัญที่สุดในเขตสี่พันดอน เมืองโขง แขวงจำปาสัก สปป.ลาว เขื่อนมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 260 เมกะวัตต์ ความสูง 25 เมตร ผู้พัฒนาโครงการคือบริษัท Mega First Coporation Berhad(MFCB) จากมาเลเซีย

เขื่อนดอนสะโฮง เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี 2559 ในระหว่างการก่อสร้างเขื่อน ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในทางสากล เนื่องจากเขื่อนสร้างปิดกั้นช่องทางปลาผ่านที่นักวิชาการประมงระบุว่า เป็นช่องทางที่ปลาแม่น้ำโขงอพยพขึ้นล่องตลอดทั้งปี โดยมีรายงานวิชาการระบุว่า มีปลาอพยพมากถึง 30 ตันต่อชั่วโมง และในระหว่างการก่อสร้าง ทางการลาวได้ออกกฎหมายห้ามการทำประมงแบบลี่ ในเขตเมืองโขงทั้งหมด ทำให้ประชาชนในเขตเมืองโขง ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อโลมาอิระวดี ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธ์ชนิดหนึ่งของลุ่มน้ำโขง รวมถึงผลกระทบข้ามด้านเศรษฐกิจและสังคมข้ามพรมแดนไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ห่างจากเขื่อนดังกล่าวเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่าบริษัทเจริญเอนเนอร์ยี กำลังผลักดันโครงการเขื่อนภูงอย กั้นแม่น้ำโขง ที่ใกล้กับเมืองปากเซ ซึ่งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ และมีข้อกังวลว่าหากสร้างเขื่อนภูงอย จะปิดเส้นทางปลาที่อพยพจากลาวใต้ ขึ้นสู่ภาคอีสานของไทย ที่อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี

ภาพจากแฟ้มภาพของสำนักข่าวชายขอบ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.