เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564  สำนักข่าวกันตรวดีไทมส์ ซึ่งรายงานข่าวเกี่ยวกับชาติพันธุ์คะเรนนี ได้รายงานว่า ตั้งแต่เมื่อวานนี้ได้มีรถของกองทัพพม่าจำนวนราว 20 คัน กำลังมุ่งหน้าจากเมืองตองอู เข้าสู่รัฐคะเรนนี โดยคาดว่ามีการขนกองกำลังพลทหารพม่าอย่างน้อย 300 นาย รวมทั้งเสบียงอาหาร เข้าสู่พื้นที่กองพล 2 ของรัฐกะเหรี่ยง โดยประชาชนในพื้นที่กล่าวว่ามีการจอดพักค้างคืน จุดหมายน่าจะเป็นเมืองเดโมโส่ ที่เกิดการปะทะอย่างหนักในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างทหารพม่าและกองกำลังภาคประชาชน โดยชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งขบวนรถของทหารพม่าจอดพักต่างพากันหวาดกลัว บางคนไม่กล้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน และเกิดความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก

ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวอิรวดีได้จัดรายการโดยเชิญนายออง ซอ บรรณาธิการของสำนักข่าวอิรวดีแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพม่าโดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า การต่อสู้ของประชาชนพม่าในตอนนี้ขยายในวงกว้างจนเป็นเรื่องยากที่กองทัพพม่าจะควบคุม ส่วนทางด้านการต่อสู้ระหว่างกองทัพพม่ากับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ ก็เห็นได้ว่ากองทัพพม่าไม่มีข้อมูลเพียงพอ  และไม่มีความชำนาญในพื้นที่ของรัฐชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงไม่มีประชาชนให้การสนับสนุน ในขณะที่กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ อาทิ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) มีความชำนาญในพื้นที่ และมีประชาชนให้การสนับสนุน จึงเห็นได้ว่าระยะที่ผ่านมากองทัพพม่าต้องอาศัยการโจมตีทางอากาศ แต่การโจมตีแบบนี้ก็ไม่สามารถทำได้ต่อเนื่อง

บรรณาธิการข่าวของสำนักข่าวอิรวดีระบุด้วยว่า ขณะเดียวกันสิ่งที่เราเห็น คือการเกิดขึ้นของกองกำลังภาคประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศพม่า เช่น CDF, PDF, KPDF โดยในช่วง 4 เดือนของการรัฐประหาร เราจะเห็นว่ามีการเกิดขึ้นของกองกำลังภาคประชาชน ตัวอย่างเช่น เมืองมัณฑะเลย์มีการโจมตีกองทัพพม่าโดยกองกำลังของประชาชน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กองทัพพม่าไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ขณะเดียวกันทหารพม่าที่ถูกกองกำลังต่างๆ โจมตีส่วนหนึ่งเริ่มไม่มีกำลังใจ และคนในกองทัพจำนวนหนึ่งก็เริ่มเข้ามาร่วมกับขบวนการประชาชน CDM(ขบวนการอารยะขัดขืนพม่า) ซึ่งใครจะแพ้ใครชนะเราคงเดาออก

รายการของอิรวดีนำเสนออีกว่า นานาชาติก็มีมาตรการกดดันกองทัพพม่า เช่นการคว่ำบาตรทางการค้า เป็นสิ่งที่กองทัพพม่าเลือกเอง

“สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่ากองทัพจะแพ้ ความต่างของการรัฐประหารครั้งนี้กับปี 1988  ช่วงปี 1988 คือการรัฐประหารของผู้นำรุ่นใหม่ ในครั้งนั้น หลังจากการรัฐประหารช่วง 4 เดือนเริ่มมีการกลับมาฟื้นเรื่องระบบเศรษฐกิจ ประสานความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และหลังจาก 1 ปี กองทัพพม่าก็สามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับนานาประเทศได้ แต่รัฐประหารครั้งนี้คือ ระบบการเมืองการปกครองในพม่าได้พังทลายลง กองทัพพม่าไม่สามารถควบคุมการปกครองในประเทศได้ การจะกลับไปเปิดเรียนตามปกติก็ยังไม่สามารถทำได้ เราไม่เห็นกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ที่จะมาสานต่องานของคณะรัฐประหารชุดนี้ ขณะเดียวกันพื้นที่ที่ไม่เคยมีการสู้รบอย่างรัฐคะเรนนี กลับมีการต่อสู้และความไม่สงบอย่างรุนแรง สุดท้ายก็มองว่าไม่มีใครที่จะอุ้มกองทัพพม่าไว้ได้ตลอด” บรรณาธิการสื่อดังในพม่า กล่าว

ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยริมแม่น้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน แม้ศูนย์สั่งการชายแดนไทย-พม่า ด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระบุในวันที่ 8 มิถุนายน 2564 ว่า ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนเป็นต้นมา ไม่มีการสู้รบระหว่างทหารพม่าและกองกำลังกะเหรี่ยง KNU และไม่มีการปฏิบัติการทางอากาศมาแล้ว 39 วัน  แต่ทหารยังคงปิดพื้นที่บ้านแม่สามแลบและบ้านท่าตาฝั่งโดยตั้งด่านตรวจอย่างเข้มงวดเพื่อสกัดกั้นไม่ให้คนภายนอกโดยเฉพาะสื่อมวลชนเข้าไปในพื้นที่ และได้สร้างความยากลำบากให้กับชาวบ้านเนื่องจากไม่สามารถค้าขายได้ แม้แต่ตลาดนัดประจำสัปดาห์ยังไม่สามารถเข้าไปขายของในบ้านแม่สามแลบได้ ล่าสุดทหารไทยได้ตรวจค้นบ้านชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งรับบริจาคข้าวของสำหรับส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ที่หนีภัยจากการสู้รับ โดยทหารได้ยึดข้าวของบริจาคทั้งหมดและอ้างการบริจาคใดๆ ต้องผ่านสภากาชาด


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.