ภาพจาก www.irrawaddy.com

วันที่ 11 มิถุนายน 2564 ศูนย์ภูมิภาคเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้จัดสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านของบทบาทกองทัพพม่าตั๊ดมาดอว์ และอนาคตของพม่า (Transforming the role of the Tatmadaw: The Armed Forces & Myanmar’s Future)” โดยจัดเป็นภาษาพม่าและแปลภาษาอังกฤษ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมฟังหลายพันคนทั่วโลกทั้งทางเฟซบุ๊กและซูม นอกจากนี้ยังมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางและมีผู้แชร์จำนวนมาก

นางเมอู มือตรอ ที่ปรึกษาสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และที่ปรึกษาสถาบันสาละวินเพื่อนโยบายสาธารณะกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ที่เล่าโดยพม่า กองทัพพม่า และประวัติศาสตร์ที่เล่าโดยชนชาติพันธุ์นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ในสังคมพม่ามีกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ภาคส่วนต่างๆ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือประชาชนทุกคนที่อาศัยในประเทศพม่า ทุกคนล้วนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ก่อนหน้านี้พม่ามีรัฐบาลพลเรือนอยู่ระยะหนึ่ง ปัจจุบันเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร ทุกกลุ่มต่างก็รักษาประโยชน์ของตนเอง

นางเมอู มือตรอ กล่าวว่า แม้มีสัญญาหยุดยิงระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังชาติพันธุ์ (NCA) แต่กองทัพพม่ากลับกดทับกองกำลังชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์ของตนในการปฏิวัติ เหลือสถานะเพียงกองกำลังชาติพันธุ์ที่ไม่มีอำนาจ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจจึงไม่เท่าเทียมตั้งแต่ต้น ซึ่งมีกว่า 20 กลุ่ม และ KNU ก็อยู่ในกลุ่มนี้ ในฐานะที่ปรึกษา KNU เห็นว่ามีแนวทางหลายอย่าง บางแนวทางก็เสี่ยงและอันตราย แต่จะเลือกทางไหนที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เราเห็นการผูกความร่วมมือกับกลุ่มหนึ่ง และผลักไปเป็นศัตรูกลับอีกกลุ่ม

ที่ปรึกษา KNU กล่าวว่า สงครามกลางเมืองในพม่าเกิดมายาวนานหลายทศวรรษ วันนี้ความรุนแรงกำลังเกิดในเมืองต่างๆ ของพม่า ก่อนหน้านี้มีเพียงในป่า ในชนบท เราต้องมองปัญหานี้เป็นองค์รวม คำถามคือทำอย่างไรให้เกิดความมั่นคงของประเทศ ที่หมายความรวมถึงทุกๆ คน ประชาชนทุกคนในพม่า ทุกวัย ทุกชนเผ่า

“ฉันไม่อยากเห็นประชาชนยากลำบาก ในขณะที่เผด็จการได้เสวยสุขและมีอำนาจ เราต้องสร้างประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ มีเสียง เราต้องสร้างสหพันธรัฐ ที่มีความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ซึ่งนักวิชาการสามารถแนะนำได้ แต่ที่สำคัญคือ การสร้างแนวทางทางสังคม มาตรฐานทางสังคม หากเราเน้นความมั่นคงของประเทศ เราควรคำนึงถึงทุกหน่วยงานความมั่นคง เราควรมีวัฒนธรรมที่สร้างประชาธิปไตย KNU เริ่มปฏิวัติในปี 1945 การสู้รบในช่วงแรกนั้น หมายมั่นที่จะนำไปสู่การปกครองตนเอง กำหนดอานาคตของตนเอง แต่ประวัติศาสตร์พม่านั้นมีหลายสิ่งน่ารังเกียจที่ต้องยอมรับ แต่ก็ไม่ใช่ที่จะยอมรับได้กับอำนาจกดทับแบบนี้” นางเมอู มือตรอ กล่าว

นางเมอู มือตรอ กล่าวว่า เคยคุยกับทหารพม่าที่ถูกจับเป็นเชลยของ KNU โดยถามว่าเรียนอะไรกันในกองทัพ และพบว่าสถาบันการศึกษาของกองทัพพม่า ขออภัยด้วยที่ต้องบอกว่าไม่มีหลักการหรือจริยธรรมใดๆ ทหารพม่าไม่มีความรู้เรื่องชาติพันธุ์ เมื่อมองที่กองทัพพม่าแล้วรู้สึกโกรธมาก เพราะกองทัพพม่าคือแหล่งของปัญหาเชิงโครงสร้าง เราต้องรื้อโครงสร้างของกองทัพพม่าใหม่ทั้งหมด ต้องมีหลักการ มีจริยธรรม มีความรู้ที่เป็นมืออาชีพ หลักสูตรที่สร้างมุมมองของเจ้าหน้าที่ทหารพม่า ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นปัญหาอย่างที่เห็น การคุกคาม ละเมิดสิทธิมนุษยชน การคุกคามทางเพศสตรีชาติพันธุ์ ฯลฯ  อย่างน้อยที่สุดเขาต้องรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน มนุษย์ต่างมีความเท่าเทียม

“ตอนที่ฉันพูดกับทหารพม่าในพื้นที่ KNU ฉันรู้สึกเสียใจ ไม่ได้คิดที่จะแก้แค้นใดๆ แต่คิดว่าต้องแก้ไข มนุษย์ทำไมจึงกระทำสิ่งนี้ต่อมนุษย์ด้วยกันได้ ความท้าทายสำหรับทหารพม่าจะหนีทัพพม่ามาร่วมขบวนการประชาชนนั้นยากมากจริงๆ หากเขาจะเลือกมนุษยชาติมันเป็นหนทางที่เสี่ยงมาก” ที่ปรึกษา KNU กล่าว

ร.อ.นี ตูทา Captian Nyi Thuta (Myanmar Army) อดีตทหารพม่าที่เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืนในพม่า (CDM) กล่าวว่า หากทิ้งกองทัพพม่าเพื่อมาร่วมขบวนการประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารพม่าจะถูกจำคุกอย่างน้อย 5 ปี หรือประหารชีวิต ครอบครัวจะถูกคุกคาม ไม่ใช่แค่ทหารพม่า แต่ประชาชนที่เข้าร่วมก็มีความเสี่ยง สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ ตนเองเชื่อว่าจำนวนทหารพม่าที่ต้องการทิ้งกองทัพพม่าเข้าร่วมขบวนการประชาชน อาจเพิ่มถึง 16% ทั้งนี้ทหาร CDM ที่จำเป็นต้องมีคือความปลอดภัย เมื่อรัฐบาลเงา NUG ประกาศก็มีการเข้ามาร่วม CDM มากขึ้น แม้จะชวนแต่ไม่มีการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพก็อาจยาก ดังนั้นต้องจัดการหาที่พัก อาหาร ฯลฯ ต้องช่วยกัน 

ร.อ.นี ตูทา อดีตนายทหารพม่าที่เข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืนในพม่า

“ปัญหาที่ผ่านมาของพม่า คือความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่รัฐชาติพันธุ์ เช่น ในรัฐคะเรนนีมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ ผลิตกระแสไฟฟ้ามาหลายทศวรรษแต่ประชาชนในพื้นที่ไม่เคยเข้าถึงไฟฟ้า เหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไข การล้างสมองเจ้าหน้าที่ทหารเป็นไปอย่างเข้มข้นในกองทัพพม่าว่ากองทัพคือพ่อ พม่าคือแม่ ทำอย่างไรจะแก้ไขได้ ยากมากสำหรับเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของพม่าที่จะทิ้งผลประโยชน์ส่วนตน เพราะต่างคิดว่าธุรกิจและแหล่งผลประโยชน์ของตนนั้นจะอยู่ได้หากกองทัพพม่ายังคงดำรงอยู่ หากเสียความมั่นคงของกองทัพไปก็คือหมดทางที่จะหาประโยชน์ เราต้องเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างความเป็นมืออาชีพ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นกบในหม้อต้มน้ำ รู้ตัวอีกทีก็น้ำเดือดและแก้ไขไม่ทันแล้ว” ร.อ.นี ตูทา กล่าว

วันเดียวกันเฟซบุ๊กของมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับความไม่สงบในรัฐคะเรนนี โดยระบุว่า เมื่อการคุกคามของกองทัพพม่า ได้รับการตอบโต้จากประชาชนในฐานะกองกำลังป้องกันตนเอง (KPDF) และนำไปสู่การระดมกำลังทหาร การยิงปืนใหญ่เข้าชุมชน โบสถ์คาธอลิค รวมถึงการกราดยิงจากเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินรบ  ล่าสุดผู้พลัดถิ่นในรัฐกะเรนนีได้เพิ่มจำนวนถึงแสน ผู้พลัดถิ่นในรัฐคะะเรนนี ซึ่งเป็นชาวกะยาห์ กะยอ กะยัง ปะโอ ปะกู (ปกาเกอะญอ) ฯลฯ กำลังถูกปิดล้อมให้อดอยาก การส่งมอบความช่วยเหลือต้องใช้วิธีแบกของเดินดอย และเสี่ยงอันตราย ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ชาวบ้านที่หลบซ่อนอยู่ในป่าอำเภอเดมอโซถูกยิงเสียชีวิตเมื่อพยายามแอบกลับเข้าไปเอาข้าวสารที่บ้านของตน

มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดนระบุด้วยว่า ค่ายพักผู้พลัดถิ่นดอโน่กู่ ภายใต้ความคุ้มครองของพรรค KNPP ใกล้ชายแดนไทย เดิมเป็นสถานที่รองรับนักกิจกรรม นักการเมือง เยาวชนขบวนการ CDM โดยมีโซนกักตัวผู้มาใหม่เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโควิด 19 ล่าสุดได้มีครอบครัวชาวคะเรนนีหลบลี้หนีภัยอยู่ในป่า และพยายามเลี่ยงหนีหน่วยลาดตระเวนทหารพม่ามายังชายแดนไทย ด้วยความหวังว่าที่นี่จะปลอดภัยในความดูแลของทหาร KNPP และหากอันตรายเข้าใกล้มากขึ้นก็จะสามารถหนีเข้ามาขอพึ่งพาเพื่อนมนุษย์ในประเทศไทยได้

“ด้วยความแออัดที่เพิ่มขึ้น ศูนย์กักตัวผู้มาใหม่ไม่เพียงพอ ชาวบ้านต้องเข้าไปอาศัยในโรงเรียน เสื่อ มุ้ง ผ้าห่ม อาหาร ยังคงขาดแคลน มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดนหวังว่า ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้จะได้รับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเพียงพอที่จะมีชีวิตรอดและอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี และเมื่อถึงวันที่เกิดเหตุจำเป็นจะต้องลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย พวกเขาจะไม่ถูกปฏิเสธ และจะไม่ถูกผลักดันกลับโดยขาดการไตร่ตรองและตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วม ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ลี้ภัยเอง”


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.