เด็กหญิงชาวบางกลอยกำลังเล่นอย่างเพลิดเพลินเมื่อครั้งตามพ่อแม่ขึ้นไปพื้นที่บ้านบางกลอยบนเมื่อต้นปี

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ของชาวบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี  ว่าขณะนี้หลายครอบครัวกำลังเผชิญกับความยากลำบาก เนื่องจากขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะข้าว ภายหลังจากเมื่อต้นปีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้กลับขึ้นไปในพื้นที่ดั้งเดิมที่เคยทำไร่หมุนเวียนที่เรียกว่าหมู่บ้านบางกลอยบน และต่อมาได้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานสนธิกำลังเข้าจับกุมนำตัวลงมาดำเนินคดี และผู้บริหารประเทศบางคนบอกว่าจะเร่งหาพื้นที่ทำกินและให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ล่าสุดยังไม่มีความช่วยเหลือใดๆ เป็นรูปธรรม ขณะที่ชาวบ้านไม่มีที่ดินทำไร่และต้องเผชิญกับความขาดแคลนอาหารอีกครั้ง หลายคนเริ่มมีอาการป่วยในลักษณะเดียวกัน คือไม่มีเรี่ยวแรง ปวดหัว ไม่สามารถทำงานได้ ในขณะที่แม่ลูกอ่อนคนหนึ่งที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมขณะนี้ล้มป่วยจนไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน มีอาการตัวบวม โดยชาวบ้านเชื่อว่าเกิดจากการขาดแคลนอาหาร

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากผู้ประสานงานกับชาวบ้านมาว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านบางส่วนต้องกินข้าวกับผงชูรส หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋องเป็นอาหารหลักโดยอาหารทั้งหมดได้รับบริจาคจากคนภายนอก เนื่องจากชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปหาพืชผักจากในป่าเพราะกลัวอุทยานฯ จับกุมและตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา

“พวกเราไม่สามารถออกไปรับจ้างหรือประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เนื่องจากวิกฤติโรคระบาด ทำให้ไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหาร เราไม่กล้าบอกใคร เพราะรู้สึกเกรงใจ ที่ผ่านมาคนภายนอกก็เข้ามาช่วยพวกเราเยอะแล้ว เราอยากกลับไปปลูกข้าวเอง แต่ก็ทำไม่ได้ เราไม่เหลือทางเลือกใดๆ เลย แถมตอนนี้ยังถูกดำเนินคดีและต้องไปต่อสู้อีก” ชาวบ้านรายหนึ่ง กล่าว

ทั้งนี้เมื่อเดือนก่อนผู้สื่อข่าวได้สอบถามชาวบ้านถึงความขาดแคลนด้านอาหารเนื่องจากมีบุคคลภายนอกเตรียมจัดส่งความช่วยเหลือมาให้ แต่ตัวแทนชาวบ้านให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันชาวบ้านยังพอมีข้าวสารสำรอง แต่ที่ขาดแคลนคือกับข้าว ทั้งผักและเนื้อสัตว์ แต่ขอไม่รับความช่วยเหลือจากสังคม ซึ่งขณะนั้นมีข่าวว่าชาวกะเหรี่ยงที่ริมแม่น้ำสาละวินซึ่งหนีภัยการสู้รบกำลังขาดแคลนอาหาร ทำให้ชาวบางกลอยขอให้นำอาหารดังกล่าวไปช่วยเหลือผู้หนีภัยที่ริมแม่น้ำสาละวินก่อน

น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวถึงการที่ชาวบ้านไม่สามารถหาอาหารจากธรรมชาติในวิถีดั้งเดิมได้ต้องพึ่งพาจากภายนอกเพราะข้อห้ามจากกฏหมายอุทยานฯ ที่เหมือนกับว่า อุทยานเอากฎหมายของตนเปรียบเสมือนไม้บรรทัดของตัวเอง ไปวัดความเป็นธรรมทางสังคม โดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิม และการเอากฎหมายบ้านเมืองสมัยใหม่ไปดำเนินคดีอาญาต่อชนกะเหรี่ยงดั้งเดิม ทำให้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นรุนแรงทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ เช่น การที่คนที่ไม่รู้ภาษาไทย ไม่เข้าใจตัวบทกฏหมาย  เขาเพียงต้องใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ทำไมเราถึงเอากฏหมายอุทยานสมัยใหม่ซึ่งเนื้อแท้จริงๆแล้วมันขัดกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชน เอาไม้บรรทัดแบบนี้วัดเขาได้อย่างไร”

“รัฐไทยทำเป็นไม่รู้และไม่เข้าใจเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เรื่องอาหารการกินสุขภาพ มันคือความโหดร้ายของทั้งกฏหมายไทยและนักกฏหมายไทยรวมถึงนโยบายของรัฐ อย่างพวกเราไปช่วยกันก็ได้แค่ระดับหนึ่ง แต่โดยเนื้อแท้แล้วชาวบ้านก็ชอกช้ำจากการถูกกระทำโดยรัฐไทยมาตลอด มันเป็นนโยบายการเลือกปฏิบัติต่อชาติพันธุ์อย่างชัดเจน ที่พยายามไล่บี้พวกเขาให้ตายภายใต้กฏหมายบ้านเมืองที่กำลังทำร้ายชาวกะเหรี่ยง” น.ส.พรเพ็ญ กล่าว

อนึ่ง ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ถูกกดดันให้อพยพลงมาจากบ้านบางกลอยบนตั้งแต่ปี 2554 โดยข้าราชการกรมอุยานฯและเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานได้สนธิกำลังขึ้นไปขับไล่ให้ออกจากพื้นที่โดยอ้างเรื่องความมั่นคง ซึ่งมีการเผาที่พัก ยุ้งฉางและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทำให้ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ต้องเดินเท้าลงมาอยู่กับญาติพี่น้องที่หมู่บ้านบางกลอยล่างซึ่งถูกอุทยานฯชักชวนให้อพยพมาก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2539 อย่างไรก็ตามชาวบ้านกลุ่มนี้กลับไม่ได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเท่าที่ควร แม้กระทั่งที่ดินที่ทำกินชาวบ้านก็ยังขาดแคลน บางส่วนที่ได้ที่ดินแล้วทำกินไม่ได้เนื่องจากเป็นดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์และไม่สามารถปลูกข้าวได้เนื่องจากเป็นดินลูกรัง จนในที่สุดชาวบ้านส่วนหนึ่งได้อพยพกลับขึ้นไปอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมในบางกลอยบนเพื่อทำไร่หมุนเวียนและถูกเจ้าหน้าที่รัฐสนธิกำลังจับกุมและดำเนินคดี

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.