โดย Yuliana

เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว ที่ฉันได้เข้าร่วมฝึกกับ 1 ในกองกำลังชาติพันธุ์ (EAO) หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารในพม่า พวกเราคนหนุ่มสาวจำเป็นต้องทิ้งครอบครัวจากในเมือง มาร่วมขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement-CDM) เข้ามาฝึกอาวุธในป่า

ในตอนแรก เป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะคุ้นเคยกับชีวิตประจำวันในฐานฝึกกลางป่าแบบนี้ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราต้องหนีไปซ่อนตัวราว 10 วัน ตอนนั้นมีการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่า ทุกคนต่างต้องหลบซ่อนตามชะง่อนผา ซอกเขา หรือโตรกลำธาร เพื่อให้ปลอดภัยในภาวะที่อันตรายจากการทิ้งระเบิด

สำหรับหญิงสาวจากในเมืองอย่างฉัน มันเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ในระหว่างที่เราหลบหนีเครื่องบินรบ ในหัวของฉันเต็มไปด้วยความกังวลสารพัด มากเกินไปและนอนไม่หลับในตอนกลางคืน นอกจากนี้ฉันพบว่า การใช้ชีวิตในป่านั้นแตกต่างจากชีวิตในเมืองอย่างมาก เราไม่สามารถหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือน้ำสะอาดได้ในบางครั้ง

แต่เกือบครึ่งปีที่ผ่านมา ฉันรู้สึกสนุกกับการอยู่ในป่า เพราะฉันสามารถเรียนรู้ได้มากมาย ไม่เพียงแต่จากผู้นำเท่านั้น แต่ยังจากชาวบ้านด้วย

ขอบคุณภาพจาก KPDF

ฉันยังไปเยี่ยมเยียนหลายหมู่บ้านเพื่อเรียนรู้สถานการณ์ของคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ควบคุมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันมาที่นี่ ฉันเห็นความแตกต่างมากมายของพื้นที่ชนบทและในเมืองในทุกภาคส่วน เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ การดำรงชีวิต โครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่ง ฯลฯ

มีหลายครั้งที่เราต้องเดินเท้าทั้งวัน เพราะไม่มีถนนหนทางที่ดีพอ การคมนาคมเป็นหนึ่งในปัญหาในพื้นที่นี้ ส่วนใหญ่คนที่นี่จะใช้มอเตอร์ไซค์ แต่สุดท้ายก็ต้องเดินในฤดูฝนเพราะถนนไม่ดีพอสำหรับมอเตอร์ไซค์และรถยนต์

เมื่อคิดวิเคราะห์สถานการณ์ของสถานที่ที่ฉันอยู่ ฉันรู้สึกว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรา เยาวชนแห่งประเทศพม่า มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนของเรา

ปัจจุบัน ฉันกำลังเข้าร่วมการฝึกอบรมเพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างองค์กรของฉันให้มากที่สุด ฉันต้องศึกษาเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของพม่า เรามีการฝึกอบรมตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ต้องให้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาด้วยตนเอง และเราต้องแบ่งปันให้ผู้นำเมื่อเราเสร็จสิ้นการฝึกอบรมนี้

ฉันหวังว่าการฝึกอบรมนี้จะเป็นประโยชน์กับฉันและเป็นการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพสำหรับเราที่เราต้องรู้ ฉันอยากจะเพิ่มพลังให้เยาวชนและเด็ก ให้มีการส่งเสริมภาคการศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้

ฉันยังเชื่อว่าฉันจะเป็นคนที่สามารถสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชาติพันธุ์ของฉัน ไม่เพียงแต่ในสถานการณ์ปัจจุบันแต่รวมถึงในอนาคตด้วย ฉันจะทำให้ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ ฉันยังเชื่อว่าประสบการณ์แบบนี้จะมีค่าสำหรับฉันตลอดชีวิต

ขอบคุณภาพจาก KPDF

พูดถึงอนาคตของพม่า คงจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเรา โดยเฉพาะรุ่นต่อไป

ประการแรกฉันต้องการเริ่มต้นด้วยการศึกษา นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นักเรียนนักศึกษา เยาวชนของชาติก็ไม่สามารถไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยได้

ในฐานะคนรุ่นใหม่ ฉันเองไม่สามารถจินตนาการถึงอนาคตของตัวเองได้ จริง ๆ แล้วฉันมีแผนที่จะทำหลายอย่าง เช่น การศึกษาต่อ อาชีพ แต่สภาพของพม่าเมื่อเกิดรัฐประหาร ฉันยังทำไม่ได้จนถึงตอนนี้

สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ การศึกษา ซึ่งเป็นความท้าทายหลักที่เราจะต้องเผชิญในอนาคต ตัวฉันเองนั้น เดิมเหลือเวลาหนึ่งปีเพื่อจบปริญญาตรี แต่เวลานี้ สถานการณ์ในพม่าแบบนี้ ไม่มีทางที่ฉันจะเรียนต่อได้อีก

บางครั้งฉันรู้สึกหดหู่ ทั้งเรื่องชีวิตประจำวัน บางครั้งรู้สึกเหมือนหลงทาง และก็คิดว่าคนอื่น ๆ ก็จะกังวลเช่นเดียวกัน

คนรุ่นใหม่ของพม่า ต่างฝันร้ายและกังวลถึงอนาคตของพวกเรา

เมื่อฉันวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในพม่าในปัจจุบัน ฉันไม่เห็นแผนหรือวิธีการพิเศษใด ๆ ที่จะเอาชนะกองทัพเผด็จการพม่าลงได้ ในขณะที่กองเผด็จการทหารพม่ามักพบจุดอ่อนของกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ เสมอ

กองทัพเผด็จการทหารพม่าใช้ข้อตกลงหยุดยิง NCA (Nation-wide Ceasefire Agreement) เป็นเครื่องมือในการจัดการกองกำลังชาติพันธุ์ ในทางกลับกัน กลุ่มต่อต้านเผด็จการกลับยังไม่สามารถสร้างความเชื่อถือระหว่างกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ และรัฐบาลแห่งชาติของประชาชนพม่า (NUG )

เท่าที่ฉันเฝ้าสังเกตดู ฉันเห็นว่าต่างคนก็มีเพียงความสนใจของตนเอง เรียกได้ว่าขาดความสามัคคีในการร่วมต่อสู้กับกองทัพเผด็จการพม่า ยังไม่สามารถมองเห็นภาพรวมได้ สำหรับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ ฉันเห็นว่าหลายครั้งที่พวกเขาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูเหมือนพวกเขาอาจไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากอดีต แม้แต่ในเวลานี้เป็นสถานการณ์ดีที่สุดในการเอาชนะกองทัพพม่า

หลายต่อหลายครั้งฉันเห็นแต่ความขัดแย้งภายในกันเอง แทนที่จะสู้รบกับกองทัพพม่าที่เป็นต้นตอของการกดขี่ทั้งหมด

ส่วนกองทัพเผด็จการทหารพม่านั้น ได้เตรียมตัวอย่างดีด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและอาวุธที่ทันสมัย เมื่อผู้ต่อต้านเผด็จการขาดความสามัคคี เราไม่ควรประเมินกองทัพพม่าต่ำเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้น ขณะนี้ประชาชนชาวพม่าในหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับคลื่นลูกที่สามของ Covid-19 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปแล้วจำนวนมาก

สถานการณ์ปัจจุบันของพม่าเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดสำหรับประชาชน

ความคิดเห็นของฉันเกี่ยวกับอนาคตของพม่า กองทัพเผด็จการก็คงจะชนะหากเราไม่สามารถทำงานร่วมกันได้

หากปราศจากความสามัคคี เราก็ไม่สามารถชนะเผด็จการพม่า ได้ง่ายๆ หากเรารอความช่วยเหลือจากประชาคมระหว่างประเทศ ก็คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ประชาชนกำลังทุกข์ทรมานจากผลกระทบของการรัฐประหาร ฉันยังเชื่อว่าหากร่วมมือกันปราบกองทัพเผด็จการพม่าได้ เราก็จะไปถึงจุดหมาย คือสันติภาพของประชาชน ในไม่ช้า

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.