เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นวัน “ วีรชนรัฐกะเหรี่ยง” ปีที่ 71 (71st Karen Martyrs’ day) โดย มีการจัดกิจกรรมแสดงความเคารพและรำลึกถึงผู้เสียสละในขบวนการปฏิวัติรัฐกะเหรี่ยง ในหลายพื้นที่ของรัฐกะเหรี่ยง ฝั่งประเทศพม่า โดยเฉพาะในเขตกองพลต่างๆ ของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) เช่น ที่ชุมชนเลเก่ก่อ กองพลที่ 6 ตรงข้ามกับบ้านแม่โกนเกน อ.แม่สอด จ.ตาก หมู่บ้านเหล่อถู่ อ.วอลเหร่ ที่อ.ต่าแกร่ จ.พะอัน กองพลที่ 7 และในค่ายผู้พลัดถิ่นอีตูท่า ริมแม่น้ำสาละวิน กองพลที่ 5 หลายพื้นที่กองพลที่ 3 จ.ขล่อหลวี่ถู่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากภาคพะโค ของประเทศพม่า

รายงานแจ้งว่า ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ทางตำรวจพม่าได้มีการตั้งด่านสกัดเพื่อไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปร่วมงานวันรำลึกวันวีรชนกะเหรี่ยง และกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นงานที่ไม่ใหญ่มากนักตามสถานการณ์ในพื้นที่ อาทิ พิธีเแสดงความเคารพโดยกองทหารจากกองพลต่างๆ ของKNU การกล่าวสดุดีวีรชนเพื่อรำลึกถึงการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวกะเหรี่ยง โดยที่บ้านเกิดของวีรชนคนสำคัญของรัฐกะเหรี่ยง “ซอ บา อู จี” ในหมู่บ้านแบ แก แย ภาคอิระวดี ตอนกลางของประเทศพม่า มีทหารและตำรวจพม่าทำการสกัดไม่ให้ชาวบ้านเข้าร่วมงาน หรือวางดอกไม้พวงมาลัย เพื่อรำลึกถึงซอ บา อู จี ดังที่เคยทำมาทุกปี

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1950 ซอ บะอูจี นักต่อสู้ชาวกะเหรี่ยงได้เดินทางออกจากหมู่บ้านปีตะคะ อำเภอต่าแกร่ จังหวัดพะอัน เพื่อภารกิจ เมื่อเดินทางไปถึงยังหมู่บ้านโถ่เกาะโก ซอ บะอูจี และคณะได้พักที่กระท่อมปลายนาหลังหนึ่ง ครั้งนั้นมีชาวบ้านเห็นคณะและได้ไปแจ้งกับทหารฝ่ายข้าศึก ในคืนนั้นเองทหารพม่าทำการเข้าปิดล้อมกระท่อมและระดมยิงทำให้ ซอ บะอูจี ประธาน KNU นายพล แซเข่ รวมถึงทหารส่วนหนึ่งจบชีวิตลงในฐานะวีรชนที่สละชีพเพื่อชาติ

ขณะที่ศูนย์ข้อมูลสำนักงานข้อมูลและข่าวสารของ KNU ได้เผยแพร่รายงานสรุปสถานการณ์การสู้รบ ความเคลื่อนไหวของกองทัพพม่า และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 จนถึงปัจจุบัน ว่า ในพื้นที่ควบคุมของ KNU ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ของกองพลที่ 1 จ.ดูตาถู่ กองพลที่ 2 จ.ตองอู กองพลที่ 3 จ.เขล่อ หลวี่ ถู่ และกองพลที่ 5 จ.มือตรอ (ตรงข้าม อ.สบเมย และอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) กองทัพทหารพม่า ร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ภายใต้กำกับของกองทัพพม่าได้เข้ามามีปฏิบัติการในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ส่งผลให้กองกำลังปลดปล่อยประชาชนกะเหรี่ยง KNLA และองค์กรปกป้องประชาชนกะเหรี่ยง KNDO ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพทหารพม่าอยู่หลายครั้ง

“ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเกิดการปะทะกับทหารพม่าและ BGF ประมาณ 180 ครั้ง ทหารของ BGF เสียชีวิตประมาณ 250 คน และมีทหารกองทัพพม่า หนีทัพทั้งหมด 11 คน ซึ่งกองทัพพม่าร่วมกับกองกำลัง BGF ทำการยิงปืนใหญ่ลงพื้นที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยง และพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ทั้งหมด 58 ครั้ง และเผาทำลายบ้านชาวบ้าน จำนวน 5 หลัง และได้ทำลายทรัพย์สินของชาวบ้าน รวมถึงปล้นชิงอาหาร และเงินทองของชาวบ้านด้วย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินโดยรวมประมาณ 10 ล้านกว่าจ๊าต ทหารกองทัพพม่าได้ทำการวางทุ่นระเบิดไว้ตามเส้นทางที่ชาวบ้านสัญจร  ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเหยียบกับระเบิดของทหารพม่าด้วย โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 6 คน” ศูนย์ข้อมูลกะเหรี่ยง KNU ระบุ

รายงานของศูนย์ข้อมูลกะเหรี่ยง KNU ระบุต่อไปว่า ในพื้นที่ของกองพลที่ 1 จ.ดูตาถู่ กองทัพพม่าและกองกำลัง BGF เข้าไปเคลื่อนไหวในชุมชนชาวกะเหรี่ยงและแจ้งว่าชาวบ้านอย่างน้อยชุมชนละ 1 คนต้องร่วมเป็นทหารของกองทัพพม่า ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่หวาดกลัวต่อปฏิบัติการของทหารพม่าและกองกำลัง BGF  ส่วนในพื้นที่กองพลที่ 2 จ.ตองอู เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างหนีไปหลบอาศัยอยู่ในไร่และพื้นที่ทำกินของตนเอง แต่ทหารพม่ามีคำสั่งให้ชาวบ้านกลับเข้ามายังพื้นที่ชุมชน หากทหารพม่าพบประชาชนที่นอนตามไร่จะทำการสังหารทันที ประกาศดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

“ในพื้นที่ของกองพลที่ 3 จ.เขล่อ หลวี่ ถู่ ชาวบ้านที่ได้รับการช่วยเหลือในระบบชลประทานและได้ใช้น้ำจะต้องสนับสนุนเงินให้กองทัพพม่าครอบครัวละ 5 ล้านจ๊าต หากครอบครัวได้ไม่ส่งเงินสนับสนุนหากทหารพม่าพบว่าเข้าไปทำกินในพื้นที่จะทำการสังหารทันที และปัจจุบันทหารพม่าสั่งไม่ให้ชาวบ้านเดินทางและเข้าไปทำกินในพื้นที่ทำกินของตนเอง โดยทหารพม่าได้จับกุมชาวบ้าน 70 คนและแจ้งข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จึงสั่งปรับเป็นเงินคนละ 2.5 ล้านจ๊าต ชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับคำสั่งและระเบียบที่กองทัพพม่าได้วางไว้จึงต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวในพื้นที่ของตนเอง”รายงานระบุ

รายงานของศูนย์ข้อมูล KNU ระบุว่าพื้นที่กองพลที่ 5 จ.มือ ตรอ (ตรงข้าม อ.สบเมย และ อ.แม่สะเรียง) มีผู้พบเห็นเครื่องบินลาดตระเวนของกองทัพพม่าเข้ามาบินลาดตระเวนในพื้นที่ที่ชาวบ้านหลบซ่อนในป่ารวมถึงพื้นที่ชุมชนอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความกังวลอย่างมาก ส่วนชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับเขตเมืองได้รับการข่มขู่ คุกคามจากทหารของกองทัพเผด็จการทหารพม่าและกองกำลัง BGF  รวมถึงมีการบังคับขอทรัพย์สินของชาวบ้านอยู่บ่อยครั้งส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างหวาดกลัวอย่างมาก

ในปัจจุบันชาวบ้านกะเหรี่ยงในเขตพื้นที่กองพลที่ 3 และกองพลที่ 5 ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ต้องเป็นผู้หนีภัยอยู่ในประเทศตนเองประมาณ 77,000 คน ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากและวิกฤตของอาหารไม่เพียงพอ


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.