ภาพจากแฟ้มภาพ

เรือบรรทุกสินค้าเต็มลำแล่นบนแม่น้ำสาละวิน ออกจากท่าเรือหมู่บ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่บ่ายโมงต้นๆ ของวันที่ 12 ตุลาคม มุ่งหน้าไปบ้านแม่นึท่าและสะกอท่า ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง

เรือบรรทุกสินค้าหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เรือควาย เพราะบางครั้งก็บรรทุกควายไปขาย แล่นทวนน้ำสาละวินไปอย่างไม่รีบเร่งนัก บนเรือมีคนขับเรือ 1 คนและผู้ช่วยอีก 1 คน

ราวบ่าย 3 โมงครึ่ง เรือแล่นมาถึงโค้งน้ำ ก่อนถึงฐานทหารพม่าจ๊อก หยะ   พลันเสียงปืนก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนของทหารพม่าบังคับให้คนขับเรือนำเรือเทียบฝั่ง

“เขายิงปืนขู่เฉียดมาที่เราจนน้ำกระจาย ผมรู้สึกกลัวมาก จึงต้องรีบบังคับเรือเข้าไปจอดริมตลิ่ง” คนขับเรืออธิบายสถานการณ์ที่ถูกกดดันจนต้องยอมเทียบฝั่ง แม้รู้ถึงความไม่ปลอดภัย แต่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม มิเช่นนั้นกระสุนนัดต่อๆมาอาจพุ่งเป้ามาที่เขาและเรือได้

เขามาทราบภายหลังว่าก่อนหน้านี้เพียงราวๆ หนึ่งชั่วโมง มีเรือเล็กของชาวบ้านยิงปืนข่มขู่เพื่อให้นำเรือไปจอดเทียบฝั่งเช่นกัน แต่เรือเล็กไม่ได้บรรทุกสินค้า ทำให้คนขับเร่งเครื่องหนีได้ทัน

“ผมรู้สึกกลัวมาก” คนขับเรือย้ำให้รู้ถึงความรู้สึกตอนนั้น

 “เรือแล่นห่างฝั่งพม่าไม่ถึง 30 เมตร พอเรือจอด ทหารพม่า 8 คนขึ้นมาบนเรือ อีก 4 คนรออยู่บนฝั่ง แต่ละคนมีอาวุธครบมือ ตอนแรกเขาพูดทำนองว่าจะซื้อกับข้าว เพราะสั่งไว้แต่ไม่มีของมาส่ง เพราะทหาร KNU ไม่ให้ไปส่ง ผมบอกว่าเราไม่มีข้าวและไม่สามารถขายสินค้าได้เพราะผมเป็นเพียงคนขับเรือรับจ้างส่งสินค้า แต่ทหารพม่าก็จะเอา เขาบอกว่ากับข้าวกับแกงไม่มีมาส่งเดือนกว่าแล้ว”

คนขับเรือเล่าต่อไปว่า “ เมื่อเราบอกว่าขายไม่ได้ พวกเขาก็เอาของไปเลย ไม่ได้จ่ายเงิน เขาบอกว่ามีเงินพม่าอยู่บนฐานที่ยอดดอย ซึ่งต้องเดินไป 2.5 ชั่วโมง”

ฐานทหารพม่าจ๊อก หยะ เป็นหนึ่งใน 14 ฐานที่กองทัพพม่าส่งกำลังเข้ามาในรัฐกะเหรี่ยง ติดแนวชายแดนไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฐานแห่งนี้อยู่บนดอยสูงเพื่อประโยชน์ทางชัยภูมิ ฐานแห่งนี้ถือว่าเป็นฐานใหญ่แห่งหนึ่งของทหารพม่าริมแม่น้ำสาละวิน อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วทหารพม่าจะไม่กล้าออกจากฐานลงมายังแม่น้ำสาละวิน เนื่องจากบริเวณป่าโดยรอบมีทหารกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ดักซุ่มอยู่ นอกจากนี้ยังมีการวางกับระเบิดไว้ในหลายๆ จุด ซึ่งบ่อยครั้งที่ทหารพม่าถูกสไนเปอร์ซุ่มยิง และหลายครั้งถูกกับระเบิด

“ทหารพม่าช่วยกันขนของ เขาเอามาม่าไป 6  กล่องใหญ่ ไก่ 40 ตัว ขนม 1 กระสอบ กะหล่ำปลี 3 ถุง มะเขือเทศ 1 ถุง  โค้กขวด 5 แพค หมูยอ 1 กระสอบ รองเท้าแตะ 9 คู่ เปลนอน 10 หลัง” คนขับเรือได้แต่นิ่งเงียบเมื่อทหารพม่าช่วยกันขนข้าวของจากเรือไป เขาไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น เพราะตลอดเวลามีทหารพม่าสองนายประกบเขาอยู่ “ยังดีที่เขาขนไปได้เท่านั้น เพราะในเรือยังมีสินค้าอีกหลายอย่าง แต่เขาขนไปไม่ไหวแล้ว”

“ทหารพม่าไม่ได้สอบถามอะไรผมมาก เขาใช้เวลาราว 40 นาที ก็ปล่อยผมและเรือ” คนขับเรือผู้โชคร้ายรีบนำเรือออก และโทรแจ้งให้เจ้าของสินค้าทราบ ซึ่งบอกให้เขานำสินค้าที่เหลือไปส่งยังจุดหมายปลายทางต่อไป โดยเบ็ดเสร็จแล้วสินค้าที่ถูกปล้นไปมูลค่ากว่า 2 หมื่นบาท

ข่าวเรือสินค้าของชาวบ้านสาละวินถูกทหารพม่าปล้นแพร่กระจายอย่างรวดเร็วตลอดลำน้ำสาละวินที่ลัดเลาะชายแดนไทย คนขับเรือต่างส่งข่าวถึงกันเพื่อป้องกันไม่ให้เพื่อนตกเป็นเหยื่ออีก

ที่แปลกประหลาดคือข่าวทหารพม่าปล้นเรือชาวบ้านสาละวินถูกนำเสนอสู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2546 พอวันรุ่งขึ้น (15 ตุลาคม) เพจกรมทหารพรานที่ 36 โพสต์ข้อความว่า

 “การตรวจสอบของหน่วยงานด้านความมั่นคง พบว่าเป็นการเข้าใจผิด เนื่องจากทางทหารเมียนมาร์ได้ทำการติดต่อซื้อขายสินค้ากับประชาชนในพื้นที่ตามปกติ แต่เข้าใจผิดกันในการชำระเงิน ทำให้ทหารพม่าได้นำสินค้ากลับไปยังฐานปฏิบัติการของตนก่อน ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงจะได้ติดตามความชัดเจนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวให้ทราบต่อไป”

แต่โพสต์นี้ถูกลบออกจาดเพจในวันที่ 17 ตุลาคม หลังจากที่เพจ สวท.แม่สะเรียงนำไปเผยแพร่ และถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน

อีกไม่นานฤดูฝนจะผ่านไป เชื่อกันว่าฤดูการสู้รบและเสียงปืนครั้งใหม่ริมแม่น้ำสาละวินกำลังจะเริ่มขึ้น ความสลับซับซ้อนของสถานการณ์ในพื้นที่ที่มีอำนาจซ้อนอำนาจ จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

คำถามคือประชาชนริมแม่น้ำสาละวินจะรู้สึกอุ่นใจได้อย่างไร


Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.