Search

ลาวเร่งเดินหน้าสร้างเขื่อนกั้นโขงแห่งใหม่เฉียดแดนไทยห่างจาก “เชียงคาน” 1.5 กม. ผลการศึกษา MRC พบระดับน้ำเพิ่มสูง 4 เมตรเมื่อเร่งผลิตกระแสไฟฟ้า-ประชากรสัตว์ใกล้สูญพันธุ์จะหายไป นักกฎหมายติง “สทนช.”จัดเวทีเสวนาผิดหลัก

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานภายใต้กรอบความร่วมมือคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) ได้กำหนดจัดเวทีเสวนา “ล้อมวงคนริมโขง กรณีเขื่อนสานะคาม” โดยในจดหมายเชิญผู้เข้าร่วมประชุมระบุว่าไม่สามารถดำเนินการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ตามกระบวนการ PNPCA (ระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง -Procedure for Notification, Prior Consultation, and Agreement) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านความชัดเจนของข้อมูล

ในเอกสารของสทนช. ระบุว่าจะจัดเป็นเวทีเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินการของโครงการเขื่อนสานะคามต่อสาธารณะ โดยกำหนดจัด ในวันที่ 17 ธันวาคม 2564  ที่ห้องประชุมโรงเรียนเชียงคานวิทยา อ.เชียงคาน จ.เลย  โดยที่ผ่านมา รัฐบาลลาวได้เสนอโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายประธาน กว่า 5 เขื่อน คือ เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮง เขื่อนปากแบง เขื่อนปากลาย และเขื่อนหลวงพระบาง ที่มีการจัดกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้ากับประชาชน หรือเรียกว่า PNPCA  ไปแล้ว และ   โดยเขื่อนสานะคาม เป็นเขื่อนแห่งที่ 6 ที่มีการเสนอเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562  โดยยังไม่กำหนดวันสิ้นสุดกระบวนการ เนื่องจากประสบปัญหาการระบาดของโรคโควิท-19 ในประเทศสมาชิกของลุ่มน้ำโขง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 คณะทำงานร่วมด้านเทคนิคกรรมการร่วม (JCWG) 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงได้ตีตกร่างรายงานทางเทคนิคของเขื่อนสานะคาม ต่อมาทางสำนักงานเลขาธิการ MRC ได้จัดทำรายงานการประเมินเร่งด่วนด้านอุทกวิทยาและชลศาสตร์ ด้านการเคลื่อนย้ายตะกอนและธรณีสัณฐานวิทยา ด้านระบบนิเวศและการประมง ด้านเศรษฐกิจและสังคม (Rapid Assessment Report) โดยใช้ระยะเวลา 2 เดือน และต่อมาในการประชุมของคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศ (JC) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564 ประเทศสมาชิก 4 ประเทศ ได้ประชุมร่วมและกำหนดวันสิ้นสุดกระบวนการ PNPCA กรณีเขื่อนสานะคาม ในวันที่ 19 มกราคม 2565   

ทั้งนี้โครงการเขื่อนสานะคาม ตั้งอยู่ห่างจากพรมแดนไทย ที่ปากแม่น้ำเหือง อ.เชียงคาน จ.เลย เพียง 1.5 กิโลเมตร โดยเนื้อหาสำคัญในรายงานการประเมินผลกระทบเร่งด่วน (Rapid Assessment) ซึ่งจัดทำโดย MRC ระบุว่า หากเขื่อนสานะคามดำเนินการผลิตไฟฟ้าสูงสุง(ซึ่งต้องมีการระบายน้ำปริมาณมาก) จะส่งผลต่อระดับน้ำโขงด้านท้ายน้ำของเขื่อน มากถึง 4 เมตรในเวลา 24 ชั่วโมง โดยระดับการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ระดับน้ำจะเปลี่ยนแปลง 3.5 เมตร ที่เวียงจันทน์ระดับน้ำจะเปลี่ยนแปลง 0.7 เมตร และ 0.5 ที่หนองคาย นอกจากนี้จะส่งผลกระทบและการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของปลาสายพันธุ์หลักในแม่น้ำโขง  

การประเมินผลกระทบเร่งด่วนของ MRC ระบุด้วยว่า จะเกิดการลดลงของจำนวนประชากรสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ การประมงที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ความยากลำบากในการเดินเรือและจอดเรือบริเวณเหนือน้ำนครหลวงเวียงจันทน์  ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของคนยากจน นอกจากนี้จะกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายหาดแม่น้ำโขงในช่วงฤดูแล้ง และจะมีผลต่อเศรษฐกิจตามมา  อย่างไรก็ตามในรายงานไม่ได้ระบุประเด็นผลกระทบสำคัญๆ อื่น เช่น กรณีการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนระหว่างไทยและลาว  ที่อาจจะเกิดจากการสร้างเขื่อนสานะคาม ซึ่งเป็นเด็นหลักที่สำคัญในการพิจารณาของรัฐบาลไทยและหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง

นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง  กล่าวว่าการจัดเวทีล้อมวงคนริมโขง กรณีเขื่อนสานะคาม ที่สทนช.จะจัดขึ้นนี้ ชัดเจนว่า ไม่ใช่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือ PNPCA แต่เป็นการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเท่านั้น  ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้ว สทนช.จะต้องจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามกฎหมายในพื้นที่ 8 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง หรืออย่างน้อย 7 จังหวัดในพื้นที่ภาคอีสาน เนื่องจากเป็นพื้นที่จะได้รับผลกระทบข้ามพรมแดนโดยตรงจากเขื่อนสานะคามโดยตรง   เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวข้องกับข้อมูลอย่างเต็มที่และถูกนำไปเสนอในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง ที่ผ่านมาเราพบว่า การจัดเวที PNPCA ของโครงการเขื่อนแม่น้ำโขง ทั้ง 5 แห่ง ที่ผ่านมา หน่วยงานมักจะใช้คำว่า เวทีให้ข้อมูล  ทำให้สะท้อนเรื่องปัญหาความเข้าใจและการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง ปัจจุบันหน่วยงานมักจะอ้างเรื่องการระบาดของโควิท เป็นข้อจำกัด ทำให้ไม่ยอมจัดเวทีต่าง ๆ และให้ชาวบ้านเข้าร่วมการประชุมแบบออนไลน์แทน ซึ่งยิ่งเป็นข้อจำกัดอย่างยิ่งของชาวบ้านทั้งการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง  

“ข้อสังเกตอีกประการคือ การรับฟังความคิดเห็นแบบนี้ ชาวบ้านไม่ได้รับทราบข้อมูลก่อนและได้ข้อมูลเพียงวันเดียว ไม่เพียงพอต่อกระบวนการตัดสินใจ เมื่อมีคำถามก็ไม่สามารถที่จะตอบคำถามได้เพราะว่า ผู้พัฒนาโครงการไม่ได้มาตอบถามเอง  ข้อมูลที่จะให้ก็จะไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจ” ทนายความสิทธิมนุษยชนกล่าว