เรื่อง: สุพงษ์ ทวิภา
ภาพ: คณะทำงานสนามข่าวสีแดง

“ถ้าพม่าคิดเหมือนที่เขาทำอยู่เวลานี้ เลือกตั้งเสร็จต้องเกิดการสู้รบทุกพื้นที่”

สถานการณ์ภายในประเทศพม่าอยู่ในช่วง เวลาสำคัญที่ควรจับตา ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า รัฐบาลทหารพม่ากำหนดมาตรการบังคับให้ชนกลุ่มน้อยที่ทำสัญญาหยุดยิง 17 กลุ่มเข้าร่วมเป็นกองกำลังรักษาชายแดน (Border Guard Force) การโจมตีเขตปกครองตนเอง ‘โกก้าง’ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เสมือนการเชือดไก่ให้ลิงดู เป็นสัญญาณให้กลุ่มหยุดยิงและกลุ่มต่อสู้ต่างๆ เห็นถึงชะตากร รม หากไม่คล้อยตามพม่า

 

ไม่เพียงแค่การเผชิญหน้ากับการใช้ กำลังปราบปราม แต่สถานการณ์ของกลุ่มต่อสู้ต่างๆ กำลังเผชิญกับแนวรบใหม่ที่อาจไม่คุ้นเคยอย่างการเมืองทั้งระดับภายในและสากล ที่กำลังเปลี่ยนทิศทาง รวมทั้งการหลั่งไหลของกระแสทุน จุดยืนทางการเมืองและเอกภาพในการรวมตัวกัน กำลังถูกท้าทายด้วยผลประโยชน์ที่ถาโถมเข้ามา

ในสถานการณ์เปราะบางที่เงื่อนไขปัจจัยต่างๆ บีบรัดเข้ามา ‘พ.อ.เจ้ายอดศึก’ ประธานสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน ผู้นำสูงสุดกลุ่มไทใหญ่ วิเคราะห์สถานการณ์ภายในประเทศพม่าไว้อย่างน่าสนใจ…

 

“…การเลือกตั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย และไม่ใช่ทางออกของพม่า เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ซึ่งแท้จริงแล้วต้องประกอบด้วย 4 หลัก คือ 1.ต้องมีศาลยุติธรรม 2.ต้องมีสื่อมวลชนซึ่งทำหน้าที่ได้อย่างเสรี 3.มีรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนยอมรับ แล้วจึงค่อยเลือกตั้ง แต่ขณะนี้พม่ายังไม่มีอะไรอย่างแท้จริงเลย…”

 

เพราะฉะนั้นอย่ามองแค่รัฐธรรมนูญและ การเลือกตั้ง แต่ต้องมองทั้ง 4 ปัจจัยนี้ด้วย ถ้าอยากแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ผมขอเสนอ 3 ประเด็น 1.ต้องตั้งรัฐบาลแห่งชาติ 2.ปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด และ3.แก้ไข รัฐธรรมนูญ แล้วจึงค่อยเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ คือทุกกลุ่ม ทุกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม ปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเห็นด้วยแล้วค่อยเลือกตั้ง

๐ การที่ผู้ช่วยรมต.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกามาเยือนพม่า ดูเหมือนสหรัฐฯ จะผ่อนคลายการกดดันต่อพม่า จะส่งผลอย่างไรต่อสถานะพม่าในการเมืองโลกบ้าง

 

สหรัฐฯ กดดันพม่าอาจเป็นการหลงตัวเองไปหน่อย กดดันคว่ำบาตรพม่ามา 20 ปี แล้วก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่ สหรัฐฯก็คงเห็นว่าประเทศต่างๆ ไม่เชื่อ ไม่มีใครทำตาม ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ยุโรป จีน ก็มาลงทุนในพม่า กดดันอย่างนี้ไม่ได้ผล เพราะทำอยู่ประเทศเดียว เลยเปลี่ยนไปเจรจากับพม่าดีกว่า อีกประการคือ จีนซึ่งกำลังเป็นคู่แข่งของสหรัฐฯ มีการลงทุนในพม่าเยอะมาก หากปล่อยให้จีนมีอำนาจคงไม่ดี

ขณะที่ฝ่ายค้านในพม่าไม่ว่าอองซานซู จี พรรคเอ็นแอลดี หรือกลุ่มอื่นๆ ในสายตาชาวโลกยังไม่เห็นว่าใครจะขึ้นมานำพม่าได้ หากไม่มี SPDC(สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ) สหรัฐฯก็เห็นประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นเจรจากับพม่าดีกว่า ทำให้สหรัฐต้องเปลี่ยนท่าทีต่อพม่า

 

 

๐ ประเด็นที่โลกยังมองไม่เห็นว่าใครจะขึ้นมานำพม่าหากไม่มี SPDC กลุ่มต่างๆ จะแสดงให้เห็นได้อย่างไรว่าสามารถนำประเทศต่อไปได้

 

ทุกพรรค ทุกกลุ่ม ผมคุยกันมาแล้วหลายครั้ง แต่ปัญหาความคิด นโยบายที่ไม่ตรงกัน เราต้องทำบ้านของเราให้ดีก่อน ถ้าบ้านเราดีแล้วก็ถามเพื่อนว่าเห็นด้วยกับที่เราทำบ้านเราดีหรือเปล่า ถ้าเห็นด้วยก็มาร่วมกันทำ ผมเชื่อว่าพวกเรากันเองสามารถนำพาประเทศไปได้

 

 

๐ ท่าทีของอาเซียนก็คงเดิม คือร่วมมือเชิงเศรษฐกิจ ไม่แทรกแซงการเมืองภายใน

จากการประชุมอาเซียน เขาตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ถ้าทำได้จริงก็จะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง เพราะก่อนนั้นอาเซียนไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน ทั้งๆ ที่บ้านอยู่ใกล้กัน อีกบ้านหนึ่งตีกัน โดยรวมก็ไม่เป็นสุข แล้วใครรับภาระก็ไทยนั่นแหละ ประชาชนพม่าหนีเข้าไทยตั้งเกือบ 2 ล้านคน เพราะในบ้านทะเลาะกันอยู่บ้านไม่ได้แล้ว ซึ่งก็เป็นผลจากการที่อาเซียนไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันไม่ใช่หรือ

 

ผมเชื่อว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะ เป็นทางออกหนึ่ง เพราะมีสิทธิที่จะเข้าไปในทุกประเทศ ไปดูว่าเป็นอย่างไร เพื่อนำมาเสนอในที่ประชุมอาเซียน พม่าจะปฏิเสธคงไม่ได้ เพราะไปร่วมก่อตั้งด้วย ถ้าอาเซียนให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนก็จะเป็นทางออกที่จะนำไปสู่การ ปรับปรุงได้

 

 

๐ ประเมินสถานการณ์จากนี้ไปอย่างไร

 

ต้องดูท่าทีพม่าหลังการเลือกตั้งว่า จะใช้วิธีไหน จะใช้วิธีทหารหรือการเมืองแก้ปัญหา ถ้าพม่าคิดเหมือนที่เขาทำอยู่เวลานี้เลือกตั้งเสร็จต้องเกิดการสู้รบทุก พื้นที่ เพราะวิธีการแก้ปัญหาไม่ถูกต้อง จัดระเบียบชายแดนให้ทุกกลุ่มมาเข้าร่วมกับกองทัพ ทั้งๆ ที่ทุกกลุ่มมีจุดยืนอุดมการณ์ของตัวเอง วิธีการแบบนี้คือการใช้มาตรการทางทหารเข้ามาแก้ปัญหา มันก็คงไม่สงบ

 

ไทใหญ่เรามีนโยบายชัดเจน เราต้องปกครองตนเอง เราใช้วิธีการทางการเมืองแก้ปัญหา ไม่อยากใช้วิธีสู้รบ ผมสร้างกองกำลังให้เข้มแข็งมิใช่จะไปโจมตีพม่า แต่เพื่อปกป้องประชาชน ส่วนปัญหานั้นต้องแก้ด้วยการเมือง ผมเรียกร้องเช่นนี้มาตลอด ขนาดผมมีกองทัพก็ยังไม่มาคุยกับผม หากผมไม่มีกองทัพไม่ยิ่งไปกันใหญ่หรือ

ความเคลื่อนไหวทางทหารฝ่าย พม่าขณะนี้ยังไม่มี พม่ารบกับโกก้างก็ยังไม่เสร็จ ได้แต่พื้นที่แต่ไม่ได้หัวใจโกก้าง การเคลื่อนกำลังมาคงไม่ง่าย แต่จะให้วางใจก็คงไม่ 100 %

 

 

ผลประโยชน์สลายกำลัง บทเรียนหลังหยุดยิง 20 ปี

ช่วง ปี พ.ศ.2530-2531 พม่าทำสงครามกับกลุ่มต่อสู้และเหตุการณ์นักศึกษาประท้วง พม่าหาทางออกด้วยการเจรจากับกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ให้หยุดยิงกันก่อน การศึกษาสถานการณ์ของผู้นำแต่ละกลุ่มในขณะนั้นไม่รอบคอบ ไม่มองภาพรวมว่าศัตรูคิดกับเราอย่างไร คิดแต่ว่าหยุดยิงแล้วหันมาพูดคุยกันทางการเมืองก็น่าจะดี ได้สะสมกำลัง แต่พม่ารู้ทัน ฉะนั้นในการเจรจากับกลุ่มต่างๆ จึงบอกว่า เรื่องการเมืองเมื่อมีรัฐบาลใหม่เมื่อไหร่ค่อยคุยกัน ต่อมาก็จับ ‘อองซาน ซูจี’ กักบริเวณ อเมริกาอียู ญี่ปุ่นก็กดดันให้ปล่อยตัว พม่ารู้ว่ากำลังถูกสังคมโลกกดดันก็พยายามหาทางออกโดยเขียนแผนขึ้นมา ที่เราเรียกว่า Road Map 7 ขั้นตอนเพื่อสร้างประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งหลอกลวงประชาชน หลอกลวงชาวโลก

 

ขั้นแรก คือ เรียกประชุมกลุ่มหยุดยิงทุกกลุ่ม รวมทั้งพรรคการเมืองต่างๆ แต่เหมือนเรียกไปอบรม กลุ่มหยุดยิง 13 กลุ่มทำหนังสือขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พม่าก็ไม่ยอม ไม่สนใจทั้งที่กลุ่มหยุดยิงและพรรคการเมืองเหล่านี้ถือเป็นตัวแทนประชาชน ซึ่งก็เป็นความผิดปกติที่รัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติออกมาได้จนสำเร็จ ก็เป็นการไปบีบบังคับประชาชนให้เห็นด้วย

 

ต่อมาพม่าอ้างว่าจะจัดระเบียบกองทัพ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องการให้กองกำลังต่างๆ วางอาวุธ ซึ่งไม่มีกลุ่มไหนอยากวางอาวุธ พม่าเลยยื่นข้อเสนอใหม่ว่า หากไม่วางอาวุธก็ให้มาเป็นอาสาสมัครรักษาชายแดน หรือตั้งพรรคการเมืองก็ได้ เพราะทุกกลุ่มไม่ต้องการวางอาวุธ ต้องรักษากองกำลังเพื่อรักษาอำนาจต่อรองเอาไว้

 

ถึงที่สุดเมื่อไม่มีใครวางอาวุธพม่า ก็เสนอให้เป็นกองกำลังรักษาชายแดน ซึ่งหากยอมก็เหมือนเอาทหารของเรามอบให้กองทัพของเขา กองทัพสั่งไปไหนก็ต้องไปที่นั่น ไม่ทำตามก็ถูกลงโทษ อีกทั้งกำลัง 1 กองพัน 300 นาย ต้องมีทหารพม่าอยู่ควบคุมด้วย 30 นาย มาเป็นผู้ควบคุม กลุ่มหยุดยิงจะเป็นลูกน้องเขาทั้งหมด ก็เหมือนมอบทหารให้เขา เลวร้ายกว่าวางอาวุธอีก

 

มีบางกลุ่มมาปรึกษาผม ผมเสนอทางเลือกไป 2 ทาง คือ 1.ใครอยากวางอาวุธ ก็ทำไปใครไม่อยากวางอาวุธก็มาอยู่กับผม 2. ปฏิเสธเด็ดขาดแล้วมาร่วมกันต่อสู้ เราจะลำบากในระยะสั้น แต่ระยะยาวเราจะมีประเทศ ลูกหลานของเราจะมีที่ปลูกบ้าน ได้เรียนหนังสือ มีชีวิตที่ดี

 

ผมได้คำตอบกลับมาว่า อย่างไรก็ตามพวกเขากลุ่มต่างๆ จะพยายามต่อรองกับพม่า ให้พม่าแสดงท่าทีที่ชัดเจนก่อน ผมก็บอกว่าถ้าไปคุยกันแค่ทีละกลุ่ม มันต่อรองอะไรไม่ได้ เหมือนนิ้วแต่ละนิ้ว ทำอย่างไรก็ไม่เจ็บ แต่ถ้าทุกนิ้วรวมกันกำตีก็เจ็บ

 

เราแตกแยกกันเอง ทั้งภายในแต่ละกลุ่ม และการที่ทุกกลุ่มจะรวมกันเป็นเอกภาพ มาจาก 2 สาเหตุ 1.พม่าใช้ผลประโยชน์ซื้อคนในกองกำลังกลุ่มชาติพันธ์ ซุกซ่อนส่งข้อมูล รับคำสั่งพม่าให้มาสร้างความแตกแยก 2.กลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ ที่เข้ามามีอำนาจ ไม่มีจุดยืนทางการเมือง กลัวเสียผลประโยชน์

 

ทุกอย่างยังไม่สาย ผมพยายามปรับให้ทุกกลุ่มต้องประสานงานกัน ให้ทำงานร่วมกันได้ วันนี้พม่าให้ว้ามารบเรา ว้าก็ไม่เอาแล้ว เราประสานงานกันได้ดีขึ้น

 

—-—––ล้อมกรอบ——–—

10 ปีไม่ยอมจำนน ‘พ.อ.เจ้ายอดศึก’ ประธานสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน

อายุ 50 ปี เกิดที่เมืองหนอง เขตภาคกลางของรัฐฉาน เข้าร่วมกองทัพปฏิวัติรัฐฉาน(SURA) ในสังกัดเจ้ากอนเจิงเมื่ออายุได้ 17 ปี ขณะกำลังเรียนชั้นมัธยม เนื่องจากเห็นความอยุติธรรมที่ทหารพม่าฉุดคร่าเพื่อนหญิงไปข่มขืน ต่อมาในปี พ.ศ.2528 เจ้ากอนเจิงเห็นแก่เอกภาพในการต่อสู้ จึงนำกองทัพเข้าร่วมกับกองกำลังขุนส่า

 

พ.ศ.2538 ขุนส่ามอบตัวต่อทางการพม่า กองทัพกู้ชาติไทใหญ่กว่า 3 หมื่นคนแตกสลายเป็นกลุ่มย่อย ขณะนั้นเจ้ายอดศึกมีฐานที่มั่นอยู่ ที่เมืองทา ตรงข้าม อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ตัดสินใจนำกำลังที่มีอยู่ 800 นายเข้าสู่พื้นที่ตอนกลางของรัฐฉาน เพื่อหลบหนีการปราบปรามของพม่า ซึ่งเป็นช่วงที่เขายอมรับว่า ต้องรบกับพม่าทุกวันตลอดระยะเวลาร่วม 3 ปี

 

พ.ศ.2542 นำกองกำลังมาบุกเบิกตั้งฐานที่มั่นที่ดอยไตแลง ตรงข้าม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน และตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดอยไตแลงกลายเป็นที่มั่นในการปรับปรุงกองทัพ ส่งเสริมการศึกษาและคุณภาพชีวิตประชาชนไทใหญ่ จนกองกำลังกู้ชาติรัฐฉาน (Shan State Army : SSA) ถือเป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่เข้มแข็งที่สุดในพม่า

เผยแพร่เมื่อ Tue, 12/01/2009

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.