โดย ภาสกร จำลองราช
เสียงเรียกแถวดังพรึบพรับตั้งแต่หกโมงเช้า บนยอดเขาซึ่งมีที่ราบแคบๆ ท่ามกลางลมเย็นๆ และห้อมล้อมด้วยสายหมอก แม้สีหน้าและน้ำเสียงของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาดูไม่เคร่งขรึมนัก
แต่ก็เป็นการยืนยันถึงการเตรียมตัวพร้อมอยู่เสมอในการต่อสู้ของกองกำลังกู้ชาติ “คะเรนนี”
คะเรนนีเป็นรัฐเล็กๆ ที่อยู่ติดชายแดนไทยบริเวณภาคเหนือ แต่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักกลุ่มชาติพันธุ์นี้สักเท่าไหร่ ถ้าพูดถึงกะเหรี่ยงคอยาว หลายคนอาจร้องอ๋อและพอจะนึกภาพออก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมในยุคไม่ใส่ใจรากเหง้า
กะเหรี่ยงคอยาว หรือปะด่อง หรือกะยาง เป็นชนกลุ่มหนึ่งในรัฐคะเรนนี ซึ่งยังประกอบด้วย คะยา กะยอ และปะกู
ชาวคะเรนนีหรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ “กะเหรี่ยงแดง” ปกครองตนเองด้วยระบบกษัตริย์มายาวนาน แม้กระทั่งในยุคล่าอาณานิคมที่อังกฤษบุกยึดพม่า ชาวคะเรนนีก็ยังรักษาสถานภาพของตัวเองไว้ได้
โดยทำข้อตกลงพิเศษยอมให้อังกฤษใช้เส้นทางสู่จีน
แม้กระทั่งในช่วงที่พม่าเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ชาวคะเรนนีก็ไม่ได้อยู่ในสัญญาปางโหลงที่ให้แต่ละชาติพันธุ์รวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองไว้ก่อนและจะค่อยแยกตัวเป็นอิสระภายหลัง เพราะชาวคะเรนนีถือว่าตัวเองเป็นรัฐอิสระอยู่แล้ว
แต่ทันทีที่การเรียกร้องเอกราชประสบความสำเร็จในปี 2491 และพม่าฉีกสัญญาปางโหลงทิ้ง พร้อมกับการยึดอำนาจของนายพลเนวิน รัฐคะเรนนีก็ถูกกองกำลังที่ใหญ่และเข้มแข็งกว่าของพม่ายึดครองและผนวกให้ส่วนหนึ่งของเขตแดนทันที
นับแต่นั้นมาชาวคะเรนนีต้องจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่าเรื่อยมาในนามพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni Nationnal Progressive Party:KNPP) โดยมีฐานที่มั่นอยู่ตามป่าเขาสองฝั่งแม่น้ำสาละวิน จนปัจจุบันถอยร่นมาอยู่แนวตะเข็บชายแดนไทย
แม้กองกำลังของ KNPP ไม่โด่งดังและใหญ่โตเท่า KNU (Karen National Union) ของนายพลโบเมียะ หรือ SSA (Shan State Army) ของเจ้ายอดศึก แต่ความมุ่งมั่นในการทวงคืนสันติภาพ ก็มีไม่น้อยกว่ากันเลย
แสงแดดจ้าขึ้นทุกที หมอกที่กอดตัวอยู่ตามหุบเขาต่างๆ เริ่มเคลื่อนตัว ภารกิจเรียกแถวยามเช้าเสร็จสิ้นไปแล้ว ทหารทุกนายมุ่งหน้าไปยังสนามกว้างซึ่งอยู่อีกยอดเขาหนึ่ง เพื่อร่วมงานวันกองทัพคะเรนนีปีที่ 59 ซึ่งตรงกับวันที่ 17 สิงหาคม
สายตาทุกคู่จับจ้องไปในสนาม แววตาของทั้งเด็กและผู้หญิงแสดงความชื่นชมกองร้อยทหารที่กำลังเดินสวนสนาม โดยมีธงกองทัพที่มีรูปเหยี่ยวอยู่ตรงกลางผืนผ้าปลิวสะบัดขนาบคู่ธงชาติคะเรนนี
หลังคำปราศรัยของผู้นำกองทัพซึ่งได้ย้ำถึงความเป็นชาติคะเรนนีและประวัติการถูกรุกราน เหล่าทหารทั้งหมดได้ร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณ และปิดท้ายด้วยการประดับเกียรติให้ทหารรุ่นใหม่ซึ่งเพิ่งสำเร็จการฝึกฝน
งานวันกองทัพคะเรนนีจัดแบบเรียบๆ ง่ายๆ และใช้เวลาไม่นานนัก ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย
“กองทัพของเราสู้มานาน จนวันนี้ก็ยังต้องสู้ต่อไป ความหวังของเราคือ ต้องการให้แผ่นดินสงบสุข” นายพลอองเมียะ ผู้นำหมายเลขสองของ KNPP ยืนยันเป้าหมายของการต่อสู้
เขาถ่ายทอดเรื่องราวในกระท่อมหลังเล็กๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่บนยอดเขา
นายทหารใหญ่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนตั้งแต่วัยเยาว์ จนอายุ 56 ปี ซึ่งกำลังพลในค่ายมักเรียกเขาว่า “ผู้เฒ่า” ที่สะท้อนถึงความเคารพรักไว้อย่างอบอุ่น
กองทัพคะเรนนีไม่ใหญ่โตมากนัก ทำให้สายการบังคับบัญชาไม่ซับซ้อน แต่ใจของนักรบดูเด็ดเดี่ยวไม่น้อย
“KNPP ก่อตั้งมาเพื่อเป็นพรรค แต่เรากลับต้องทำหน้าที่กองทัพ” คำบอกเล่าของผู้เฒ่าบ่งบอกถึงนัยยะของการต่อสู้ด้วยความขมขื่น เพราะชาวคะเรนนีส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากทำสงคราม
หากประเทศชาติไม่ถูกรุกรานและย่ำยี
บ่อยครั้งที่เรื่องราวความเหี้ยมโหดของทหารพม่าที่ครอบครองพื้นที่คะเรนนีถูกถ่ายทอดให้คนที่ต่อสู้อยู่ตามป่าเขาได้เจ็บแค้น
ปัจจุบันชาวคะเรนนีหลายหมื่นคนต้องอพยพหนีภัยมาอยู่ในศูนย์อพยพฝั่งไทย
กองทัพคะเรนนีถือได้ว่ายากจนเมื่อเปรียบเทียบกับกองทัพกู้ชาติชนกลุ่มน้อยอื่นๆ เพราะนอกจากประชากรที่น้อยซึ่งส่งผลต่อเรื่องกำลังบำรุงและเสบียงแล้ว การติดต่อสื่อสารกับสังคมภายนอก ยังมีน้อยมาก ทำให้ทุนรอนในการต่อสู้มีอย่างจำกัดจำเขี่ย
หลายครั้งที่มีความพยายามเจรจาแสวงหาสันติภาพกับรัฐบาลพม่า แต่สุดท้ายไม่สามารถตกลงในเงื่อนไขได้ เพราะรัฐบาลพม่าต้องการให้นักรบกลุ่มนี้วางอาวุธและมอบตัวเพียงอย่างเดียว แต่มีบทเรียนจากการที่กองกำลังหลายกลุ่มยินยอมทำความต้องการของทหารพม่า สุดท้ายประชาชนของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นก็ยังคงถูกกดขี่เหมือนเดิม
“ถึงเราจะเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ก็มีประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมของเราเอง เรามีหน้าที่ปกป้องประชาชนและทวงคืนผืนแผ่นดินเกิด” ผู้เฒ่ายังคงมุ่งมั่นต่อไป แม้คนรุ่นใหม่ที่เรียนจบสูงๆ กลับจากประเทศที่สาม ผู้อาวุโสก็มักคอยย้ำเตือนให้รำลึกถึงความเป็นชาติของตัวเองอยู่เสมอ
แต่สำหรับคนที่ไม่เคยสิ้นชาติ อาจไม่เข้าใจถึงความเจ็บปวดนี้ คุณค่าของคำว่าชาติในความหมายของคนบางกลุ่มจึงแตกต่างกับคนอีกกลุ่มที่อยู่อย่างสุขสบาย
“ทุกวันนี้เยาวชนของเราแทบไม่มีสิทธิอะไรเลย อยู่ฝั่งไทยก็ไม่มีบัตร อยู่ฝั่งพม่าก็ไม่มีบัตร” ผู้อาวุโสรู้สึกเป็นห่วงคนรุ่นหลังอย่างยิ่ง เพราะรู้ดีว่าลำพังคนรุ่นตัวเองนั้น มีเวลาเหลืออยู่ไม่มากนัก
เสียงระเบิดตูมใหญ่ 2 ครั้ง ดังในเวลาไล่เลี่ยกันมาจากแนวรบฝั่งพม่า แต่ไม่มีความตื่นเต้นหรือตกใจจากเหล่านักรบคะเรนนี เพราะรู้ดีว่าเสียงนั้นยังอยู่ห่างไกลนัก
ขณะที่เสียงเพลงจากฐานต่างๆ ยังคงดังแว่วอยู่บนยอดดอยในวันเฉลิมฉลองของกองทัพ
หมายเหตุ- ปัจจุบันได้มีสถานการณ์สู้รบอย่างหนักหน่วงระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลัง KNPP ของชาวคะเรนนี ทำให้มีผู้อพยพหนีตายจำนวนมากเข้ามาขอหลบภัยในประเทศไทยด้านฝั่งอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน งานเขียนชิ้นนี้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2550 แต่เนื้อหาสามารถอธิบายให้รู้จักชาวคะเรนนีได้มากขึ้น



