กราบลงตรงใจเธอ นักรบคะเรนนี

โดย สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา

 

สาละวินเดือด .. ราวปีพ.ศ.2550 ผมกับเพื่อนนักข่าวออกเดินทางข้ามชายแดนตามเส้นทางธรรมชาติ รอยต่อระหว่างแม่ฮ่องสอนกับรัฐคะเรนนีในเขตสู้รบระหว่างกองกำลังกู้ชาติคะเรนนีกับทหารพม่า ตามรอยสงครามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน กระทั่งนางอองซานซูจีได้รับอิสรภาพ นำพาพรรค NLD ชนะการเลือกตั้งและเธอเข้ามามีบทบาทในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ แสงสว่างแห่งสันติเริ่มปรากฏสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์เริ่มยุติ

1 กุมภาพันธ์ 2564 แสงสว่างได้ดับลงอีกครั้งหลังทหารกลับมายึดอำนาจ โดยนายพล มิน อ่อง หล่าย ประชาชนออกมาประท้วงอย่างหลุดพ้นจากความหวาดกลัว กองกำลังชาติพันธุ์ต้องกลับไปอยู่ยังจุดเดิมเพื่อปกป้องอิสรภาพ มันทำให้ผมหวนคิดถึงการเดินทางในครั้งนั้น นำเรื่องราวการต่อสู้มาบอกเล่าอีกครั้งในห้วงเวลา ณ ขณะนี้ ในยามที่ชาวคะเรนนีกำลังถูกโจมตี ถูกกดดัน และคุกคามอย่างหนัก ชาวบ้านนับแสนคนต้องหนีตายเข้าไปหลบซ่อนในราวป่า กองกำลังขนาดเล็กยืนระยะต่อสู้กับทหารพม่าที่ขนกำลังพลเสริมขึ้นเรื่อยๆ

บางทีความมั่นคงของรัฐชาติโดยเส้นแบ่งพรมแดน อาจปิดกั้นความมั่นคงในชีวิตของผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์บนผืนแผ่นดินชายขอบ ซึ่งมีสถานะเป็นประชากรของโลกมีสิทธิความเป็นคนเท่าเทียมกัน ความมั่นคงของรัฐทางนิตินัยอาจปิดกั้นเรื่องราวความทุกข์ยาก การกดขี่ข่มเหง เหตุผลการจับปืนลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องความเป็นธรรม เราอาจรู้เรื่องราวอย่างหยาบๆ การเดินทางผ่านพรมแดนอย่างอิสระเพื่อสืบค้นความจริงอาจมองเห็นฝุ่นละอองของสันติภาพ

ขอบชายแดนไทย-พม่า นับตั้งแต่อำเภอแม่สายจนถึงจังหวัดระนอง 2 พันกิโลเมตร เรียงรายไปดัวยกองกำลังกู้ชาตินับตั้งแต่ไทยใหญ่ คะเรนนี กระเหรี่ยง ว้า มอญ และกองกำลังย่อยที่แตกออกจากกองทัพใหญ่ มีเป้าหมายเพื่อกอบกู้แผ่นดินถิ่นเกิดตัวเองพ้นจากรัฐบาลทหารพม่านับตั้งแต่การประกาศเอกราชจากอังกฤษ

คะเรนนี ปกครองตัวเองโดยระบอบกษัตริย์ หรือซอพระยา แต่ละเมืองมีอิสระจากกันจะรวมตัวกันเมื่อถูกรุกราน ระหว่างอังกฤษปกครองพม่า รัฐคะเรนนียังคงเอกราช แต่หลังพม่าได้รับเอกราชได้รุกรานรัฐคะเรนนีให้เข้ามาอยู่ภายใต้การปกครอง ในขณะชาวคะเรนนีได้จัดตั้งรัฐบาล ปกครองตนเองเป็นรัฐอิสระในวันที่ 9 สิงหาคม 2491 โดยการนำของอูเบตูเล หลังจากนั้นเพียงเดือนเดียว เขาก็ถูกทหารพม่าจับตัดคอโยนลงแม่น้ำบาลูซองในเมืองหลวงลอยก่อ เสียงปืนจึงดังต่อเนื่องนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

รัฐคะเรนนีมีอาณาเขตติดต่อกับรัฐฉานทางทิศเหนือ ติดประเทศไทยทางทิศตะวันออกด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทิศใต้ติดกับรัฐกระเหรี่ยง มีพื้นที่ 11,730 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 300,000 คน แบ่งออกเป็น 7 เมือง คือ เดมอโซ พรูโซ  ปาซอ บอลาเก ชาดอร์ เมเซะ และเมืองหลวงลอยก่อ ผืนดินแถบนี้อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำสาละวิน ผูกพันวิถีดั้งเดิมของพวกเขา คือการทำการเกษตรตามพื้นราบและภูเขา ล่าสัตว์ จับปลา หาของป่า

ประวัติศาสตร์ล้านนาเมื่อครั้งพม่าบุกยึดปกครอง คนเชียงใหม่เคยเดินทางรอนแรมเข้ามาขอลี้ภัยในรัฐคะเรนนีจนกระทั่งกองทัพสยามยกทัพมาช่วยเหลือขับไล่กองทัพพม่า จึงได้กลับคืนสู่ถิ่นฐานแต่อยู่ภายใต้การปกครองของสยาม ก่อนเดินทางกลับครั้งนั้นพวกเขาให้คำมั่นสัญญากันว่าจะเป็นที่พึ่งพิงแก่กันยามเดือดร้อนตลอดไป

ณ เวลานี้ประชาชนรัฐคะเรนนี  อันประกอบด้วย คะยาห์ กะยอ ปะกู ปะด่อง หรือกระเหรี่ยงคอยาว ตกอยู่ในสภาพแตกต่างกันไปหมู่บ้านเดิมถูกโยกย้ายให้ไปอยู่ในพื้นเขตควบคุม อยู่ในพื้นที่ประกาศหยุดยิง ซ่อนตัวอยู่ในป่า และศูนย์อพยพในแม่ฮ่องสอน บางคนต้องหลบลี้รับจ้างเป็นแรงงานราคาถูก ปะด่องหรือกระเหรี่ยงคอยาวต้องรับสภาพเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวในสวนมนุษย์แลกกับการอยู่รอด และส่วนหนึ่งคือกองกำลังติดอาวุธบนฐานที่มั่นสุดท้ายยังคงมุ่งมั่นในต่อสู้โดยไม่มีโอกาสเจรจา เป็นทหารด้วยใจหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง กินข้าววันละสองมื้อ  ด้วยหวังว่าความสวยงามของวัฒนธรรม วิถีของอดีตจะกลับคืนมาอีกครั้ง

บริเวณฐานที่มั่นเรามองเห็นรอยยิ้มของนักรบต้อนรับผู้มาเยือน บรรยากาศการสนทนากับผู้นำนักรบดูเหมือนผู้เฒ่าใจดีบอกเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองกลางวงล้อมลูกหลาน

“ตอนเป็นเด็กไม่เคยรู้ว่าเป็นทหารคะเรนนีต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง อายุ 17 ปี เห็นคนถูกฆ่า ถูกข่มขืนต่อหน้าต่อตา จึงตัดสินใจสมัครเป็นทหารเพื่อจับปืน” คนเฒ่าถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านมาอย่างโชกโชน

“สิ่งสำคัญที่สุดระหว่างคะเรนนีกับเมืองเชียงใหม่และสังคมไทย ในยุคประชาธิปไตยแบบทุนนิยม คือประวัติศาสตร์เมื่อครั้งถูกพม่ารุกรานกว่าหนึ่งศตวรรษคือความเห็นอกเห็นใจการช่วยเหลือกันระหว่างล้านนากับชาวคะเรนนี เราไม่เคยรุกรานใคร เราไม่ต้องการรบแต่ต้องการอิสรภาพแห่งรัฐ เราจำเป็นต้องจับปืนขึ้นสู้เพราะแผ่นดินคะเรนนีเป็นแผ่นดินอันสงบสุขในลุ่มน้ำสาละวิน พม่าก็มีแผ่นดินของเขา แต่เขาก้าวร้าว โหดเหี้ยมทำร้ายจิตใจของเรา”

ถ้อยคำผู้นำนักรบพรั่งพรูออกมาพร้อมกับแววตาอันมุ่งมั่นกับการต่อสู้ แต่วิถีโดยทั่วไปของพวกเขาในเวลานั้น ดูสงบอ่อนโยนราวกับว่าฐานที่มั่นตรงนั้นเป็นหมู่บ้านบนดอยสูงไกลห่างจากความเจริญ พึ่งตัวเองอยู่กับธรรมชาติ

“เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความทุกข์เนิ่นนานมากว่าหกสิบปี อยากให้คนไทยได้รับรู้ ให้ความเมตตาปรานีแก่ชาวบ้านทั้งหลายในค่ายผู้ลี้ภัย ให้โอกาสกับลูกหลานของเราที่จะเติบโตขึ้นมาในขณะยังไร้แผ่นดิน คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อผมทั้งหมด แต่คุณสามารถรับรู้เรื่องราวจากคนอื่นได้อีกหลายคน หรือคนที่เผชิญความโหดร้ายด้วยตัวเอง”คนเฒ่าวิงวอนสังคมไทย

ยามเช้าบนฐานที่มั่นสุดท้าย…ตะวันสาดส่องแสงอ่อนโยนโผล่พ้นสันเขา ท้องฟ้าเริ่มเปิดกว้างมองเห็นภูเขาเรียงสลับซับซ้อนหมอกสีขาวลอยล่อง หมู่บ้านที่พวกเขาเคยอยู่เคยกินอย่างมีความสุขไม่สามารถเดินกลับไปหา ความงามของขุนเขากับเมฆหมอกยามเช้าคงช่วยปลอบประโลมใจนักรบผู้หาญกล้าให้หลงลืมความเจ็บปวดเป็นบางครั้งบางคราว

 

On Key

Related Posts

ชาวบ้านพุระกำประกาศพร้อมกลับใจแผ่นดิน หากรัฐอนุมัติสร้างเขื่อนทับชุมชน ด้านหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ หวั่นความขัดแย้งซ้ำกรณีบางกลอย

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาRead More →