Search

การท่องโลกลำพัง กับเส้นทางลดอัตตาของ “ป้าแบ็คแพ็ค”

เรื่อง/ภาพ โดย จารยา บุญมาก

ยามเย็นในกรุงซานฟรานซิสโก พลุกพล่านไปด้วยคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว แม้โอไมครอนจะจู่โจมสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง หรือจะเกิดอาชญากรรมซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าทว่า เมืองใหญ่เมืองนี้ก็ไม่เคยเงียบงัน ยังคงมีชีวิตชีวาผสมผสานระหว่างห้าง ร้านหรู สำหรับคนมีทุนทรัพย์และคนไร้บ้านที่จับจองลานกางเต็นท์กลางเมือง

“ป้าแป๋ว” กาญจนา พันธุเตชะ เจ้าของเพจป้าแบ็คแพ็ค นักเดินทางสูงวัยที่คนไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชอบ ก็เลือกจะเยือนเมืองนี้แม้จะได้ยินข่าวคราวด้านลบทั้งโควิด 19 สายพันธุ์ต่างๆ  รวมถึงการเหยียดเชื้อชาติเอเชียและสีผิว ซึ่งกำลังเป็นกระแสในสหรัฐฯ

แน่นอนว่าโรคระบาด อาชญากรรม ความรุนแรง เป็นภัยสังคมที่น่าหดหู่ แต่ใช่ว่าจะกล่าวถึงเรื่องรื่นรมย์ไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนที่ป้านักเดินทางมองว่า ยังไงถนนที่ซานฟรานซิสโก ก็ดูมีระบบ ระเบียบ และปลอดภัยกว่ากรุงเทพมากโข

การได้ยินข่าวคราวเจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถจักรยานยนต์ ชนแพทย์หญิงเสียชีวิตในกรุงเทพสร้างความสลดใจกับป้าแป๋ว อย่างยิ่ง

“หลายที่ที่ป้าแบคแพคไปเที่ยว การข้ามถนนไม่เป็นปัญหาเลย อย่างซานฟรานซิสโกเนี่ย การข้ามถนนทำได้ง่ายมาก กดสัญญาณไฟแล้วข้ามเอา  รถที่ขับไปมาก็จอดให้เรา ป้าไม่เคยพบว่ามันเป็นอุปสรรคเลย  ได้ยินข่าวคุณหมอโดนรถชนระหว่างข้ามถนนที่บ้านเราแล้ว  ป้ารู้สึกสลดใจ รู้สึกใจหายไปหมด”

“มันคงยากเนอะ กรุงเทพมันเป็นเมืองเก่า ถ้าจะรื้อระบบผังเมือง คงต้องหาเมืองใหม่ หรือจะทำระบบดิจิตอลก็ต้องทุ่มงบมหาศาล แต่ว่าถ้าคนไทยจะช่วยกันจริงๆ เริ่มที่จิตสำนึกก่อนเลย ไม่ต้องลงทุนมากมาย ส่วนกฎหมาย ป้าว่ามันควรจะเข้มกว่านี้  อย่างที่อเมริกา ใครทำผิดมีบทลงโทษชัดเลย  เอาผิดได้จริง”

ป้านักเดินทางย้ำว่า ถนนหนทางในกรุงซานฟรานซิสโก ปลอดภัยสำหรับคนพิการ คนสูงอายุ ลึกๆ อยากให้ประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯพัฒนาสู่การเป็นเมืองที่ปลอดภัยทางการจรากรเสียที แม้รู้ว่าไกลเกินจะเป็นจริง แต่ไม่เคยหยุดหวัง

“มันคงยากเนอะ กรุงเทพมันเป็นเมืองเก่า ถ้าจะรื้อระบบผังเมือง คงต้องหาเมืองใหม่ หรือจะทำระบบดิจิตอลก็ต้องทุ่มงบมหาศาล แต่ว่าถ้าคนไทยจะช่วยกันจริงๆ เริ่มที่จิตสำนึกก่อนเลย ไม่ต้องลงทุนมากมาย ส่วนกฎหมาย ป้าว่ามันควรจะเข้มกว่านี้  อย่างที่อเมริกา ใครทำผิดมีบทลงโทษชัดเลย  เอาผิดได้จริง” ป้าพูดถึงความแตกต่างของการบังคับใช้กฎหมาย

การเดินเท้าในเมืองใหญ่หลายแห่งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องปกติ ที่ประชาชนทำได้อย่างเท่าเทียม และเสมอภาค ไม่ใช่แค่กฎจราจรที่เข้มงวดเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยระบบความปลอดภัยที่มีทั้งกล้องจับภาพ และจิตสำนึกของคนส่วนใหญ่พร้อมใจให้สิทธิคนข้ามถนนมาก่อนรถเสมอ โดยกฎหมายจราจรที่บังคับใช้ต่อคนละเมิดกฎนั้น มีทั้งค่าปรับทั่วไป การพักใบอนุญาตขับขี่  ไปจนถึงการยึดใบขับขี่ และลงประวัติการทำผิดที่ติดตัวไปตลอด ซึ่งมีผลเสมอในการสมัครงาน เพราะหลายบริษัทจะเลือกเฉพาะพนักงานที่มีประวัติขับรถสะอาดและไม่เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดกฎจราจร หรืออาชญากรรมบนท้องถนน

แผนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นแผนที่ป้าแป๋ว วางไว้นานแล้ว แต่พักไปช่วงที่โควิด 19 สายพันธุ์ โอไมครอน ระบาด แต่ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของป้าแป๋ว ที่อ้างว่า “เสียดายเงินที่จับจองเที่ยวบินไว้แล้ว” ป้าแป๋วจึงจำเป็นต้องเดินทางตามแผนท่องเที่ยวสหรัฐฯ เป็นเวลา 80 วัน

เมื่อถูกถามว่ากลัวโรคหรือไม่ ป้านักเดินทางวัยเฉียด 70 ปี คนนี้ ตอบเลยว่า อดีตเคยทำงานกรมควบคุมโรค เข้าใจดีว่าเป็นเรื่องปกติของโรคระบาดใหม่ ที่ข้อมูลน้อย และการควบคุมลำบาก แต่ว่าหัวใจหลักของตนตอนนี้ ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าการแบกเป้เที่ยว ดังนั้นการเดินทางจึงมาก่อน ส่วนโรคก็ป้องกันตัวเองดีที่สุด

“ป้าใส่หน้ากากเสมอ แล้วฉีดวัคซีนมาครบ ป้ามองว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะพูดว่ากลัว หรือไม่กลัวโควิด แต่ป้าแจ้งประกันชีวิต รายละเอียดทุกอย่างกับพ่อบ้านและลูกๆ ไปแล้วนะ” ป้าเล่าพร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ป้าแป๋วเชื่อว่าโควิดเป็นเรื่องของทั่วโลก ในเมื่อทุกประเทศอยู่บนความเสี่ยง ประเทศใดที่เปิดให้เที่ยว ให้เสี่ยง ป้าจะเลือกประเทศนั้นก่อน

ป้าเวทนานะ คนแก่ๆ ที่เร่ร่อน ป้านึกย้อนกลับไป เขามีครอบครัวไหมนะ คนในบ้านจะห่วงหรือเปล่า ทำไมเขามาเร่ร่อนแบบนี้ หลายคนบอกป้าว่า เป็นเพราะระบบเศรษฐกิจทุนนิยม หลายคนเตือนป้าให้ระวังเพราะคนไร้บ้านอาจจะก่อเหตุไม่ดีได้ แต่ป้ามาก็ไม่มีอะไรมาก อาจจะเพราะช่วงป้าอยู่ในซานฟรานฯ เขามีการทำความสะอาด จัดระเบียบอยู่มั้ง เลยไม่เห็นว่ามันน่ากลัว แต่สำหรับป้าแล้ว ถ้าให้พูดเรื่องคนไร้บ้าน ป้ามองอย่างเห็นใจ ไม่ได้คิดอย่างอื่น”

“ตามแผนจริงๆ อยากไปยุโรป แต่หลายประเทศยังกลัวๆ กล้าๆ โควิดอยู่ ป้าก็ยังไม่สะดวก เพราะกฎบ้านเขา เราจะไปบังคับก็ไม่ได้ ก็เลยคิดว่า ไหนๆ อเมริกาเปิดเราก็มาเลยละกัน  เรามันวัยนี้แล้ว ผ่านอะไรมาเยอะ มีแรง มีเวลา เราก็ดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพตอนแก่นี่สำคัญที่สุดสำหรับป้า จะให้นั่งอยู่บ้านเบื่อๆ ดูข่าวโควิด มันก็ไม่ใช่ ป้าว่าป้าแนวนี้อ่ะ จะให้ป้านั่งกลัวๆ เฉยๆก็ไม่ได้สินะ ” ป้าให้เหตุผลประกอบ

ตลอดการสนทนาป้าแป๋ว ย้ำเสมอว่า การเดินทางคือการเผชิญความจริงกับปัญหา แน่นอนว่ามีการเตรียมตัวรับมือ ป้องกันอย่างดี แต่มันต้องมีการแก้ไขเกิดขึ้นเสมอ  แต่ด้วยทักษะการพึ่งตนเองที่สั่งสมมาตั้งแต่การออกเดินทางลำพัง ผ่านการแบกเป้เที่ยวทั่วโลก ราว 37 ประเทศ  ป้าแป๋วเรียนรู้ที่จะพึ่งตนเองก่อนเสมอ

เมื่อมีโรคโควิด ป้าแป๋วใช้หลักการเดิม คือเตรียมตัว ป้องกัน ตัวเองให้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นก็รักษาตัว แค่นั้นพอ

ดังนั้นเมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ว่า สหรัฐฯ เป็นอันดับหนึ่งของโลกที่มีผู้ติดเชื้อโควิดและหลายคนก็กลัวการเดินทางเข้าประเทศนี้ ป้าแป๋วคิดอย่างไร

นักเดินทางวัยเกษียณตอบทันทีว่า ช่วงระบาดหนักก็ไม่เข้า  แต่สหรัฐฯ มีวัคซีนและลดการป่วยรุนแรงได้ ตนติดตามข่าวสารคร่าวๆ ก็ตัดสินใจว่าไม่มีอะไรน่ากังวล

“ป้ายังยืนยันเช่นเดิม เป็นก็รักษา ถ้ารักษาไม่ได้ ก็ประกันพร้อม เราเลยวัยที่กลัวมาแล้ว ลูกๆก็เลยช่วงที่ห่วงมาแล้ว เรารักครอบครัว เรารักลูกนะ แต่เรารักการเดินทางมากเช่นกัน”

กระแสข่าวโควิดจึงเป็นเรื่องเบาๆ ที่ป้าแป๋วติดตามแต่ไม่ได้ตระหนก ขั้นผวาแบบกักตัวเหมือนคนสูงวัยทั่วไป เพราะเชื่อมั่นในสุขภาพของตัวเอง และยืนยันว่าจะเดินทางจนถึงวันที่ไม่มีแรง

ภาพชุมชนคนไร้บ้านใจกลางซานฟรานซิสโก เป็นภาพชุดหนึ่งที่ป้าแป๋วเลือกนำเสนอผ่านเฟสบุ๊ค เพจ ป้าแบ็คแพ็ค และยอมรับว่ารู้สึกหดหู่ที่เห็นเมืองใหญ่เช่นนี้มีคนไร้บ้าน

“ป้าเวทนานะ คนแก่ๆ ที่เร่ร่อน ป้านึกย้อนกลับไป เขามีครอบครัวไหมนะ คนในบ้านจะห่วงหรือเปล่า ทำไมเขามาเร่ร่อนแบบนี้ หลายคนบอกป้าว่า เป็นเพราะระบบเศรษฐกิจทุนนิยม หลายคนเตือนป้าให้ระวังเพราะคนไร้บ้านอาจจะก่อเหตุไม่ดีได้ แต่ป้ามาก็ไม่มีอะไรมาก อาจจะเพราะช่วงป้าอยู่ในซานฟรานฯ เขามีการทำความสะอาด จัดระเบียบอยู่มั้ง เลยไม่เห็นว่ามันน่ากลัว แต่สำหรับป้าแล้ว ถ้าให้พูดเรื่องคนไร้บ้าน ป้ามองอย่างเห็นใจ ไม่ได้คิดอย่างอื่น”

ป้ากล่าวจากใจ พ่วงด้วยข้อคิดเห็นเปรียบเทียบว่า ประเทศไทยมีคนไร้บ้านน้อยกว่าซานฟรานฯมาก  เพราะหลายครอบครัวก็ดูแลกันเอง แถมด้วยมีระบบช่วยเหลือคนไร้บ้านบางส่วน อยากให้ประเทศไทยคงระบบดังกล่าวไว้ และพยายามป้องกันการขยายจำนวนของคนเร่ร่อน คนไร้บ้าน ก่อนจะสายเกินแก้

หลังการระบาดของโควิด 19 สื่อมวลชนหลายแห่งรายงานการทำร้ายคนเชื้อสายเอเชียในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และมีหลายกรณีสร้างความคับแค้นใจแก่คนเชื้อชาติเอเชียไม่น้อย เรื่องนี้ป้าแป๋ว ไม่อาจกล่าวได้ว่าจะกลัว หรือไม่กลัว แต่เลือกที่เสนอมุมมองการท่องเที่ยวให้ปลอดภัย ผ่านหลักการง่ายๆ คือ เข้าใจสังคมและวัฒนธรรมคนต่างบ้านต่างเมือง และพยายามลดอัตตาตัวเองเมื่อไปเยือนต่างถิ่น

“จริงๆ อาชญากรรมมันคงเกิดขึ้นทุกที่ มีทั้งที่ถูกดำเนินคดี และไม่ถูกดำเนินคดี แต่ตัวป้าเอง อย่างที่รู้ๆ กันป้าเป็นคนระวังตัวเองเสมอ ป้าเที่ยวที่ไหน ป้าจะไม่เดินดึกดื่น ยามค่ำคืน ป้าไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงกับเวลาเช่นนั้น กลับที่พักก่อนค่ำเสมอ และมีการเตรียมตัว ศึกษาข้อมูลการเดินทาง เบอร์โทรฉุกเฉิน กันไว้”

ป้าแป๋วบอกว่าทุกอย่างที่เห็นตามข่าวอาชญากรรมอาจมีประเด็นที่นำไปสู่ความกลัวบ้าง แต่ไม่ว่าจะมีข่าวเหตุร้ายแรงหรือไม่ ในนามนักเดินทางเชื่อว่า การป้องกันตัวเองดีที่สุด และอย่าไว้ใจคนง่ายๆ

“จริงๆ หลายคนเขาทักป้ามานะ คนเป็นแฟนเพจก็เสนอตัวเองมาขับรถพาเที่ยว มาจ่ายค่านั่นนี่ให้  บางคนชวนไปพักที่บ้าน บอกเราว่าประหยัดค่าใช้จ่าย  ป้าก็เลือกเอา ว่าจะรับความช่วยเหลือจากใคร แต่ป้ามีกฎอย่างหนึ่ง คือ ป้าไม่ชอบเป็นภาระใคร ในเมื่อเราเดินทางคนเดียว จองที่พักไว้แล้ว อยู่ๆ จะให้เราไปพักกับคนอื่น เราคงไม่ทำ เนี่ยแหละค่ะ ป้ามองว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นเพราะเราเดินทางเอง รับผิดชอบตัวเองดีที่สุด ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเราก็เกิดเพราะเราเอง ไม่อยากไปพึ่งคนอื่น”

บทสนทนาสั้นๆ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงระหว่างการเดินเท้ากลางเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอเนียร์ สหรัฐฯ จบลงที่สถานีขนส่ง Sale Force  กลางเมืองใหญ่เพื่อเดินทางไปยัง Los Angeles  ซึ่งนักเดินทางมากพลังท่านนี้ได้เลือกรถบัสขนาดใหญ่เดินทางข้ามเมืองไป พร้อมทิ้งท้ายว่า “ป้าชอบเดินทางเนิบช้า ไม่ชอบบิน และอยากใช้เวลาให้นานๆ กับการเรียนรู้ท้องถิ่นนั้นๆ และที่สำคัญป้าขนของในการเดินทางน้อยมาก หลักๆ มีแค่ของใช้จำเป็นและเอกสารการเดินทาง เอกสารข้อมูลในประเทศที่เดินทางแต่ละทริป”

ประสบการณ์ที่ป้าแป๋วมีอยู่ในตัวช่างดูแข็งแกร่งและคงไม่อาจเอาคำว่า “กลัว” ไปตีกรอบกั้นขอบเขตของการเดินทางได้ ซึ่งวันนี้ป้าแป๋วก็พิสูจน์แล้วว่า การใช้ชีวิตลำพังมีความท้าทายไปพร้อมๆกับเสรีภาพอันทำให้วัยเกษียณอย่างป้าแป๋วมีชีวิตชีวา เพราะทุกการเดินทางคือ การเรียนรู้และเคารพสังคม บ้านเมืองนั้นที่ตนไปเยือน ซึ่งสิ่งที่ได้ไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นความทรงจำหลายอย่างที่มีต่อประเทศที่ย่ำเท้าไป ทำให้ป้าแป๋วเชื่อเสมอว่า “การแบ็คแพ็คลำพัง คือ ลดอัตตาในตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น”