Search

โปรดเรียกข้าฯ ในนามแห่งข้าฯ “มานิ”

เรื่อง/ภาพ   จิตติมา  ผลเสวก

“เราไม่ใช่เงาะ  เราเป็นคน เราคือมานิ” ประโยคชัดถ้อยชัดคำกับประกายนัยน์ตาที่มีแววคับแค้นฝังอยู่นั้น   ฉายวนในภาพจำฉันทุกเวลาที่นึกถึงพวกเขา   กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตัวเองว่ามานิหรือมันนิ ซึ่งหมายถึงคนผู้อยู่ป่า   เป็นนามที่เรียกขานกันตามความเป็นอยู่ของชีวิต   เฉกเช่นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในทะเล อาทิ ชาวอูรักลาโว้ย หรือมอแกน   ชื่อเรียกของเขาก็หมายถึงคนผู้อยู่ทะเล

ชื่อประเทศไทย ความเป็นไทย ที่รัฐตอกย้ำให้สำนึกรัก สามัคคี และภาคภูมิอยู่ทุกวันนี้   ก็เพิ่งปรากฏให้เห็นตามหลักฐานเมื่อราว พ.ศ. 2000 นี่เอง  หลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือนี้ฉันค้นหาได้มาจากคุณสุจิตต์  วงษ์เทศ ผู้ซึ่งปฏิเสธตำแหน่งศิลปินแห่งชาติอย่างไม่ใยดี    

ไท, ไต ไม่ได้แปลว่าคนไทย แบบเดียวกับความเข้าใจของคนในประเทศไทย ทุกวันนี้

แต่แปลว่า ชาว, คน มีใช้ในภาษาพูดของทุกชาติพันธุ์ในสุวรรณภูมิ ทั้งมอญ เขมร และไทย-ลาว เช่น

ไตลื้อ หมายถึง ชาวลื้อคนลื้อ (ในสิบสองพันนาของจีน), ไทดํา หมายถึง ชาว ลุ่มน้ำดําคนลุ่มน้ำดํา (ในเวียดนาม ภาคเหนือ), ไทบ้าน หมายถึง ชาวบ้านคนบ้าน, ไทเวียงจัน หมายถึง ชาวเวียงจันคนเวียงจัน, ฯลฯ   (สุจิตต์ วงษ์เทศ  14 มิถุนายน พ.ศ.2564 นิตยสารศิลปวัฒนธรรมอนไลน์)

ดังนั้นแล้วชื่อกลุ่มคนต่างๆก็หมายถึง คน หรือ มนุษย์นั่นเอง   แล้วต่อท้ายด้วยวิถีวัฒนธรรม  สภาพแวดล้อม  ชาวไท หรือไทยในปัจจุบัน  เป็นชื่อทางวัฒนธรรมไม่ใช่เชื้อชาติ   หาใช่ไทยโดยเลือดเนื้อเดียวกัน  ทว่าเป็นผู้คนจากหลายกลุ่มชนมาอยู่ร่วมกันนั่นแล

เจ้าของประโยค เราไม่ใช่เงาะ

กลับมาพูดถึงมานิหรือมันนิ[Maniq]   กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าด้วยการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์แต่พอกินด้วยลูกดอกและหอก  ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ปลายไม้จำพวกกระรอกกระแต   นานทีจะได้สัตว์ใหญ่มาแบ่งปันกันทั้งกลุ่ม   การแบ่งปันนั้นถือเป็นวัฒนธรรมที่น่าชื่นชม   เพราะจะปันกันอย่างเท่าเทียมไม่มีใครได้มากหรือน้อยกว่า      

มานิปลูกเพิงพักง่ายๆด้วยกิ่งไม้ มุงหลังคาด้วยใบไม้ที่หาได้   แต่เดิมพืชหัวต่างๆอย่างหัวมันหัวกลอยคือคาร์โบไฮเดรตหลักของเขา  มีคนเคยศึกษาพืชหัวของมานิว่ามีมากมายเกือบๆ 20 ชนิด   หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้   มานิเพิ่งรู้จักกินข้าวตอนที่เริ่มสัมพันธ์กับคนภายนอกที่เขาเรียกว่า คนบ้าน  นั่นคือไม่ใช่คนป่า    

พวกเขาจะย้ายที่พำนักไปตามแหล่งอาหาร   เมื่อหัวมันหัวกลอยสัตว์เล็กสัตว์น้อยเริ่มลดน้อยก็จะย้ายไปหาที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์   แล้วจะย้อนวนกลับมาที่เดิมเมื่อคะเนว่าอาหารในธรรมชาติกลับมาอีกครั้ง   เป็นการใช้ชีวิตในลักษณะหมุนเวียนหาใช่เร่ร่อนอย่างไร้จุดหมาย  

โลกหมุนไปด้วยการพัฒนาทางวัตถุ   ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ไปกับอุตสาหกรรมมากและรวดเร็วยิ่งกว่าที่มนุษย์เคยใช้สอยแบบดั้งเดิม   ป่าของมานิหดหายกลายเป็นพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวและสิ่งปลูกสร้าง   ส่วนที่ยังเป็นป่ากลายเป็นป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ   แน่นอนว่าป่าไม่ใช่บ้านของคนอยู่ป่าอีกต่อไป   เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมของผู้คนก็จำต้องเปลี่ยน

ครั้งชีวิตเปลี่ยนโดยไม่มีฐานรองรับ   ชีวิตก็คล้ายแผ่นดินไหวที่ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อค   เมื่อลืมตาตื่นพบว่าไม่มีป่าที่คุ้นเคยอีกต่อไป   จากที่เคยเก็บหาของป่าอยู่ได้ด้วยตัวเองต้องเปลี่ยนมาพึ่งพาคนภายนอก   หาของป่าเท่าที่มีไปแลกข้าวแลกเกลือ   ต่อมาจำต้องใช้แรงกายทำงานในสวนยางสวนปาล์มแลกข้าวแลกเงิน

ที่พำนักแบบเดิมของมานิ

ปัจจุบันสมัยของมานิกระจายตัวกันอยู่เป็นกลุ่มๆละราว 30-40 คน   บริเวณเทือกบรรทัดในจังหวัดสตูล ตรัง พัทลุง  สงขลา  และเทือกสันกาลาคีรีในสามจังหวัดภาคใต้  ส่วนหนึ่งอยู่ตามสวนตามไร่ของชาวบ้านที่มานิเรียกว่าคนบ้าน   ส่วนหนึ่งยังอยู่ตามป่าลึก  

แต่เดิมมานิมักจะเลือกที่พำนักในทำเลป่าที่มีตาน้ำไหล   เพื่อความสะดวกในการดื่มกิน  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต้นน้ำสายต่างๆที่มีน้ำตกสวยงามน่าระเริงเล่น   เหมาะต่อชีวิตที่ต้องการสถานที่ธรรมชาติสำหรับคนบ้าน   เพื่อผ่อนคลายหลังจากตรากตรำทำงานหาปัจจัยยังชีพ   เมื่อสถานที่เยี่ยงนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวมานิก็กลายเป็นสิ่งประดับหนึ่ง   ซึ่งนักท่องเที่ยวได้มาชมความเป็นอื่นที่ตัวเองไม่มี  มาแสดงความเห็นใจและช่วยเหลือ   ตามที่ถูกปลูกฝังกันมาว่า เป็นคนไทยต้องมีน้ำใจช่วยเหลือกัน

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งมีชาวมานิพำนักอยู่ในขนำ(กระท่อม)ที่ปลูกด้วยไม้ไผ่มุงหลังคาด้วยใบไม้และหญ้าคา   เคยมีหน่วยงานเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิจัดหากระเบื้องมามุงหลังคาให้  แต่มีบางคนที่ดูแลมานิกลุ่มนี้บอกว่าถ้ามุงหลังคาด้วยกระเบื้องต่อไปจะมีใครเขามาสงสาร จะไม่มีใครบริจาคของให้   บางคนมีความเห็นว่าเสาขนำโยกเยกอาจจะไม่สามารถรับน้ำหนักกระเบื้อง

เฒ่าไข่ชาวมานิที่ฉันคุยด้วยบอกว่า   อยากได้หลังคาดีๆฝนจะได้ไม่รั่ว ของไม่เปียก ลูกหลานจะได้ไม่เป็นหวัดขี้มูกย้อย   คนที่มาเขาคงไม่ได้มาดูหลังคาบ้านมานิแต่เขามาดูหัวมานิมากกว่า   ถ้าไม่ให้ใช้กระเบื้องก็ขอเป็นสังกะสีแล้วจะใช้หญ้าคาปูทับก็ได้  

อาจจะเป็นคำพูดซื่อๆที่ออกมาจากหัวใจ   เพราะฉันไม่คิดว่ามานิจะช่างเสียดสี   ส่วนใครจะขำขื่นกับคำพูดนี้ก็ได้     ขื่นกับมานิผู้ไม่สามารถเลือกแม้แต่หลังคาที่พำนัก

ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแรกที่ริเรียกชาวมานิว่าเงาะป่าซาไก   เท่าที่พูดคุยกับคนที่รอบรู้เรื่องมานิ   เขาบอกว่าเรียกกันมานานเน   เงาะป่านั้นน่าจะเรียกจากลักษณะทรงผมหยิกขวดติดศีรษะ   ส่วนซาไกเป็นคำเรียกของทางมาเลเซียหมายถึงทาส   ทั้งสองชื่อนี้จึงไม่ใช่ชื่อที่ผู้ถูกเรียกควรจะปลาบปลื้มยินดีเป็นแน่แท้

ฉันนั่งรถผ่านทางอำเภอป่าบอน  จังหวัดพัทลุง   เห็นป้ายขนาดใหญ่ปะทะผ่านสายตาเขียนว่า เงาะป่าซาไก   อีกทั้งบางข้อมูลที่แนะนำการท่องเที่ยวพัทลุงก็เอ่ยถึงชนเผ่าเงาะป่าซาไก

ในความเป็นไทยที่ปลูกฝังกันมาว่าต้องมีความรักสามัคคี โอบเอื้ออารี ช่วยเหลือกันนั้น   นับเป็นสิ่งดีที่ควรมีต่อไป   เพราะวิกฤติหลายครั้งเรารอดกันมาได้ด้วยจิตใจเช่นนี้   แต่น่าจะปลูกฝังเพิ่มว่าในความเป็นไทยควรมีความเข้าใจผู้คนทุกกลุ่มชน  ควรเคารพในศักดิ์ศรีและให้เกียรติกัน   ทางภาครัฐยิ่งควรให้สิทธิเสมอภาคแก่ทุกกลุ่มชน   โดยเฉพาะชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนมีบ้านเมือง    

อย่างแรกที่ควรทำคือเรียกขานชื่อมานิให้ถูกต้อง   เพราะเราเองคงไม่ชอบเหมือนกันถ้ามีใครมาเรียกชาวไทยว่า  ชาวทาส