
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 สื่อมวลชนท้องถิ่น PhopPhraPost ได้รายงานว่าเวลาประมาณ 11:50 น.ได้มีเครื่องบินรบของกองทัพพม่าได้บินผ่านหมู่บ้านวาเล่ย์เหนือ หมู่ 3 ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก และได้ทำการยิงอาวุธปืนจากเครื่องบินทำให้กระสุนตกบริเวณในไร่ปาล์มของนางจุฑามาศ แก้วพวง อยู่บ้านเลขที่ 193 หมู่ 3 ตำบลวาเล่ย์ อำเภอพระ จังหวัดตาก และมีสะเก็ดระเบิดถูกรถยนต์กะบะ ของนายสายัณห์ วงศ์ใจ บ้านเลขที่ 346 หมู่ 9 ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งจอดอยู่ในสวนถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหายทางด้านแถบข้างขวาคนขับ มีเจ้าหน้าที่ทหาร/ตำรวจ ผู้นำหมู่บ้าน ได้เข้ามาตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ
นายสายัณห์ วงศ์ใจ ได้ให้สัมภาษณ์ PhopPhraPost ว่า รถยนต์กระบะของตนเองถูกยิงเป็นลักษณะถูกสะเก็ดระเบิดจากเครื่องบินที่บินยังโจมตี โดยจุดที่รถยนต์ของตนเองจอดนั้นห่างจากชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเครื่องบินพม่า ยังบินผ่านเข้าไปในตัวเมือง อ.พบพระ อีกด้วย โดยระหว่างที่เครื่องบินหญิงโจมตีนั้นตนเองอยู่ในสวนปาล์มได้ยินเสียงดังสนั่นชัดเจนมาก
นายสายัณห์กล่าวว่าเครื่องบินวนมาทั้งหมดมา 3 เที่ยวๆ ที่ 3 ขากลับก็เกิดเหตุ ในขณะที่ตนกำลังล้อมคอกแพะอยู่ ไม่เคยคิดว่าจะโดนแบบนี้ รถเป็นรูเสียหายและกระจกรถร้าว นอกจากนี้ยังมีหลุมระเบิดอยู่บนพื้นดินใกล้ๆ รถ ตอนเกิดเหตุเพิ่งทำงานเสร็จกำลังเดินมาที่รถ เครื่องบินรบบินต่ำมาก เห็นชัดเจน สีฟ้าๆ เขียวๆ บินผ่านเสียงสนั่น ยิงสาดเข้ามาเป็นเหตุให้รถเสียหาย
“ผมไม่ตกใจ แต่ไม่คิดว่าจะโดนรถตนเอง รถเสียหายหลายจุด ตอนนี้ได้แจ้งให้หลายหน่วยงานทราบ ปกติจะพาลูกมาด้วย ลูกสาวขอมา แต่ไม่ได้ให้มา วันนี้มาคนเดียว ปกติลูกก็จะรอยู่บนรถ และไม่เคยทีที่เครื่องบินจะล้ำน่านฟ้าไทย” ผู้เสียหายกล่าว และว่านับรอบกระสุนบนรถทั้งหมดได้ 24 จุด
นางจุฑานันท์ บุญพรวงค์ อายุ 61 ปี เจ้าของสวนปาล์ม กล่าวว่าอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านวาเล่ย์กว่า 30 ปีแล้ว ที่ผ่านมาเคยมีการสู้รบแบบนี้เช่นกันแต่สมัยนี้ใช้เครื่องบิน และวันเดียวกันนี้มีเครื่องบินเมียนมา บินผ่านมาในหมู่บ้านเลย ซึ่งหมู่บ้านอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร เครื่องบิน บินผ่านมาในหมู่บ้านมีเสียงดังน่ากลัวมาก ชาวบ้านแตกตื่นและตื่นตะหนกกับเหตุการณ์
นางอมรรัตน์ พรหมขัติแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวาเล่ย์ กล่าวว่า โรงเรียนได้สร้างหลุมหลบภัยอย่างแน่นหนาไว้ภายในบริเวณโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนและชาวบ้านในหมู่บ้านมาหลบภัย หากเกิดสถานการณ์การสู้รบในฝั่งพม่าซึ่งหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ก็จะมีชาวบ้านและนักเรียนมาอาศัยหลบภัยอยู่ด้วยกันซึ่งสร้างอย่างแน่นหนา
ทั้งนี้สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) และกองทัพพม่า ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน โดยกองกำลังร่วมของ KNU ซึ่งประกอบไปด้วยองค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO) และกองกำลังปลดปล่อยประชาชนกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army-KNLA) กองพล 6 รวมทั้งกองกำลังพันธมิตรได้พยายามบุกยึดฐานที่มั่นทางทหารใกล้หมู่บ้านอูแกร้ท่า ของกองทัพพม่า เนื่องจากฐานทหารพม่าแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญเชื่อมไปยังเมืองวาเลย์ ที่มักถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงโดยกองบัญชาการกองทัพพม่า รวมทั้งการเสริมกำลังเข้ามาในพื้นที่
การรบพุ่งกันในพื้นที่บ้านอูแกร้ท่าครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงกว่า 300 คนต้องหนีภัยข้ามมายังฝั่งไทยที่บริเวณบ้านวัลเลย์ใต้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ทหารและตำรวจได้ตั้งจุดสกัดจำนวนมากและห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปยังพื้นที่บริเวณดังกล่าว
อนึ่ง เมื่อเดือนเมษายน 2564 ทหารพม่าได้ใช้เครื่องบินรบทิ้งระเบิดทหาร KNU ริมแม่น้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อปกป้องฐานทหารดากวินของกองทัพพม่า และได้มีการล่วงล้ำชายแดนไทยโดยชาวบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง ได้ถ่ายภาพเครื่องบนรบไว้ได้ อย่างไรก็ตามทางการไทยได้ปฎิเสธข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
(ย้อนดูข่าวเครื่องบินรบพม่าประชิดชายแดนไทย https://transbordernews.in.th/home/?p=27316 , https://transbordernews.in.th/home/?p=29742 )
ด้านกองทัพอากาศได้ออกเอกสารข่าวระบุว่า พลอากาศตรีประภาส สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศเปิดเผยว่า เมื่อเวลา 11.16 น.หน่วยงานของกองทัพอากาศได้รายงานตรวจพบอากาศยานไม่ทราบฝ่ายบินล้ำแดนอำเภอพบพระ โจมตีกองกำลังชนกลุ่มน้อยบริเวณชายแดนและล้ำแดนเข้ามาประเทศไทย ก่อนเป้าหมายจะจางหายไปจากระบบเรดาร์เฝ้าตรวจการ นอกจากนี้ยังตรวจพบเฮลิคอปเตอร์ปฎิบัติดภารกิจอยู่ห่างจากแนวชายแดนบริเวณดังกล่าวระยะทาง 5 ไมล์ทะเลแต่มิได้ล้ำแดนมายังพื้นที่ประเทศไทย กองทัพอากาศจึงมีคำสั่งให้เครื่องบินขับไล่แบบที่ 19 หรือ F-16 จำนวน 2 เครื่องขึ้นบินลาดตระเวนรบทางอากาศทันทีบริเวณชายแดนอำเภอพบพระ และได้สั่งการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ ย่างกุ้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพม่าเพื่อแจ้งเตือนและหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต
“กองทัพอากาศจะติดตามความเคลื่อนไหวต่อไปอย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวังเหตุการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงพื้นที่ตามเขตแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมงขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่ากองทัพอากาศจะมุ่งมั่นปฎิบัติภารกิจการป้องภัยทางอากาศอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนไทยเป็นสำคัญ”เอกสารข่าวระบุ
ทางด้านเว็บไซต์สื่อของกองทัพพม่า The Global New Light of Myanmar ได้เผยแพร่ข่าวว่า พลโท อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เยือนกรุงเนปิดอว์ เมื่อบ่ายวันที่ 29 มิถุนายน 2565 โดยนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา ครั้งที่ 34 ซึ่งจัดโดยพม่าซึ่งมีพลเอก ออง หล่าย ประธานสภา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (กองทัพบก) รองเลขาธิการ โซ วิน นายทหารอาวุโสของกองทัพพม่า และนาย ชิต ชเว เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ทูตทหารไทยประจำเมียนมา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพบก
ในการประชุม ได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างกองทัพสองประเทศ เสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน เพิ่มความร่วมมือในภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งหลักนิติธรรมและการควบคุมยาเสพติด พัฒนาการทางการเมืองของเมียนมา ความพยายามของกองกำลังความมั่นคงในการกำจัดเหตุการณ์ก่อการร้าย มาตรการเพื่อความสำเร็จในการดำเนินการตามสันติภาพและการพัฒนา การต่อต้านการก่อการร้ายในพื้นที่ชายแดน การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการแข่งขันกีฬาระหว่างกองกำลังสองประเทศ การแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยียนของมิตรภาพและความพยายามของพม่าในการเจรจาสันติภาพกับองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ด้วยความตั้งใจที่จะบรรลุสันติภาพทั่วประเทศ และมาตรการอื่นๆ
——————

