Search

เมื่อท้องนาในพม่า กลายเป็นสนามรบ

เรื่องโดย Aung Naing
แปลและเรียบเรียงโดย หมอกเต่หว่า

ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่า เกษตรกรในพม่า โดยเฉพาะในเขตสะกายกำลังเผชิญกับภัยคุกคามหลายรูปแบบจากการโจมตีของทหารพม่า ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น และเผชิญกับต้นทุนการทางการเกษตรที่สูงขึ้น เหล่านี้กำลังส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงด้านอาหารในประเทศ

ชาวบ้านกล่าวว่า การโจมตีทางทหารเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี ได้เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมที่ครั้งหนึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาคสะกายให้กลายเป็นพื้นที่รกร้าง

พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศพม่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตสะกาย ถือเป็นแนวหน้าของประเทศในการต่อต้านเผด็จการทหารพม่า ซึ่งเกิดขึ้นหลังรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ในภูมิภาคนี้ มีภาพปรากฏให้เห็นการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกองทัพและกองกำลังต่อต้าน รวมถึงการจู่โจมตีตามหมู่บ้านที่กระทำโดยทหารของรัฐบาลเผด็จการและกองกำลังติดอาวุธ “ผิ่ว ซอ ตี”ที่เป็นพันธมิตรของกองทัพพม่า

ตัวอย่างชุมชน ทะเย็ทโก่ง ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ราว  200 ครัวเรือน ในเมืองขิ่นอู ได้ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2565 ทหารพม่าได้เผาบ้านเรือนมากกว่า 70 หลัง และทำให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนนี้ต้องพลัดถิ่น

ซอ มี้น ลวิน ก็เหมือนกับชาวบ้านส่วนใหญ่ในชุมชน ทะเย็ทโก่ง ที่ทำมาหากินในฐานะชาวนา เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ทิ้งพืชผลบนที่ดินหลายร้อยเอเคอร์ไว้เบื้องหลัง

เขาบอกกับสำนักข่าว Myanmar Now ว่า ตอนนี้เขาสูญเสียยุ้งฉางข้าวและเมล็ดพืชของครอบครัวไป และถั่วเขียวที่ปลูกไว้บนที่ดินมากกว่า 5.06 ไร่  รวมถึงบ้านอิฐหลังใหม่ของเขา ซึ่งใช้เวลามากกว่า 3 ปีกว่าที่จะเก็บหอมรอมริบสร้างบ้านหลังนี้ได้ บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ได้เพียง 2 สัปดาห์ก่อนที่จะถูกโจมตี

“ผมไม่มีอะไรเหลือแล้ว มันเศร้ามาก มันทำให้ผมร้องไห้ พืชผลแห้งเหือด และหมู่บ้านกลายเป็นที่ดินว่างเปล่า” เขากล่าว

ชุมชนในเขตสะกายได้รับผลกระทบอย่างหนัก ในขณะที่กองทัพพม่ายังคงโจมตีหมู่บ้านต่างๆ เพื่อพยายามสกัดชาวบ้านสนับสนุนฝ่ายต่อต้านที่ลุกขึ้นมาจับอาวุธสู้กับกองทัพพม่า ตามรายงานของกลุ่ม Data for Myanmar เผยว่า นับตั้งแต่รัฐประหาร มีบ้านเรือนทั้งหมด 20,000 หลังทั่วประเทศถูกกองทัพพม่าเผาทำลาย ในจำนวนนี้ 14,000 หลังอยู่ในเขตสะกาย

ชุมชนที่ถูกโจมตีเหล่านี้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบท ซึ่งการทำเกษตรกรรมเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิต รองจากเขตอิระวดีและเขตพะโค เขตสะกายนั้นเป็นพื้นที่ปลูกข้าวรายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศพม่า และยังเป็นพื้นที่ผลิตถั่ว ถั่วลิสง และงารายใหญ่อีกด้วย

เช่นเดียวกับหมู่บ้านตันทอว์ ในเขตเมืองกันบะลู เขตสะกาย ถูกบุกตรวจค้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพียง3 วันก่อนบุกค้นชุมชน ทะเย็ทโก่ง บ้านเรือนสูญหายไปจากการลอบวางเพลิงประมาณ 30 หลังคาเรือน ชาวนาคนหนึ่งที่หลบหนีการโจมตี และทิ้งที่ที่ดินเพาะปลูกของเขาจำนวนมากกว่า 50 ไร่ไว้เบื้องหลัง ให้สัมภาษณ์กMyanmar Now ว่า เขาไม่กล้ากลับไปยังหมู่บ้านของตัวเอง เพราะมีทุ่นระเบิดของทหารพม่า และเป็นไปได้ว่า ทหารพม่าจะกลับมาโจมตีอีกครั้ง

ยุ้งข้าวของชาวบ้านในรัฐคะเรนนีถูกทหารพม่าเผาทำลายเมื่อเดือนเมษายนที่่ผานมา ภาพจาก KNDF

“ก่อนรัฐประหาร ประมาณช่วงเวลานี้ของปี เราคงจะปลูกถั่วเขียวไปแล้ว ทุ่งนาจะถูกไถและเมล็ดพืชก็จะแตกหน่อ แต่ตอนนี้ที่ดินยังไม่มีการเพาะปลูกใดๆ” เขาอธิบาย

ด้านร้อยโท ด่องมิน วัย 38 ปี โฆษกของกองกำลังปฏิวัติชาวนา ( Farmers Revolution Force) ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังเคลื่อนไหวแบบกองโจร ในเมืองเชาว์อู เปิดเผยว่า ในตอนนี้ พื้นที่เพาะปลูกกลายเป็นสนามรบไปแล้ว พื้นที่เพาะปลูกที่เขาเคยดูแลไม่เหมาะที่จะเพาะปลูกอีกต่อไป ตัวเขาเองเป็นคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันจะใช้ชีวิตและทำงานในผืนดินของตัวเอง แต่เขาเข้าร่วมกับกองทัพต่อต้าน หลังรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว เพราะตัวเขาไม่อาจที่จะอยู่ภายใต้กองทัพพม่าอีกต่อไป 

“จิตใจของผมอยู่ที่การปฏิวัติ 100 เปอร์เซ็นต์ พวกเราเกือบจะตายก่อนที่จะเข้าร่วมกับกองกำลังฝ่ายต่อต้านเสียด้วยซ้ำ พวกเราไม่อาจจะตายโดยสูญเปล่า ดังนั้นพวกเราจึงร่วมกับกองกำลังปฏิวัติ ถ้าหากว่าเราต้องตาย อย่างน้อยเราก็ได้ทำประโยชน์ที่จะส่งไปในทางที่ดี” ร้อยโท ด่องมิน กล่าว

ร้อยโทด่องมิน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นักรบกองโจรอย่างพวกเขาไม่สามารถที่จะเพาะปลูกด้วยตัวเองได้ จึงต้องอาศัยข้าวจากชาวบ้าน จากชุมชนที่ยังไม่ได้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในจากการโจมตีของกองทัพพม่า อย่างไรก็ตาม เขาได้รับรู้ว่า ชาวบ้านกำลังขาดแคลนอาหาร

“พวกเขาช่วยเหลือชาวบ้านที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ดังนั้นพวกเขาจึงมีผลผลิตไม่เพียงพอที่จะขาย พวกเขาให้ครึ่งหนึ่งที่พวกเขามีอยู่ทั้งหมดแก่คนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด” ร้อยโท ด่องมิน

ทางด้านหญิงรายหนึ่งวัย 25 ปี กล่าวว่า คนในชุมชนของเธอ ซึ่งก็คือ ชุมชน หยั่ว ติ้ต จี ซึ่งอยู่ระหว่างชายแดนเขตสะกายและมัณฑะเลย์ ไม่กล้าออกจากบ้านเพื่อไปเพราะปลูกหรือต้อนสัตว์เลี้ยง เนื่องจากกลัวถูกทหารพม่าโจมตีและกลัวถูกยิงเสียชีวิต และราคาเชื้อเพลงที่สูงขึ้นผลักดันให้ต้นทุนการเพาะปลูกขยับสูงขึ้นตามไปด้วย และสิ่งเหล่านี้ ไม่เอื้ออำนวยให้กับคนส่วนใหญ่ในชุมชนของเธอ

“เราประสบปัญหาใหญ่ บางครอบครัวในหมู่บ้านของเรากำลังอดอยาก” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าบางครอบครัวในชุมชน หยั่ว ติ้ต จี หันไปขออาหารจากวัดในพื้นที่ ขณะที่การขายที่ดินก็ไม่ใช่ทางออก เนื่องจากราคาที่ดินตกต่ำ

การทำลายบ้านเรือนและการบังคับให้ละทิ้งพื้นที่เพาะปลูกนั้นมาพร้อมกับความไม่มั่นคงทางอาหารที่เกิดขึ้นทั่วประเทศพม่า

ธนาคารโลกระบุในรายงานเศรษฐกิจล่าสุดเกี่ยวกับพม่าว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าว 16 ล้านเอเคอร์ทั่วประเทศในปีงบประมาณที่แล้ว ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันก่อนรัฐประหาร และยังเตือนว่า มากกว่า 1ใน 5 ของประชากร 54 ล้านคนของประเทศกำลังเผชิญกับภัยคุกคามต่อการเข้าถึงอาหารอันเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นและการผลิตทางการเกษตรที่ลดลง

ด้านเจ้าหน้าที่จากสหพันธ์ข้าวพม่าอ้างว่า แหล่งอาหารของพม่ายังคงเพียงพอ แม้ว่าจะมีการเก็บเกี่ยวพืชผลน้อยลง เนื่องจากความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า แม้จะมีอาหารเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ แต่ราคาอาหารก็เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น เช่นราคาปุ๋ยที่เพิ่มเป็นสองเท่าในปี 2564 เช่นเดียวกับยาฆ่าแมลงและราคาเช่าอุปกรณ์การเกษตร แต่แม้จะเผชิญความท้าทายในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร แต่เจ้าหน้าที่จากสหพันธ์ข้าวพม่าอ้างว่า พม่ายังคงส่งออกข้าว 2 ล้านตันต่อปีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 700 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ชาวนาตั้งข้อสังเกตว่านอกจากต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตรที่สูงขึ้นแล้ว ราคาเมล็ดข้าวก็เพิ่มขึ้นเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ โดยชาวนาอธิบายว่า พวกเขาพยายามลดต้นทุนการเพาะปลูกด้วยการลดปริมาณปุ๋ยที่ใช้และใช้วิธีหว่านเมล็ดโดยตรง แต่ก็ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง

ขณะที่ชาวนาในเขตอิระวดีคาดการณ์ว่า หากการเพาะปลูกในพื้นที่ของเขาและบริเวณโดยรอบเขตอิระวดีต้องหยุดชะงักเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารเหมือนที่เกิดขึ้นอย่างในเขตสะกาย จะทำให้ประเทศเกิดวิกฤตมากขึ้นในเรื่องการเข้าถึงและการจัดหาอาหารอย่างแน่นอน

ด้านชาวนาในเมืองเลกู่ เขตย่างกุ้ง กล่าวถึงอนาคตของตัวเองภายใต้รัฐบาลเผด็จการว่ายังมืดมนและต้องเอาชีวิตรอดไปวันๆเท่านั้น

“ถ้าเราเป็นแบบนี้ต่อไป เราทำได้แค่หวังว่าจะอิ่มท้องและไม่ต้องเป็นหนี้ ผมเคยมีความหวังที่จะซื้อทองคำ รถแทรกเตอร์ และสร้างบ้านใหม่ รวมถึงการบริจาคหลังจากเก็บเกี่ยวพืชผล แต่ตอนนี้ความหวังทั้งหมดได้จางหายไปแล้ว” เขากล่าว

ที่มา https://www.myanmar-now.org/en/news/when-paddies-become-battlefields