Search

MRC ระบุชัด 2 เขื่อนน้ำโขงตอนล่างส่งผลกระทบต่อการไหลของน้ำ-ประมง-ตะกอน นักสิ่งแวดล้อมจี้ถามหาบทบาท-สะท้อนข้อมูลแท้จริงเพื่อแก้ไขระดับนโยบาย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้เผยแพร่เอกสารข่าวเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ในหัวข้อเรื่องรายงานการติดตามเบื้องต้นผลกระทบจากเขื่อนแม่น้ำโขง 2 แห่ง คือเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮง (Joint Environmental Monitoring Programme at Two Mekong Mainstream Dams: The Don Sahong and Xayaburi Hydropower Projects) โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่าเขื่อนทั้ง 2 แห่งที่ก่อสร้างบนแม่น้ำโขงได้ส่งผลกระทบต่อการไหลของน้ำ ตะกอน และการประมง ที่สามารถวัดผลได้ แต่เป็นผลระดับปานกลาง

MRC ระบุว่าเป็นข้อมูลจากการติดตามตรวจสอบในระยะเวลาประมาณ 1 ปีซึ่งยังเร็วเกินไปในกระบวนการหาข้อสรุปโดยคณะศึกษาจากหลายประเทศ ภายใต้โครงการร่วมติดตามตรวจสอบสิ่งแวดล้อม (MRC-Joint Environmental Monitoring (JEM)) ซึ่งศึกษาประเด็นสำคัญของสุขภาพแม่น้ำโขง คือการไหลของน้ำ ตะกอน คุณภาพน้ำ ระบบนิเวศพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ และการประมง

MRC ระบุว่าในบรรดาการค้นพบที่สำคัญ ทีมตรวจสอบพบว่ารูปแบบการไหลของแม่น้ำโขงโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลง  สุขภาพทางนิเวศวิทยาของแม่น้ำโขง เหนือเขื่อนทั้ง 2 พบว่าอยู่ในเกณฑ์ “ดี” และ “ปานกลาง” ในพื้นที่กักเก็บน้ำของเขื่อน และท้ายน้ำจากเขื่อน ส่วนคุณภาพน้ำยังคง “อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์” นอกจากนี้ ในพื้นที่กักเก็บน้ำของเขื่อนก็ไม่พบหลักฐานการแบ่งชั้นของน้ำ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพน้ำและการประมง เมื่อน้ำไหลผ่านเขื่อน “ก็พบหลักฐานเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำที่ท้ายน้ำ”

ขณะที่ผลการติดตามตรวจพบความผันผวนของระดับน้ำโขงรายวันเป็นบางครั้ง ที่ท้ายน้ำของเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งอาจกระทบต่อระบบนิเวศ และพบรูปแบบที่เริ่มในปี 2561 คือความเข้มข้นและปริมาณตะกอนในแม่น้ำลดลง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการพัดพาสารอาหารตามธรรมชาติ และช่วยพยุงตลิ่งสองฝั่งแม่น้ำโขงไว้ แต่การลดลงของตะกอนดังกล่าว อาจเกิดจากการดักตะกอนในเขื่อนทั้งบนลำน้ำสาขาและบนแม่น้ำโขง 

“คณะศึกษาพบความเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายของพันธุ์ปลาบริเวณเหนือเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งคงเดิมระหว่างปี 2560-2562 แล้วกลับลดลงในปี 2563 ในขณะที่บริเวณท้ายน้ำของอ่างเก็บน้ำยังมีความหลากหลายของพันธุ์ปลาในปริมาณสูง ปริมาณปลาที่จับได้มีมูลค่าสูงในปี 2560 แล้วลดลงในปี 2561-2562 และสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2563”MRC ระบุ

ดร.อานุลัก กิตติคุน เจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานเลขาธิการแม่น้ำโขง กล่าวว่าเราต้องเข้าใจความท้าทายที่กำลังประสบอยู่ และระบุวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการวัดผล รายงานนี้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับผลกระทบของเขื่อนไฟฟ้า แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่าผลกระทบทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขื่อน ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาต่างๆ

ด้านนางสาวเพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ (ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) องค์กรแม่น้ำนานาชาติ กล่าวว่ารายงานฉบับนี้ของ MRC มีเนื้อหากว่า 700 หน้า จัดทำโดยที่มีข้อสรุปที่น่าสะเทือนใจสำหรับประชาชนที่พึ่งพาทรัพยากรแม่น้ำโขง คือสรุปว่าแม้จะมีเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างแล้วถึง 2 เขื่อน แต่นิเวศแม่น้ำโขงยังอยู่ในภาวะ “ดี” หรือ “ปานกลาง” ทั้งๆ ที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงต่างประจักษ์กันแล้วว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงต่อแม่น้ำโขง โดยเฉพาะเมื่อมีการก่อสร้างและใช้งานเขื่อนไซยะบุรี ที่ห่างจากพรมแดนไทยที่ภาคอีสานเพียงราว 200 กิโลเมตร เหตุการณ์ระดับแม่น้ำโขงผันผวนที่ส่งผลต่อแหล่งน้ำประปา กระชังเลี้ยงปลา เกษตรริมโขง ร้านค้าริมโขงและธุรกิจท่องเที่ยว การประมง ผลกระทบเหล่านี้ได้มีการรวบรวมและศึกษาอย่างเป็นระบบโดย MRC ด้วยหรือไม่

“ทำอย่างไรให้กลไกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง สะท้อนข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจของประเทศสมาชิก มากกว่าเป็นเพียงการจัดทำรายงานเพื่อส่งแหล่งทุน หรือสร้างใบผ่านให้แก่โครงการเขื่อนใหม่ๆ ที่มีการผลักดันอยู่ในขณะนี้ ในขณะที่ผู้สร้างปัญหาแทบไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ” ผู้แทนองค์กรแม่น้ำนานาชาติกล่าว

อนึ่ง ในวันที่ 25 สิงหาคม 2565 คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้กำหนดการประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่อง “ผลกระทบจากสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) ในโครงการเขื่อนแม่น้ำโขง ซึ่งขณะนี้มีการเห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สำหรับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กับโครงการเขื่อนปากแบง และอีก 2 โครงการที่มีการผลักดันคือ โครงการเขื่อนหลวงพระบาง และปากลาย