โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวายคืบไม่ถึง10% วิกฤตที่ดินซ้ำ-นายทุนกว่านซื้อททำสวนยาง-ปาล์ม ชาวบ้านไม่ไว้ใจรัฐหวั่นเอื้อแต่ธุรกิจเอกชน

dawei

 

นายตาน ซิน ( Than Sin) สมาชิกสมาคมพัฒนาทวาย ( Dawei Development Association) เมืองทวาย ประเทศพม่า เปิดเผยในระหว่างการพบปะกับสื่อมวลชนไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 ว่า ขณะนี้โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวาย ดำเนินไปไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด เนื่องจากถูกแรงต่อต้านจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและนักอนุรักษ์จาก 2 ประเทศอย่างต่อเนื่องทำให้โครงการหยุดชะงัก โดยเฉพาะในส่วนท่าเรือน้ำลึกนั้น บริษัทอิตาเลียนไทย ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ต่อ นอกจากการสร้างหมู่บ้านไว้รองรับการย้ายครัวเรือนกว่า 32,000 ครัวเรือนและการสร้างอาคารสำนักงานเท่านั้น

 

นายตาน ซิน กล่าวว่าชณะนี้ชาวบ้านรู้สึกกังวลใจ เนื่องจากบริษัทยังดำเนินการได้ คือ การสร้างถนนเชื่อมต่อถึงประเทศไทยสู่บริเวณท่ารเรือน้ำลึกประมาณ 132 กิโลเมตร และโครงการท่าเรือเล็กบริเวณหาดมองมะกัน เพื่ออำนวยความะดวกด้านการก่อสร้าง ขณะที่โครงการย่อยอื่นๆ เช่น การทำเหมืองถ่านหินเพื่อส่งขายไทยทางชายแดนกาญจนบุรี ที่ดำเนินการโดยบริษัท East star ของไทย อันเป็นบริษัทลูกของบริษัท Energy Star ซึ่งขณะนี้ได้รับสัมปทานแล้ว 60 เอเคอร์ ก็กำลังเป็นปัญหาที่ชาวบ้านในทวายกำลังกังวลอย่างมาก เกรงว่าสารพิษจากเหมืองจะเป็นอันตรายต่อแม่น้ำและชุมชนโดยรอบ ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ตอนนี้หากเส้นทางการเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีนและไทย ดำเนินโครงการใหญ่ได้หลายโครงการ

 

ด้านนาย ด้านนาย อู จอ ติท (U kyaw Thet) ตัวแทนกลุ่มนักศึกษาปี 88 (อดีตนักศึกษาที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของพม่าตั้งแต่ปี 1988) กล่าวว่า การสร้างเส้นทางถนนเชื่อมต่อชายแดนไทย-พม่า นั้นพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นและซับซ้อนอีกกรณีคือ ความขัดแย้งเกี่ยวกับที่ดินในเมืองทวาย โดยขณะนี้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินในเขตชนบทเป็นประเด็นที่ไม่สามารถจัดการได้ตั้งแต่สมัยที่สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง ( Karen National Union : KNU) กับรัฐบาลพม่าสู้รบกัน แต่จากการติดตามสถานการณ์เป็นเวลากว่า 5 ปี พบว่าปัญหารุนแรงขึ้นเมื่อโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเกิดขึ้น โดยมีปัญหาใหญ่ 2 กลุ่มหลักได้แก่ 1 ปัญหาขัดแย้งระหว่างชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินใหม่ และเจ้าของที่ดินเก่าหลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างเคเอ็นยูและรัฐบาลพม่ายุติลง 2 ปัญหาขัดแย้งระหว่างนายทุนสวนปาล์ม-นายทุนสวนยางพาราของพม่า กับชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งปลูกหมากเป็นอาชีพหลัก

 

IMG_1902

นายอู จอ ติท กล่าวว่าที่ดินในเขตตะนาวศรีส่วนมากเป็นที่ดินทับซ้อน โดยเคเอ็นยูกับรัฐบาลพม่าจะออกกฎหมายเรื่องที่ดินต่างกัน ซึ่งหลังจากการเจรจาหยุดยิงแล้วเสร็จหลายเวที รัฐบาลพม่าก็พยายามขายที่ดินให้นายทุนใช้ปลูกยางพารา จากข้อมูลพบว่าการสัมปทานที่ดินให้นายทุนมีจำนวนกว้างถึง 100,000 –150,000 เอเคอร์ และต่อมาเมื่อมีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเกิดขึ้น ปรากฎว่าที่ดินราคาสูงขึ้น 8-10 เท่า ทำให้บริษัทขนาดใหญ่เร่งทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับรัฐบาลพม่า เพื่อปลูกยางพาราและปลูกปาล์ม โดยไม่ผ่านความเห็นของเคเอ็นยู ซึ่งมีกฎหมายที่ดินในพื้นที่ปกครองที่แตกต่างกัน ทำให้ปัญหาความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ส่วนชาวบ้านก็ไม่มีโอกาสต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินของตนเอง จึงทำให้ขณะนี้ทุนใหญ่ครอบงำพื้นที่ในเมืองทวายอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้สิ่งที่ชาวบ้านยังตั้งคำถามคือ ไม่แน่ใจว่านายทุนที่ปลูกยางพารานั้นมีความสัมพันธ์กับคนไทยหรือไม่ เพราะส่วนมากเป็นคนร่ำรายจากการทำประมงในประเทศไทยแล้วเก็บเงินมาลงทุนใน พม่าหลังเปิดประเทศ

 

สมาชิกกลุ่ม 88 ฯ กล่าวว่า สำหรับความขัดแย้งเรื่องที่ดินของชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของเดิมและนายทุนเจ้าของใหม่ใน พื้นที่ทวายนั้น คือ การครอบครองที่ดินของชาวทวายโดยส่วนมากไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ถาวร แต่ภายหลังการเปิดประเทศ รัฐบาลพม่าได้กำหนดไว้ว่าให้ชาวพม่าที่ต้องการที่ดินเพื่อการสร้างที่อยู่อาศัยทำคำร้องขอที่ดินในการครอบครอง โดยระบุว่า กรณีชาวบ้านออกนอกประเทศ เช่น หนีสงครามสู้รบไปหลบที่ประเทศไทยนานเกิน 3 ปี ที่ดินจะตกเป็นของรัฐบาลทันที และการทำรังวัดก็จะเป็นไปโดยไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ใดๆ ซึ่งที่ดินจำนวนมากที่ยึดไปรัฐบาลให้สัมปทานกับนายทุนเป็นส่วนมาก แต่หลังจากเปิดประเทศ คณะกรรมการจัดการที่ดิน กรมที่ดินได้ระบุเงื่อนไขว่า ใครต้องการที่ดินสำหรับทำกินให้ยื่นคำขอ โดยแบ่งเป็นที่ดินในปกครองของกรมที่ดิน และที่ในปกครองของกรมป่าไม้ ซึ่งส่วนมากเป็นที่ดินสำหรับทำการเกษตรเพื่อประโยชน์แต่ละครัวเรือน แต่สิ่งที่รัฐบาลกระทำต่อประชาชนคือ การขายสู่ทุนใหญ่และก่อเกิดกระบวนการซื้อขายที่ดินเพื่อเก็งกำไรเช่น ปลูกพืชเศรษฐกิจ

 

“ขณะนี้ไม่ใช่แค่ปัญหานายทุนยางพารา และสวนปาล์มเท่านั้นที่สร้างความขัดแย้ง เพราะหลังจากโครงการทวายเข้ามา ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่อ้างว่าครอบครองที่ดินเก่าที่นานกว่า 30 ปี ได้ตัดสินใจขายที่ดินบริเวณหน้าบ้านเพื่อสร้างถนนสาธารณะและบางคนที่อยู่ตรงจุดสร้างถนนเชื่อมโยงชายแดนไทย-พม่า ก็ตัดสินใจขายสู่บริษัท เพื่อหวังจะได้รับค่าชดเชย แต่จากการตรวจสอบปรากฎว่าที่ดินซึ่งถูกประเมินราคาขายไปนั้น มีเจ้าของมากกว่า 1 คน โดยต่างคนต่างก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ชัดเจน โดยต่างคนต่างใช้หลักต่อสู้โดยอ้างบรรพบุรุษเก่าแก่” สมาชิกกลุ่ม 88 ฯ กล่าว

 

นายอู จอติทกล่าวว่าที่เป็นปัญหาอีกระดับ คือ ที่ดินในการสร้างถนนเชื่อมต่อไทย –พม่า นั้น ส่วนมากเป็นที่ดินทับซ้อน ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นที่ดินของเคเอ็นยู หรือ ที่ดินรัฐบาลพม่าที่ยึดไป โดยทั้งสองฝ่ายมีกฎหมายที่ดินเป็นของตัวเอง ปัญหาที่หนักที่สุด คือ กองทัพเคเอ็นยูมีแผนที่ครอบครองที่ดินต่างจากแผนที่ของรัฐบาลพม่า โดยกฎของเคเอ็นยู หลังสงครามคือ การแบ่งที่ดินทำกิน สร้างที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนตามจำนวนบุคคลในครัวเรือน และไม่อนุญาตให้ซื้อขายเพื่อธุรกิจและเก็งกำไร ส่วนรัฐบาลพม่านั้นมีกฎหมายไว้แต่ไม่เคยมองเห็นประโยชน์ของประชาชน คือ มีกฎหมายทีดินชัดเจนแต่ส่วนมากเปิดโอกาสให้ทุนทั้งในพม่าและต่างชาติเข้ามาซื้อขายได้ตามศักยภาพเงินทุน แต่ไม่ยอมเผยแพร่ขั้นตอนการขอที่ดินอย่างถูกกฎหมายให้แก่ประชาชนในปกครอง ทำให้ชาวทวายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐบาลในด้านการบริหารทรัพยากรที่ดิน ภายหลังเปิดประเทศ ทางภาคประชาชนจึงจำเป็นต้องเร่งรวบรวมข้อมูลและทวงสิทธิอันชอบธรรมกลับสู่ ชาวบ้านที่ทวาย เพราะเกรงว่า เขตตะนาวศรีทั้งเขตจะกลายเป็นแหล่งยางพาราและปาล์ม ทำให้ชาวบ้านขาดอาชีพและการงานที่มั่นคง

 

อนึ่งโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายประกอบด้วยโครงการย่อย 4 โครงการ ได้แก่ 1) ท่าเรือน้ำลึก 2) นิคมอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ โรงเหล็ก โรงปุ๋ยโรงไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่นๆ 3) เส้นทางการคมนาคมได้แก่ ถนน ทางรถไฟ และท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เชื่อมระหว่างเมืองทวาย สหภาพพม่า กับประเทศไทยที่บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี และ4) ที่พักอาศัย ศูนย์การค้า ศูนย์การท่องเที่ยว รีสอร์ท และศูนย์พักผ่อนบริษัทฯ

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.