ไปรัฐมอญ ฟังเขารับมือภัยเขื่อน

 

mon1

 

ตะโกะคมาย เกาะใหญ่ของเมืองเมาะลำไย (มะละแหม่ง) ตั้งอยู่ปากแม่น้ำสาละวินก่อนไหลลงสู่ทะเลอันดามัน มี 80 หมู่บ้าน ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ทำประมง สวนยาง ปลูกผัก หัตถกรรม และทำกระดานชนวน

 

ตามผลการศึกษาขององค์กรเยาวชนก้าวหน้ามอญ บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนต่างๆ กั้นแม่น้ำสาละวิน โดยเฉพาะจากเขื่อน “ฮัตจี” ตัวล่างสุดบริเวณเมืองพะอัน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง

 

“นาย ออง” ส.ส.รัฐมอญ ประจำเมืองเมาะลำไย และ “ออต เจ” พระหนุ่มนักพัฒนาแห่งเกาะตะโกะคมาย ร่วมกันนำทีมสื่อมวลชนลงเก็บข้อมูล พูดคุยกับตัวแทนชุมชนกสิกรรม และชุมชนชาวประมง เกี่ยวกับโครงการสร้างเขื่อนฮัตจี และผลกระทบ

 

อย่างไรก็ดี รัฐบาลและทางการรัฐมอญไม่เคยประกาศเรื่องนี้ให้ชาวบ้านบนเกาะทราบเลยแม้แต่น้อย มีราว 5% ซึ่งผ่านการอบรมจากภาคประชาสังคมมอญเท่านั้นที่รับรู้

พระหนุ่มอดีตนักโทษการเมืองบอกว่า ชุมชนริมแม่น้ำ และชุมชนท้ายเขื่อนจะได้รับผลกระทบหนักแน่นอน ถ้าร่วมกับชาวบ้านค้านไม่ไหว และรัฐบาลยืนยันสร้างต่อไป จะนำชาวบ้านทุกชาติพันธุ์รวมตัวกันส่งเสียงไปถึงนานาชาติ เช่นเดียวกับชาวอิระวดีเคยรวมเป็นหนึ่งเดียวจนกดดันให้รัฐบาลชะลอโครงการสร้างเขื่อนมิตโสน

 

“อยากให้ถามว่าชาวบ้านต้องการเขื่อนใหญ่มั้ย รัฐบาลตอบได้มั้ยว่า ผลิตไฟฟ้าเพื่อใคร ขายต่างชาติ หรือเพื่อชาวบ้าน”

mon2

ที่หมู่บ้านชาวประมงตอนเหนือเกาะ ชุมชนนี้มี 526 หลังคาเรือน อพยพจากย่างกุ้งมาอยู่ที่นี่เมื่อ 25 ปีก่อน แต่ละวันหาปลาได้มากสุดราว 30 กิโลกรัม/ครัว มีรายได้ 5,000-10,000 จ๊าด/วัน (100-300 บาท) ฤดูหนาวจับได้เยอะ แต่บางวันบางฤดูก็จับไม่ได้เลย ยามว่างจากจับปลา พวกเขาเป็นลูกจ้างทำนา รับจ้างทั่วไป

“จอ โซโม” ผู้ใหญ่บ้าน และลูกบ้านหลายสิบคนสละเวลาว่างมานั่งล้อมวงพูดคุยกับทีมงาน ตัวโซโมเคยได้ยินเรื่องเขื่อนฮัตจีมาหนึ่งปีแล้ว แต่ลูกบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้อะไรเลย เพราะทางการไม่แจ้ง

“เราไม่รู้ผลกระทบ ไม่สนใจ อยู่ๆกันไป หาปลากันไป ถ้าได้น้อย หรือไม่ได้เลย ก็อดข้าวเท่านั้นเอง”ลูกบ้านคนหนึ่งตอบแบบขำขื่น ตามมาด้วยเสียงหัวเราะครืนใหญ่ของผู้ร่วมวง

โซโมเสริมว่า พวกเขาฝากชีวิตไว้กับการประมง ถ้าเกิดผลกระทบจากเขื่อนขึ้นในรุ่นต่อไป ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร หมดหนทางเมื่อไหร่คงอพยพไปหากินที่อื่น ไปหางานในเมืองไทย

 

เราถามเขาว่า มีไฟฟ้าใช้ กับหาปลาได้เรื่อย จะเลือกอย่างไหน

โซโมตอบแบบไม่ต้องคิดว่า “ทำมาหากินทุกวัน ต้องกินทุกวัน ไฟฟ้ากินไม่ได้”

ก่อนจากกัน เขาฝากถึงบริษัทข้ามชาติว่า ไม่อยากให้สร้างเขื่อนถ้าทำขึ้นแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรกับพวกเขา มีแต่ผลกระทบ

 

กระนั้นก็เถอะ อย่าว่าแต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องเลย แม้แต่ตัวแทนรัฐมอญอย่าง “นาย ออง”ยังต้องติดตามเรื่องนี้จากอินเตอร์เน็ต เขายอมรับว่าตัวเองคงทำได้แค่บอกให้คนมอญรับรู้ ถ้ามีโอกาส จะหยิบยกเรื่องนี้ไปพูดคุยกันในสภาแห่งรัฐมอญ
mon3

“ส.ส.คนเดียวทำอะไรมากไม่ได้หรอก เอ็นจีโอ ชาวบ้านต้องร่วมกันลุกขึ้นทวงถามจากรัฐ ผมพร้อมสนับสนุน เราต้องเชิญคนที่รู้เรื่องนี้ดี เชิญนักข่าว เชิญสื่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คมาช่วย แล้วเอาผลการหารือเสนอไปตามลำดับ เช่นเดียวกับคนอิระวดีต้านเขื่อนมิตโสนสำเร็จ”

 

ไปเยือนเมืองหลวงรัฐมอญครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าได้เห็นขบวนการปกป้องรักษาสิทธิชุมชนเริ่มขับเคลื่อนแล้ว

ภาคภูมิ ป้องภัย
มติขน 1 กพ 57

 

————————————-
ล้อมกรอบ
————————————-

 

เขื่อนฮัตจี

 

รัฐบาลพม่ายุคเผด็จการทหารกำหนดแผนก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน 7 แห่ง เพื่อผลิตไฟฟ้าขายประเทศเพื่อนบ้าน และรองรับเขตเศรษฐกิจ ได้แก่ เขื่อนกุ๋นโหลง ,หนองป๋า ,ท่าซาง ,ยวาติ๊ด,เว่ยจี ,ดา-กวิน และฮัตจี

 

โครงการที่จะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนในรัฐกะเหรี่ยง และรัฐมอญมากที่สุดคือ เขื่อนฮัตจี (Hatgyi) ตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ห่างชายแดนไทยที่บ้านสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 47 กิโลเมตร ลงทุนโดยบริษัท กฟผ.อินเตอร์ กับบริษัท ไซโนไฮโดร จากจีน มีกำลังผลิต 1,360 เมกกะวัตต์ มูลค่า 30,000 ล้านบาท กำหนดเดินเครื่องปั่นไฟปี 2559

 

ประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการมาตลอด โดยเฉพาะหมู่บ้านฝั่งไทยริมแม่น้ำสาละวิน อ.แม่สะเรียง และ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เนื่องจากกังวลผลกระทบข้ามพรมแดนต่อระบบนิเวศ พันธุ์ปลา การประมง และอ่างเก็บน้ำของเขื่อนที่อาจท่วมพื้นที่ทำกินและอาศัย แต่รัฐบาลทั้งสองประเทศไม่ยอมศึกษาผลกระทบใดๆตามข้อเรียกร้อง

นับแต่มีแผนงานปี 2548 พื้นที่ก่อสร้างและบริเวณใกล้เคียงยังคงเป็นพื้นสู้รบต่อเนื่อง กระทั่งรัฐบาลยุคประชาธิปไตยเจรจาหยุดยิงชั่วคราวกับผู้นำกองกำลังสหภาพชนชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) จนกว่าจะมีการเจรจาสันติภาพเกิดขึ้น ส่วนเคเอ็นยูเรียกร้องให้ยุติโครงการในระหว่างนี้

 

ทว่า..ภายหลังข้อตกลงหยุดยิง กลับมีการส่งกำลังทหารพม่าจำนวนมากเข้าคุมบริเวณสร้างเขื่อนฮัตจี ตัดถนนเข้าพื้นที่ พร้อมส่งวิศวกรมาสำรวจ ทำให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้น และเกิดข้อสงสัยต่อความจริงใจในเรื่องการเจรจาสันติภาพ

พอ เส่ง ทวา นักสิ่งแวดล้อมกะเหรี่ยงเรียกร้องรัฐบาลพม่าแสดงความจริงใจที่จะยุติโครงการสร้างเขื่อนในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ จนกว่าจะมีสันติภาพและการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง เพื่อประกันสิทธิของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

(ข้อมูล เครือข่ายสาละวินวอชต์ 2556)

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.