
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ได้มีการประชุมผู้ที่เห็นด้วยกับโครงการวังหีบอันเนื่องจากพระราชดำริ โดยเชิญชาวบ้านที่เห็นด้วยกับโครงการสร้างเขื่อนวังหีบเข้าร่วม ซึ่งในที่ประชุมผู้แทนกรมชลประทานได้ชี้แจงถึงผลดีของโครงการ ขณะที่ชาวบ้านกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยต่างแสดงร่วมกันคัดค้าน
นายชาตรี ผาสุข ตัวแทนชาวบ้านวังหีบ กล่าวว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ตนพร้อมตัวแทนชาวบ้านได้เข้ายืนหนังสือต่อนายอำเภอทุ่งสง เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานสร้างการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ เนื่องจากทางอำเภอทุ่งส่งได้มีหนังสือเชิญประชุมเพื่อสร้างการรับรู้โครงการวังหีบ ลงวันที่ 31 มกราคม ให้กับผู้ที่เห็นด้วยกับโครงการ แต่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการฯ ไม่สามารถสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการพยายามเชิญผู้เห็นด้วยกับโครงการฯ เข้าร่วมประชุมและปิดกั้นไม่ให้ชาวบ้านวังหีบ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเลือกปฏิบัติแต่เฉพาะคนบางกลุ่มนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่
ทั้งนี้ชาวบ้านกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนวังหีบ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ชาวบ้านวังหีบ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงการจากโครงการเขื่อนวังหีบ ทั้งที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รวมถึงสายน้ำและธรรมชาติ วิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยกันมาตั้งแต่อดีตก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยหากมีการก่อสร้างเขื่อน ดังนั้นชาวบ้านวังหีบ ขอประกาศ ไม่ยอมรับคณะทำงานสร้างการ(ไม่)มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการวังหีบฯ การพยายามเดินหน้าผลักดันโครงการโดยไม่สนใจความทุกข์ร้อนของชาวบ้าน

แถลงการณ์ระบุว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการพยายามผลักดันโครงการอย่างที่สุด แม้วัตถุประสงค์ของโครงการไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังที่กล่าวอ้างได้ ทั้งหมดนี้ เป็นการหวังผลประโยชน์แอบแฝงของเหล่าของเหล่าข้าราชการและผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ และ ห้ามกรมชลประทานเข้าสำรวจพื้นที่โดยเด็ดขาดรวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากยังดึงดันเข้ามา ชาวบ้านวังหีบขอไม่รับรองความปลอดภัย และที่ผ่านมาชาวบ้านได้ยื่นข้อเสนอแนะที่เหมาะสมกับการจัดการน้ำในพื้นที่ให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ แล้ว จากนี้ชาวบ้านวังหีบต้องต่อสู้เพื่อรักษาแผ่นดินถิ่นเกิดและสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตไว้อย่างดีที่สุด
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ประเทศไทย กล่าวว่า ทางจังหวัดได้มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอ เพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน ในการผลักดันโครงการเขื่อนวังหีบ ซึ่งถือว่าไม่ตรงตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) การตั้งกรรมการใช้วิธีทำไปตามยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แต่กรณีเขื่อนวังหีบ ไม่เกี่ยวกัน และเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การเสนอสร้างเขื่อนวังหีบเป็นการอ้างเพื่อการป้องกันน้ำท่วมในเขตอำเภอทุ่งสงและนำน้ำไปใช้เกษตรกรรมตามการทำนา แต่ที่จริงคือ คลองวังหีบไม่ได้ผ่านอำเภอทุ่งสง และการใช้น้ำในการเกษตรมีโครงการแหล่งน้ำอีก 3 -4 โครงการรับรองอยู่แล้ว เช่น ฝายฉ่อนาง ฝายควนถ่าน อ่างเก็บน้ำนาประดิษฐ์ โดยทั้งฝายและอ่างเก็บน้ำ 3 แห่งอยู่ในพื้นที่วังหีบและใกล้ลำน้ำวังหีบแล้ว และเป็นโครงการพระราชดำริเช่นกัน
นายหาญณรงค์กล่าวว่า กรณีเขื่อนวังหีบจึงไม่จำเป็นอีกแล้ว การที่จังหวัดแต่งตั้งตั้งกรรมการระดับจังหวัดจึงไม่เป็นไปตาม ตามมติครม.วันที่ 18 ธันวาคม 2560 ที่ครม.ให้กระทรวงเกษตรฯ ชี้แจงวัตถุประสงค์โครงการ จนกว่าชาวบ้านจะยอมรับถึงจะดำเนินงานต่อไปได้ แต่ที่ผ่านมา มีกรมชลประทานได้จัดเวทีในลักษณะชี้แจง โดยชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้มีโอกาสในการซักถาม นอกจากนี้ความเห็นคณะศึกษาข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีข้อสรุปแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนวังหีบ ควรจะไปทบทวนโครงการต่าง ๆ จำนวน 13 แห่ง ที่อยู่ในอำเภอทุ่งสง ให้ใช้ประโยชน์ได้จริงตามวัตถุประสงค์นั้นจะดีกว่า

ด้าน ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ได้ตั้งข้อสังเกตต่อการประชุมสร้างการรับรู้โครงการวังหีบว่า มีประเด็นแอบแฝงภายใต้ความมุ่งหวังของภาครัฐที่อยากจะผลักดันโครงการอย่างไม่เห็นหัวผู้ได้รับผลกระทบด้านลบแม้แต่น้อยโดยเนื้อความที่ปรากฎในหนังสือเชิญครั้งนี้ ซึ่งลงนามโดยนายอำเภอทุ่งสง อ้างถึงความต่อเนื่องจากการประชุมเพื่อสร้างการรับรู้ก่อนที่กรมชลประทานจะเข้าดำเนินการสำรวจพื้นที่ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2566 นั่นหมายความว่า กรมชลประทาน มีกำหนดการที่จะเข้าสำรวจพื้นที่ ทำรังวัด เพื่อนำไปสู่การกำหนดค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบ สูญเสียที่อยู่ ที่ทำกิน แล้ว ทั้งที่ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบในชุมชนแสดงตนคัดค้านมาโดยตลอด การกระทำของนายอำเภอและกรมชลประทานในครั้งนี้แสดงถึงการเพิกเฉย ละเลย ด้อยค่า ความคิดเห็นของชาวบ้านผู้ได้รับกระทบอย่างน่ารังเกียจ
ผศ.สิตางศุ์กล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้ระบุเชิญผู้เห็นด้วยกับโครงการฯเพื่อให้คณะทำงานได้ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ คำถามคือ การเชิญแต่ผู้ที่เห็นด้วยแปลว่า ผู้ที่ได้รับเชิญนั้นได้รับทราบข้อมูลโครงการโดยตลอดเป็นอย่างดี จนมีความเห็นด้วยกับการมีโครงการใช่หรือไม่ หากใช่แล้วทำไมหน่วยงานถึงต้องเชิญชาวบ้านกลุ่มนี้มารับรู้อีก หรือเพื่อแจ้งการนัดหมายการเข้าไปสำรวจรังวัดตามที่ตั้งใจไว้ก่อนแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ต้องระบุในหนังสือเชิญให้ชัดเจน อย่าทำตัวเป็นอีแอบ ลับๆ ล่อๆ ลักกินขโมยกินแบบนี้ ถ้าราชการมั่นใจว่าสิ่งที่ทำนั้นดี มีประโยชน์ จริงๆ ก็ควรดำเนินการอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ใช่โกหกบิดเบือนตั้งแต่จดหมายเชิญ

นักวิชาการผู้นี้กล่าวด้วยว่า การเชิญแต่ผู้เห็นด้วยกับโครงการ ในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ราชการและกรมชลประทานจงใจที่จะเพิกเฉยละเลยต่อกระบวนการมีส่วนร่วม ทั้งที่ระบุในรัฐธรรมนูญ มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ชัดเจน
“โครงการนี้เป็นโครงการพระราชดำริ ราชการยิ่งต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน เป็นโครงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว ตอนนี้บริบทการใช้น้ำ การทำเกษตร ความเป็นอยู่ของเกษตรกรเปลี่ยนไปจากตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง ในพื้นที่สามารถบริหารจัดการการใช้น้ำของตนเองได้โดยไม่มีปัญหาน้ำขาดแคลน ไม่เพียงแต่ไม่ต้องการเขื่อนตัวใหม่ แต่อ่าง สระ ตัวเดิมบางแห่งที่กรมชลประทานเคยมาสร้างทิ้งไว้นั้น ยังไม่สามารถบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบเห็นว่า โครงการนี้ไม่จำเป็นต้องสร้าง และพวกเขาไม่จำเป็นต้องเสียสละ เพราะเป็นโครงการที่ไม่มีประโยชน์”ผช.สิตางศุ์ กล่าว



