หลังฉากพม่า

mrdiatalk

 

ใครคิดว่ารัฐบาลพม่ามีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะปฏิรูปการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ และปรารถนาจะอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อย่างสงบสุขนั้น คงจะมองแบบโลกสวยเกินไป

 

ขนาดคนใกล้ชิดข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงอย่างสื่อ และภาคประชาสังคมพม่ายังไม่กล้าคิดเช่นนั้นเลย แล้วคนนอกจะมองแบบโลกสวยได้อย่างไร

 

สื่อและเอ็นจีโอพม่าเล่าเรื่องการเมืองพม่าให้คณะสื่อไทยฟังระหว่างพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นที่เมืองย่างกุ้ง เมื่อเร็วๆนี้

 

สื่อที่นั่นสะท้อนมุมมองต่อรัฐบาลยุคปฏิรูปว่า เดิมไม่มีใครเชื่อว่าจะเปลี่ยนประเทศได้ขนาดนี้ อีกทั้งไม่ยอมรับคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่มาจากทหาร กระทั่งมีตัวชี้วัดมาสร้างความมั่นใจให้คนพม่า เช่น ชะลอสร้างเขื่อนมิตโสนกั้นแม่น้ำอิรวดี ,ยกเลิกกฎหมายเซ็นเซอร์ ,ให้ออกหนังสือพิมพ์รายวัน ,ปล่อยนักโทษการเมือง ฯลฯ กระนั้นก็ดี ถึงแม้มีตัวชี้วัดทางบวก แต่ในระบบยังมีปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาการลงทุนผิดพลาด รัฐบาลไม่แสดงเจตจำนงอย่างมีนัยสำคัญในการปฏิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 59 ปลดล็อคให้อองซาน ซูจี ลงชิงประธานาธิบดีได้ ประเด็นนี้ทั้งสมาชิกรัฐสภาสายทหารและคณะสงฆ์ไม่ตอบรับแถมยังขัดขวาง

 

“ผมอยากเห็นการเลือกตั้งเป็นธรรมโปร่งใส มีอิสระ ได้รัฐบาลพลเรือนที่แท้จริง ไม่ใช่รัฐบาลและรัฐสภาในคราบทหาร เชื่อว่าถ้ายังไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดล็อคให้ซูจี เราอาจจะเห็นสถานการณ์ที่นี่คล้ายกับที่เมืองไทยขณะนี้ก็ได้”ตูเรน เล วิน บรรณาธิการอาวุโส “อิเลฟเว่น มีเดีย”ระบุ

 

เราถามถึงบทบาทของซูจีก่อนและหลังเป็น ส.ส.ฝ่ายค้านนั้น

ซอ โม ยิน นักข่าวอาวุโสจากฟอรั่ม เน็ตเวิร์ค วิจารณ์ว่า ซูจีมีเสียงดังมากขึ้น พูดข้างนอกมากขึ้น แต่เป็นแค่โวหารที่ไม่อาจนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้

 

ซอ จอ ตู ผอ.องค์กรสนับสนุนภาคประชาสังคมในพม่า เสริมว่า ซูจีเองไม่ได้มีบทบาทในพรรคฝ่ายค้านมาก แต่พยายามใช้บารมีสร้างดุลอำนาจในกลุ่มทหาร และรัฐบาล กระทั่งมาเสียความนิยมจากกรณีพูดถึงความขัดแย้งระหว่างคนพม่ากับชนกลุ่มน้อยในรัฐยะไข่ และรัฐคะฉิ่น ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งถูกใจ อีกฝ่ายไม่ถูกใจ หรือกรณีตัดสินให้คงเหมืองทองแดงในรัฐปะด่อง ทำให้ภาคประชาสังคมตั้งคำถาม

 

ดูเหมือนคนพม่าคาดหวังว่าซูจีจะมีบทบาทมากขึ้นในสภา แต่เอาเข้าจริง เธอทำอะไรไม่ได้มาก 2 กรณีข้างต้นทำให้อำนาจทางศีลธรรมของเธอถูกท้าทาย

 

“ซูจีไม่ได้แสดงจุดยืนท้าทาย 2 สถาบันหลักคือ ทหาร พระสงฆ์ ต่างกับภาคประชาสังคม”ตูเรน เล วินวิจารณ์

 

ซอ จอ ตู พูดอย่างเห็นใจซูจีว่า เธอเป็นสัญลักษณ์ และเป็นสถาบัน จำเป็นต้องมีอยู่เพื่อคานอำนาจรัฐบาล แม้มีข้อจำกัดหลายด้าน แต่ก็ต้องสามารถให้ความเห็นด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นที่ยอมรับได้

 

พวกเรายังทราบอีกว่า ขณะนี้คนพม่าให้ความสนใจ 2 เรื่องหลัก คือ 1.ความขัดแย้งระหว่างพุทธกับมุสลิมในหลายพื้นที่ 2.การสำรวจสำมะโนครัวประชากร ดูเหมือนทั้งสองเรื่องถูกกำหนดขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของภาคประชาสังคมออกไปจากเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ที่เป็นปัญหา เช่น เขื่อนผลิตไฟฟ้า ยกตัวอย่างสื่อรัฐมุ่งเน้นเสนอข่าวขัดแย้งด้านศาสนาในรัฐยะไข่ คำถามคือทำไมรัฐต้องเร่งไฟความเกลียดชังจนนำไปสู่ความรุนแรงด้วย

 

ซอ อเล็กซ์ ตัวแทนกลุ่มเยาวชนรัฐคะยา ชี้ว่า ทุกอย่างที่รัฐบาลพม่าทำมาจากแรงจูงใจเบื้องหลัง แผนสำรวจสำมะโนครัวเพื่อแบ่งแยกและปกครอง ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในชนกลุ่มน้อย

 

ซอ จอ ตู เชื่อด้วยว่า เรื่องสำรวจสำมะโนครัวจะสร้างความตึงเครียดให้ชนกลุ่มน้อย เกิดคำถามว่าใครจะเป็นหลักในนามชนกลุ่มน้อย นี่จะเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของพม่า

ฟังปัญญาชนพม่าถ่ายทอดเรื่องการเมืองแล้ว เห็นเลยว่า เมื่อผู้นำทหารพม่ามองเอกภาพและความมั่นคงอยู่ของ (ชน)ชาติพม่า (ไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์) คือเป้าหมายสำคัญสูงสุด

 

หลังฉากพม่าจึงเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่าไทยจริงๆ

———————–

โดย ภาคภูมิ ป้องภัย
คอลัมน์โลกนี้มีรากหญ้า
มติชน 11 กุมภาพันธ์ 2557

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.