ลัดเลาะท้ายน้ำสาละวิน จากรัฐมอญสู่รัฐกะเหรี่ยง ฟังเสียงชุมชนตะโกน “ไม่เอาเขื่อน” (1)

 

 

ชาวประมงหาปลากันตั้งแต่เช้าจรดเย็นบริเวณปากแม่น้ำ
ชาวประมงหาปลากันตั้งแต่เช้าจรดเย็นบริเวณปากแม่น้ำ

ตั้งแต่เช้ายันเย็น ท้องน้ำอันกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยเรือประมงขนานเล็ก โดยผู้อยู่บนเรือบ้างมี 2คน บ้างมี 3 คน แต่ล้วนตั้งอกตั้งใจกันเหวี่ยงแห หรือไม่ก็วางอวนหาปลาโดยไม่สนใจแสงแดดแผดจ้าตอนกลางวัน

 

วิถีชีวิตของคนปากแม่น้ำสาละวิน ยังคงสุขสมบูรณ์ แม้ว่าจะลดน้อยถอยลงบ้างตามยุคสมัย แต่สายน้ำแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตได้เป็นอย่างดี เหมือนกับที่ดำเนินมาช้านาน จนสั่งสมความเจริญรุ่งเรืองกลายเป็นแหล่งอารยะธรรมเก่าแก่นับพันปีของชนชาติมอญ

 

ไม่น่าเชื่อว่าลำน้ำที่ไหลเชี่ยวผ่านร่องเขาและโตรกหินมามากว่า 2,800 กิโลเมตร จากตอนใต้ของทิเบต ผ่านดินแดนที่เป็นชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆไม่น้อยกว่า 16 กลุ่ม ลัดเลาะชายแดนไทยด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน 120 กิโลเมตร เมื่อออกสู่ทะเลที่เมืองมะละแหม่ง บริเวณปากแม่น้ำกลับกว้างใหญ่และสงบนิ่ง ดังทะเลสาบซึ่งโอบล้อมเกาะใหญ่-น้อยไว้มากมาย

ปตท.3

คณะสื่อมวลชนไทยได้ลงพื้นที่เมืองมะละแหม่งในรัฐมอญและเมืองพะอันในรัฐกะเหรี่ยง เขตแดนประเทศพม่า เพื่อเก็บข้อมูลและฟังเสียงสะท้อนของชุมชนปลายน้ำเกี่ยวกับโครงการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำสาละวิน โดยเฉพาะโครงการสร้างเขื่อนฮัตจีที่เมืองพะอันซึ่งมีเขตแดนติดกับรัฐมอญ

 

วันนี้น้ำสาละวินยังคงไหลสู่ปากอ่าวอย่างอิสระ ทำให้ระบบนิเวศตลอดลำน้ำมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการตัดไม้ทำลายป่าในแหล่งต้นน้ำ ขณะที่ปลาหลากหลายชนิดยังว่ายไปวางไข่ในทุ่งหนองคลองบึงได้เหมือนเดิม เช่นเดียวกับตลาดตานละวินที่ยังคงคึกคักด้วยการซื้อ-ขายปลามากมาย

 

“ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องโครงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินเลย และยิ่งไม่รู้ว่าหากมีการสร้างเขื่อนแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ขณะนี้ลำห้วยบางแห่งไม่มีน้ำไหลแล้ว ทำให้ชาวบ้านต้องย้ายที่อยู่และไปหากินที่อื่น บางคนก็เลือกไปทำงานต่างประเทศ” มิอาชัย ผู้แทนกลุ่มเยาวชนมอญ Mon Youth Progressive Organization (MYPO) เล่าให้ฟังถึงการลงพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ โดยเมื่อปี 2551 MYPO ได้ทำการวิจัยเรื่องผลกระทบท้ายน้ำ หากมีการสร้างเขื่อนสาละวิน

 

“เท่าที่กลุ่มเยาวชนมอญในรุ่นก่อนได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งพบว่าขณะนี้ชาวบ้านกำลังประสบความลำบากเนื่องจากน้ำทะเลที่หนุนเข้าไปในแผ่นดินมากขึ้น ซึ่งเกิดจากน้ำจืดในแม่น้ำสาละวินลดน้อยลงโดยน่าจะมีสาเหตุจากการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำ”

 

คณะสื่อมวลชนได้มีโอกาสข้ามไปยังเกาะตะโกคามาย ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 20 เกาะบริเวณปากแม่น้ำสาละวิน โดยเกาะแห่งนี้มี 80 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่ชาวบ้านประกอบอาชีพประมงและเกษตรกรรม ซึ่งมีดร.อองนายอู ส.ส.รัฐมอญ และหลวงพี่เอ๊าตแจ่ พระนักต่อสู้เป็นผู้นำทาง

 

สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่เหยียบขึ้นเกาะคือกองไม้กองใหญ่ที่สุมอยู่ตามมุมต่างๆ โดยไม้เหล่านี้ลอยตามลำน้ำสะละวิน ชาวบ้านจึงเก็บเอามาทำฟืน และกลายเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของเกาะแห่งนี้

 

ยามเย็นที่ปากน้ำสาละวิน เมืองมะละแหม่ง
ยามเย็นที่ปากน้ำสาละวิน เมืองมะละแหม่ง

ส.ส.เจ้าถิ่นได้พอพวกเราไปไปดูไร่มะเขือเทศของนายอู ถิ่น ลา ผู้ใหญ่บ้าน โดยเขาเล่าว่าเมื่อก่อนนี้ปลูกข้าวได้ผลผลิตดีมาก แต่เมื่อ 5-6 ปีก่อนผลผลิตลดลงมากเพราะดินเค็มขึ้นจึงหันมาปลูกมะเขือเทศแทนโดยทำคันกั้นน้ำทะเลที่มักขึ้นสูงในราวเดือน 11-12

 

“แม้รายได้การปลูกมะเขือเทศจะสู้ทำนาไม่ได้ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ทุกวันนี้ผมต้องซื้อข้าวกิน ผมกลัวว่าหากกระแสน้ำยังเปลี่ยนแปลงเช่นทุกวันนี้ อีกไม่กี่ปีเราก็คงปลูกอะไรไม่ได้ และได้รับผลกระทบเต็มๆเพราะเราอยู่ใกล้แม่น้ำมาก” นายอู ถิ่น ลา กล่าว

 

แม้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่ชาวบ้านก็ยังสู้ไหว สิ่งที่เขากังวลใจมากกว่านั้นคือข่าวการสร้างเขื่อนสาละวินในเมืองพะอัน เพราะถ้ามีการกั้นลำน้ำเมื่อใด จะทำให้น้ำเค็มเข้ามาแทนที่น้ำจืดและทะลักเข้าพื้นที่ไร่นาของชาวบ้านจนยากจะรับมือ ชาวบ้านหมู่บ้านเตาแยดชีราว 10 คน เมื่อทราบว่ามีคณะผู้สื่อข่าวเข้ามาเก็บข้อมูลบนเกาะ ต่างมาดักรอเพราะอยากเล่าข้อเท็จจริงที่พวกเขากำลังประสบ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีหน่วยงานรัฐหรือสื่อมวลชนเข้ามา

 

“เมื่อ 8 ปีก่อนกระแสน้ำในสาละวินได้เปลี่ยนแปลงทิศทางอย่างรุนแรง ทำให้ไร่นาของชาวบ้านจำนวนไม่น้อยพังลงไปในน้ำ คนที่เคยอยู่ริมสาละวินต้องย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้ามาบนบก ที่ผ่านมาไม่เคยมีหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือหรือจ่ายค่าชดเชยใดๆ พวกเรารู้สึกกังวลใจมาก บางคนสูญเสียที่นาไปแล้วจนต้องไปทำงานเมืองนอก บางคนย้ายไปอยู่ที่อื่น พวกเราเชื่อว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ อีกไม่เกิน 5 ปีหมู่บ้านของพวกเราต้องจมน้ำแน่” ชาวบ้านเล่าถึงความกังวล สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ไม่มีใครกล้าปลูกบ้านใหม่หรือทำอะไรที่เป็นวัตถุถาวร เพราะกลัวว่าอีกไม่นานก็คงถูกน้ำท่วม

 

เมื่อถามถึงเรื่องการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวินในเขตพะอัน ชาวบ้านส่วนใหญ่แทบไม่รู้ข้อมูลเลย แต่ต่างคิดคล้ายๆกันคือไม่อยากให้สร้าง เพราะถ้าสร้างก็ไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไรเนื่องจากน้ำทะเลจะต้องหนุนเข้ามามากกว่าทุกวันนี้แน่นอน

 

ดร.อองนายอู ส.ส.เจ้าถิ่น ยอมรับว่า แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เคยรับรู้สภาพปัญหาของชาวบ้านมากมายขนาดนี้มาก่อนโดยเฉพาะโครงการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีถึง 6 โครงการ แต่เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วทำให้รู้สึกเป็นห่วงและจะพยายามค้นหาข้อมูลด้านต่างๆ เพราะคิดว่าอย่างไรเสียก็ไม่ควรเกิดเขื่อนกั้นแม่น้ำขึ้นเพราะจะส่งผลกระทบกับชาวบ้านอย่างรุนแรงและชาวบ้านกลายเป็นผู้สูญเสียจากการพัฒนาของภาครัฐ

 

“ผมเคยได้ยินแต่ข่าวการคัดค้านเขื่อนมิตโสนกั้นแม่น้ำอิระวดี ซึ่งไม่รู้ว่าจะนำบทเรียนจากที่นั่นมาใช้ที่นีได้หรือไม่ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสียงของชาวบ้าน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมาฟังเสียงของชาวบ้านก่อน ขณะเดียวกันก็จะหาโอกาสคุยกับสส.ชาติพันธุ์ในรัฐอื่นๆที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่าน ว่าจะร่วมมือกันอย่างไร ช่วยกันคัดค้านอย่างไรดี ผมอยากตั้งวงแลกเปลี่ยนกับพวกเขา รวมทั้งเอ็นจีโอด้วย เพื่อที่จะได้แสดงท่าทีร่วมกัน”

 

อดีตอันรุ่งโรจน์ของเมืองมะละแหม่งและคนมอญผูกโยงอยู่กับทะเลและแม่น้ำสาละวิน พื้นที่ปากแม่น้ำอันกว้างใหญ่มีแม่น้ำจายและแม่น้ำอัตทะรันซึ่งไหลจากผืนป่าตะวันตกของไทยไหลไปเติมน้ำ จนกลายเป็นระบบนิเวศที่ลงตัว

 

การจะสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำจึงเป็นเรื่องที่ต้องใครครวญให้จงหนัก เพราะเท่ากับเป็นการทำลายความสมดุลที่วิวัฒนาการมายาวนาน

 

————–

โดย ภาสกร จำลองราช
@padsakorn

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.