
โกละมะโย และเพื่อนร่วมงานอีก 6 คน ได้ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อหางานใหม่ จึงเดินทางไปยังโรงงาน เตรียมยื่นใบลาออกจากผู้จัดการ แต่พบว่าผู้จัดการโรงงานของเขานั้นเดินไปเดินมา โดยในมือถือปืนพกเอาไว้ จึงทำให้พวกเขา ไม่กล้าเอ่ยปากเกี่ยวกับเรื่องลาออกแม้แต่คำเดียว
โกละมะโย มีบัตรชมพู คือใบอนุญาตทำงาน หรือ เวิร์คเพอร์มิท โดยชื่อนายจ้าง คือเจ้าของโรงงาน ซึ่งเขาได้จ่ายค่าธรรมเนียมครบถ้วนแล้ว แต่ไม่มีเอกสารหรือบัตรใดๆ อยู่ในมือลูกจ้าง
เวลาที่ลูกจ้างขอใบอนุญาตทำงาน หรือ บัตรชมพู ผู้จัดการก็จะหยิบปืนพกมาถือแล้วพูดว่า “ให้มาคุยกับผม”
โกละมะโย ทำงานอยู่ที่ จังหวัดราชบุรี โดยเขาและภรรยา รวมทั้งลูกจ้างแรงงานอื่นๆ ต้องการลาออกจากงานเพราะผู้จัดการมักถือปืนพกเพื่อพูดคุยเป็นประจำ ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีคนงานราว 300 คน
เขาทำงานที่โรงงานแห่งนี้มากว่า 7 เดือนแล้ว แต่ไม่มีเงินเหลือให้ได้เก็บออมเลย เงินที่ได้มา ทำได้เพียงใช้จ่ายเพื่อทำบัตรชมพูและใบอนุญาตทำงาน เท่านั้น
“ค่าบัตรก็จ่ายครบแล้ว พอครบก็ขอบัตรใหม่ เอกสารต่างๆ นายจ้างไม่ให้สักอย่าง จนถึงตอนนี้ผมยังไม่มีเอกสารสักใบ ที่จริงผู้จัดการและพนักงาน (เสมียน) น่าจะทำมาหากินกันเอง” โกละมะโย กล่าว
นอกจากโกละมะโยแล้ว ยังมีหลายกรณีที่แรงงานเมียนมาในประเทศไทยถูกข่มขู่ด้วยปืน และถูกบังคับให้ทำงานอย่างผิดกฎหมายโดยไม่เป็นธรรม การบังคับขู่เข็ญในโรงงานที่ต้องเผชิญนั้นเป็นเรื่องที่พบเจอบ่อยจนดูเป็นเรื่องปรกติ
“การถูกคุกคาม หรือบังคับขู่เข็ญ แทบจะเป็นเรื่องปกติ อย่างหัวหน้างานกดขี่เอาเปรียบพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างานไทยหรือพม่า ต่างกดขี่เอาเปรียบพนักงานลูกน้องทั้งนั้นล่ะ” โก ซอ เจ้าหน้าที่แรงงานของเครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติไทย (MWRN) ให้ข้อมูล
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่บริเวณไร่อ้อย จังหวัดกาญจนบุรี นายจ้างใช้ปืนข่มขู่คนงานชาวเมียนมาให้ทำงานโดยที่ไม่จ่ายค่าแรง บังคับให้ทำงานเกินเวลา ไม่มีวันหยุด มีการทำร้ายร่างกาย แถมยังยึดเอกสารประจำตัว และพาสปอร์ตเก็บไว้อีกด้วย หากลูกจ้างหรือแรงงานที่คิดหนี นายจ้างก็ข่มขู่ว่าจะยิงทิ้ง
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) ได้ช่วยเหลือแรงงานเมียนมาจำนวน 14 คน จากการถูกบังคับใช้แรงงาน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา แม้ว่าแรงงานชาวเมียนมาจะถูกกดขี่ข่มเหง แต่ก็มีการร้องเรียนถึงทางการไทยน้อยมาก
โก ซอ ให้ข้อมูลอีกว่า การร้องเรียนของแรงงานที่ถูกกดขี่ คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 5 ของคดีที่พวกเขาได้รับแจ้งและเข้าช่วยเหลือได้ สาเหตุหลักที่ทำให้ไม่กล้าพูด หรือออกมาเรียกร้อง เมื่อถูกกดขี่ หรือบังคับ เพราะกลัวว่าจะไม่สามารถทำงานได้อีก นอกจากถูกไล่ออกจากงานยังถูกมองว่าเป็นคนสร้างปัญหา และต้องกลัวว่านายจ้างบริเวณใกล้เคียง จะไม่รับเข้าทำงาน
“คนงานไม่กล้าเรียกร้อง เพราะกลัวโดนไล่ออก ต่อให้เรียกร้องก็ไม่มีนายจ้างแถวนี้รับเข้าทำงาน นายจ้างแถวนี้ ถ้าคนตาเหล่ไป ตาบอดก็มาแทน สบายมาก” หญิงชาวเมียนมาที่เป็นแม่ค้า ยกสำนวนเมียนมาที่หมายถึงอีกคนออก อีกคนก็รอเข้า ไม่ต้องกังวลใดๆ
วิกฤตทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการรัฐประหารในเมียนมา จากความขัดแย้งและการปราบปรามของทหาร ทำให้ชาวเมียนมาจำนวนมากต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศประเทศไทย ด้วยรูปแบบต่างๆ มีทั้งคนที่มีสิทธิอาศัยอยู่ที่ถูกต้อง และคนที่ไม่มีสิทธิ โดยอาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมาย
จากการประมาณการของมูลนิธิเพื่อการศึกษาและการพัฒนา พบมีแรงงานชาวเมียนมาอย่างน้อย 500,000 คน เข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมายในช่วง 2 ปีนับจากรัฐประหารเมียนมา เมื่อปี 2564 ซึ่งจำนวนนี้ได้ประเมินจากข้อมูลการจับกุมโดยทางการไทย ที่มีการส่งตัวกลับไปยังประเทศเมียนมา
การหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานเมียนมาที่ผิดกฎหมาย นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานประเมินกันว่า นายจ้างไทยบางกลุ่มกำลังฉวยโอกาสจากการไม่ได้รับการคุ้มครองแรงงานเหมือนที่เคยทำในรัฐบาลพลเรือน(เมียนมา) ชุดที่แล้ว และกดขี่ข่มเหงด้วยวิธีต่างๆ รวมถึงมีการลดค่าจ้างด้วย หนึ่งในผู้ที่ถูกลดค่าจ้างคือ มะซินมา ซึ่งทำงานอยู่ที่แผงขายกะหล่ำปลีในตลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีงานเยอะ ทำให้มีแรงงาน ลูกจ้างมากกว่า 1,000 คน
มะซินมา เดินทางมาจากเมืองเปาว์ ในรัฐมอญ เข้ามาทำงานขายกะหล่ำปลีที่ตลาดมานาน เกือบ 1 ปี โดยเข้ามาทำงานอยู่ที่ไทย เนื่องจากที่บ้านเกิดหางานทำยากมาก เธอต้องยืมเงินจากคนรู้จักประมาณ 2,400 บาท เพื่อใช้จ่ายในการเดินทางมายังประเทศไทย
การทำงานอยู่ที่ตลาดได้รับค่าแรงวันละ 320 บาท ทำให้เธอมีความหวังว่าจะสามารถใช้หนี้ค่าเดินทางที่ยืมมาได้หมด และหวังว่าจะมีเงินเก็บ แต่แล้วสิ่งที่หวังและฝันไว้นั้น เกิดขึ้นได้ไม่นาน เมื่อเกิดความไม่สงบทุกแห่งทั่วเมียนมา ทำให้นายจ้างชาวไทยบางรายปรับลดค่าจ้าง เนื่องจากการหลั่งไหลของแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา
นายจ้างของมะซินมาก็เช่นเดียวกัน ได้ฉวยโอกาสนี้ในการปรับลดค่าแรงของเธอ เหลือเพียงวันละ 200 บาท
“ตอนนี้หนี้เก่ายังไม่หมดด้วยซ้ำ ทำไงได้ ทำกินที่บ้านไม่ได้ ก็คงต้องทำที่นี่ ทำเท่าที่ทำได้” มะซินมา กล่าว
เธอบอกว่า เนื่องจากค่าจ้างที่ลดลงไม่สามารถแม้แต่จะจ่ายดอกเบี้ยของเงินที่ยืมมาได้ หากหักค่าใช้จ่าย ค่าเช่าห้อง และค่ากิน ซึ่งตามมาตรฐานค่าจ้างรายวันที่ทางการไทยกำหนดเป็นรายจังหวัด ต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 320 บาท แต่มีแรงงานเมียนมาจำนวนมาก ที่ไม่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำเหมือนมะซินมา ส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะร้องเรียน เพราะกลัวไม่มีงานทำ
ชะตากรรมของแรงงานเมียนมามีเรื่องเล่าอีกมากมายถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อชีวิตไม่มีทางเลือก ทั้งโกละมะโย มะซินมา และแรงงานเมียนมาอีกจำนวนมากต่างก็หวังว่าความเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย จะช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น
ที่มา Dawei Watch