
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 ที่โรงแรมไอบิส สไตล์ กลุ่มคณะก่อการล้านนาใหม่,คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.เหนือ) , ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) และชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ ( Can ) ได้ร่วมกันจัดงานเสวนา วาระรัฐธรรมนูญ – การกระจายอำนาจ “แห่ไม้ก้ำประชาธิปไตย ปักหมุดหมายกระจายอำนาจ”
สุมิตชัย หัตถสาร จากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) กล่าวว่าหลังจากมีการจัดการเลือกตั้งเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าประชาชนได้เทคะแนนเลือกฝ่ายประชาธิปไตยอย่างท้วมท้น จึงเปิดศักราชหลังการเลือกตั้งครั้งใหญ่จัดกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยในเรื่องของรัฐธรรมนูญและการกระจายอำนาจ เป็นการเคลื่อนไหวด้วยสันติและปราศจากควารุนแรง ใช้ไม้ค้ำเป็นสัญลักษณ์แทนประชาชนที่จะร่วมมือกันค้ำจุนประชาธิปไตย เพื่อยืนยันว่าประชาชนจะไม่ยอมสูญเสียประชาธิปไตยอีกแล้ว

ชำนาญ จันทร์เรือง อาจารย์พิเศษด้านการเมืองและกฎหมาย หนึ่งในคณะผู้เชิญชวนเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น ขึ้นกล่าวปาฐกถาในประเด็นภาพรวมการกระจายอำนาจว่า ย้อนความหลังการกระจายอำนาจนั้นเริ่มขึ้นมานานแล้ว การปกครองท้องถิ่นของไทยในระยะแรก ตั้งแต่ปี 2475 เป็นรูปแบบที่ส่วนกลางมีอำนาจ ให้อำนาจแก่ท้องถิ่นที่เป็นชุมชนเมือง จัดตั้งเป็นเทศบาล สุขาภิบาล ต่อมาขยายเป็นพื้นที่ทั้งจังหวัด เช่น อบจ. ผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการแต่งตั้งเป็นส่วนใหญ่ ขาดอำนาจอิสระ ทางการเงิน การคลัง การจัดเก็บภาษีอากร แต่ในระยะหลังๆ ผู้บริหารที่มาจากการแต่งตั้ง ก็ค่อยๆ หมดไป
ชำนาญกล่าวว่าการปกครองท้องถิ่นเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น เมื่อช่วงที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงมีการปรับปรุงรูปแบบขององค์กรปกครองท้องถิ่น ขยายพื้นที่ของท้องถิ่นลงไปถึงชุมชนระดับตำบลคือ อบต. เพิ่มหน้าที่ กระจายอำนาจด้านการเงิน การคลัง งบประมาณ และการจัดเก็บภาษีต่างๆมากขึ้น และเพิ่มมิติใหม่ในการควบคุมตัวผู้บริหารท้องถิ่นโดยประชาชน ด้วยการเข้าชื่อเสนอ ข้อบังคับท้องถิ่น และเข้าชื่อถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นได้ด้วย ซึ่งเมื่อมีการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ
ชำนาญกล่าวว่า ในปี 2556 ได้มีการเสนอร่างพรบ.ระเบียบราชการเชียงใหม่มหานครและรณรงค์จังหวัดจัดการตนเอง คือ การที่ประชาชนในจังหวัดมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดทิศทางการพัฒนา การบริหารจัดการจังหวัดของตนเองในทุกด้าน ทั้งด้านการเมืองเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ สังคมปัญญา ที่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน แต่ทั้งนี้ก็ได้มีการตีตกไปเนื่องจากเกิดการรัฐประหารปี 2557 คําสั่งเพื่อความมั่นคงผ่านมาตรา 44 ที่ระงับการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อ แนวคิดการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในปี 2565 ได้มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมดที่ 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดล็อกท้องถิ่น ที่เสนอโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 76,591 คน ก่อนรัฐสภาได้โหวตคว่ำไม่รับหลักการ

“การกระจายอำนาจเป็นวิถีทางประชาธิปไตย ไม่มีรัฐ หรือประเทศไหน ที่เจริญรุ่งเรืองหรือเข้มแข็งได้โดยปราศจากการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ประเทศไทยเองไม่เดินหน้าไปไหนสักทีเพราะท้องถิ่นไม่เจริญ ท้องถิ่นเราไม่เข็มแข็ง เราถูกตัดอำนาจโดยการรัฐประหารทำให้ประเทศเราเดินถอยหลัง ถ้าหากไม่มีการรัฐประหาร ปี 2557 เชียงใหม่เราเองอาจจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไปแล้ว” อาจารย์ชำนาญกล่าว
พริษฐ์ ชีวารักษ์ แกนนำราษฎรปี 2563และภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ อาจารย์สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางได้ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ล้านนากับอำนาจส่วนกลาง การหวาดกลัวของรัฐไทยที่มามายาวนานจนถึงปัจจุบันโดยพริษฐ์กล่าวว่าประวัติศาสตร์รัฐสยามตั้งต้นขึ้นโดยอำนาจรวมศูนย์ขึ้นจากเมืองหลวง ทิศทางเมืองหลวงนั้นเติบโตขึ้น ส่วนท้องถิ่นกลับซบเซาลง รัฐไทยพยายามตะบี้ตะบันให้คนที่อยู่ในเขตแดนราชอาณาจักรไทย พยายามเปลี่ยนคนในท้องถิ่นให้พูดภาษาเดียวกับคนส่วนกลาง ต้องทำตามคนคนส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นไม่มีโอกาสในการจัดการตนเองกลายเป็นอำนาจรวมศูนย์แบบอนุรักษ์นิยม
ภิญญพันธุ์กล่าวว่า 3 บาดแผลที่รัฐไทยกลัวคือ 1.เหตุการณ์ร.ศ.112 เป็นประวัติศาสตร์ยอดฮิตคือรัฐสยามสูญเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสทำให้รัฐสยามหวาดกลัวชาติตะวันตก 2.สงครามเย็น ซึ่งรัฐไทยหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาวได้เปลี่ยนไปเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐไทยก็หวาดกลัวและเกิดสงครามระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย 3.สงครามเย็นเทียม คือหลังพฤษภา ปี 2535 ได้มีการปลุกความกลัวรอบใหม่นำมาสู่การไล่รัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2548 และได้มีการปลุกความเป็นชาตินิยมกลับมาอีกครั้ง และทักษิณเป็นตัวแทนของทุนสามานย์ ซึ่งเป็นปรปักษ์กับราชาชาตินิยม ส่งผลทำให้ฝ่ายขวาทำรัฐประหารปี 2549,2557 การปลุกกระแสชาตินิยมก็ทำให้ฝ่ายขวามีอำนาจสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ข้อเสนอคือควรมีเปิดพื้นที่ในการถกเถียงพูดคุยกันในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนได้มีอำนาจให้การจัดการตนเอง
ทั้งนี้ในวันที 24 จะมีการแห่ไม้ก้ำประชาธิปไตย โดยเริ่มจากลานอนุสาวรีย์ครูบาร์เจ้าศรีวิชัย – อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ (ระยะทาง 5.4 กิโลเมตร) เคลื่อนขบวนไปยังลานสามกษัตริย์ ซึ่งจะมีการแสดงวัฒนธรรมล้านนาและตีกลองสะบัดชัย พร้อมทั้งประกาศของคณะราษฎรและคำประกาศคณะก่อการล้านนา



