เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 ณ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในงานแถลงข่าวมหกรรมวันที่อยู่อาศัยโลก Kick off World Habitat Day “เศรษฐกิจเมืองที่ยืดหยุ่น มีเมืองเป็นกลไกหลัก ในการฟื้นฟูและสร้างความเจริญ” โดย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ร่วมกับ เครือข่ายสลัม 4 ภาค มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-Move เพื่อจัดกิจกรรมต่อเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ผลักดันการแก้ไขปัญหาคนจนเมืองให้เข้าถึงสิทธิที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง
นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ (พอช.) กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลก ปี 2566 หรือ World Habitat Day 2023 ที่มาของโครงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์แห่งสหประชาชาติ กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันที่อยู่อาศัยโลก ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความเป็นอยู่ในการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของมนุษย์ และตระหนักในสิทธิขั้นพื้นฐานที่ของการมีอยู่ที่อาศัยอย่างเหมาะสม สำหรับปี 2566 ความสำคัญของงานคือ “เศรษฐกิจเมืองที่ยืดหยุ่น มีเมืองเป็นกลไกหลัก ในการฟื้นฟูและสร้างความเจริญ” เพื่อจัดกิจกรรมต่อเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยภายใต้ความคิดการขับเคลื่อนนโยบายของสังคมโดยขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชนซึ่งกำหนดระยะเวลา 2 เดือนคือ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2566 ภายใต้วัตถุประสงค์สำคัญ 5 ประการ 1.การนำเสนอสภาพปัญหาของที่อยู่การพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเขตเมือง 2.การสร้างพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนการทำงานร่วมกันของขบวนพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย 3.กลไกในการผลักดันการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยรวมทั้งคุณภาพชีวิตที่อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยให้สู่กลไกการพัฒนาของหน่วยงานและภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง 4.เชื่อมโยงเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน 5.การเสนอพื้นที่รูปธรรมที่ทำแล้วประสบผลสำเร็จให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้ร่วมกัน
นายกฤษดา กล่าวต่อว่า จะนำไปสู่รูปแบบในการแก้ไขปัญหาภายใต้ประเด็นงานที่สำคัญ 5 ประเด็น 1.การจัดการที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะของการจัดการเป็นลักษณะภาพรวมทั้งจังหวัด เช่น แม่แจ่มโมเดล ที่จะเป็นตัวอย่างในการนำมาเสนอขับเคลื่อนงานในครั้งนี้ 2.ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ริมทางรถไฟที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบรางรถไฟของรัฐบาล ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน 27,084 ครัวเรือน ใน 300 ชุมชน 35 จังหวัด ที่ผู้ได้รับผลกระทบจะจะต้องได้รับการดูแล 3.การพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้กับพี่น้องประชาชนในริมของต่างๆ ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและคลองที่จะต้องได้รับการพัฒนาในอนาคต 4.สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร เช่น คลองเตยที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งจะหาแนวทางให้พี่น้องประชาชนมีบ้านที่มั่นคง มีความมั่นคงในคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย รวมไปถึงการมีลูกหลานที่เติบโตพร้อมกับความมั่นคงในภายภาคหน้าเพื่อให้พวกเขามีชีวิตต่อไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ 5.การพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มีลักษณะที่เป็นบ้านเช่าที่จะต้องมีการพัฒนาโครงการร่วมกัน ทั้งนี้ (พอช.) จะเข้ามาหนุนเสริมการพัฒนาของพี่น้องประชาชนโดยยึดเป้าหมายของผู้มีรายได้น้อยจะต้องมีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย คุณภาพชีวิตที่ดี ในสภาพแวดล้อมที่ดี และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองสู่การพัฒนาของประเทศ
นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เลขาธิการมูลนิธิดวงทีป กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นวันที่คนจนทั่วโลกได้ส่งเสียงว่าสิทธิที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัย 4 ที่มนุษย์ควรจะได้รับสิทธิในการที่จะดูแล ซึ่งในปีที่ 38 ที่องค์การสหประชาชาติหรือ United Nations ได้จัดงานให้ประชาชนได้รับรู้สิทธิที่พึงจะมีพึงจะได้รับโดยเฉพาะคนยากจนที่พวกเราอยู่ในชุมชนในสภาวะ “โง่ จน เจ็บ” มีการศึกษาน้อย มีโอกาสน้อย ให้เข้าถึงสิทธิที่อยู่อาศัย โดยหวังว่าเราจะมาถึงจุดที่สามารถพูดได้ว่าที่ดินของรัฐที่มีอยู่มากมายมหาศาล เช่น การรถไฟที่เป็นเจ้าของที่ดินหลายหมื่นไร่ แม้กระทั่งการท่าเรือที่เป็นเจ้าของจากการเวนคืนจากชาวนา ชาวสวน 2,353 ไร่ รัฐควรจะแบ่งที่ดินอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็นที่อยู่อาศัยของคนยากคนจนได้หรือไม่ ซึ่งจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นรูปธรรมที่สุด
“พวกเขาเหล่านี้เป็นชาวบ้านที่ยากไร้ หรือเป็นแรงงานราคาถูกที่อาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองไปสู่ระดับประเทศ การปล่อยความเหลื่อมล้ำให้เป็นไปอย่างนี้ก็เหมือนกับเราปล่อยให้ระบบรวยกระจุกจนกระจายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 100 ปี ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะขอแบ่งสิทธิ เจียด เศษเนื้อ ให้คนระดับล่าง เพื่อให้พวกเรามีส่วนร่วมในการร่วมคิด ในการร่วมสร้าง ร่วมวางแผนชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำให้เป็นรูปธรรม และสร้างสังคมที่มีความเสมอภาคต่อไป” นางประทีปกล่าว
นางกรรณิการ์ ปู่จินะ ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองยังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตส่งผลต่อการยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนจนรูปแบบการอยู่อาศัยของคนจนเมืองมีความหลากหลายตามศักยภาพทางเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัด ที่อยู่ในที่ดินของ การรถไฟฯ การท่าเรือฯ รวมถึงที่ดิน สาธารณะ ริมคูคลอง เป็นต้น กลุ่มคนไร้บ้านที่นอนตามที่สาธารณะ หรือคนไร้บ้านที่อยู่อาศัยในศูนย์พักคนไร้บ้าน และคนจนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่ได้ปรากฏตัวชัดเจนในสังคม เช่น กลุ่มคนจนที่เช่าบ้านราคาถูก หรือกลุ่มคนที่อยู่อาศัยในอาคารร้าง กลุ่มคนจนเหล่านี้ไม่มีหลักประกันการอยู่อาศัยอย่าง มั่นคง เนื่องจากยังไม่มีนโยบายในการจัดการที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับคนจนอย่างจริงจัง
“ในวาระวันที่อยู่อาศัยโลก พวกเราคนจนเมืองในนามเครือข่ายสลัม 4 ภาค และ องค์กรภาคต่างๆ จึงจัดกิจกรรม ที่จะสื่อสารให้เห็นสภาพปัญหา เห็นรูปธรรมการพัฒนาที่ อยู่อาศัยของคนจน และข้อเสนอจากชุมชนที่จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย โดยจะจัดเวทีขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ในวันที่ 15 กันยายน 2566 เวทีการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนแออัดคลองเตย ในวันที่ 17 กันยายน 2566 เวทีการแก้ไขปัญหาชุมชนในที่ดินสาธารณะ และริมคลองย่อย คลองสาขาต่าง ๆ ในวันที่ 18 กันยายน 2566 และเวทีขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่อาศัยเช่าราคาถูกสำหรับผู้มีรายได้น้อยในเมืองในวันที่ 20 กันยายน 2566 เพื่อจะประมวลมาตรการและนโยบายด้านที่อยู่อาศัยนำเสนอต่อหน่วยงานและรัฐบาล ซึ่งเราคาดหวังว่าจะได้รับความร่วมมือและร่วมขับเคลื่อนการทำงานให้บรรลุผลต่อไป”นางกรรณิการ์กล่าว
นางพรทิพย์ วงศ์จอม ผู้แทนเครือข่ายเมือง กล่าวว่า ตนเป็นคนที่อยู่ในชุมชนแออัดชุมชนนึงในใจกลางเมืองกรุงเทพ ซึ่งประชาชนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากภาคอีสานมาบุกรุกที่ดินกรมธนารักษ์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย โดยไม่คิดไม่ฝันว่าคนตัวเล็กอย่างเราที่มาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทุกคนที่ต่างจังหวัดต่างอยากเข้ากรุงเทพ พวกเราต่างลงทุนขายไร่ขายนามา เพราะมองวบ้านเราก็ทำได้แค่ทำนา ปลูกข้าว พอหน้าแล้งค่าปุ๋ย ค่ารถไถก็ไม่พอ จึงเข้ามาซื้อที่ดินในกรุงเทพ 80,000 บาท อยู่ได้ไม่ถึงปี เพราะเมื่อปี 2547 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ประชากรกว่า 800 ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนหนัก ตนเองต้องนั่งมองข้างกำแพงเป็นเดือนและรู้สึกสะเทือนใจ แต่ก็ต้องขอบคุณ (พอช.) และพี่น้องเครือข่ายคอยช่วยเหลือและให้เราได้มีเวลาตั้งสติ ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว
“ตอนแรกก็ไม่รู้จักบ้านมั่นคงว่าคืออะไร เรารู้จักแค่การเคหะแห่งชาติ ช่วงแรกที่พี่น้องเครือข่ายเข้าไปคุยเราก็ยังไม่เชื่อและกังวลใจว่าจะโดนหลอก เพราะสมัยก่อนอยู่ในชุมชนเราตั้งสหกรณ์ก็เจ๊งหมด ขายของก็เจ๊ง ทำอะไรก็เจ๊ง จึงเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราคนในชุมชนมีความกังวล กลัวการรวมตัวกันแล้วไปไม่รอด แต่เพราะเราไม่มีที่ไปหมดหนทางแล้ว เราจึงต้องยอมไปศึกษาโครงการบ้านจึงรู้ว่าบ้านเราไม่ใช่ที่แรก แต่มีพี่น้องเราที่ตั้งมาเยอะแยะมากมาย จึงเป็นบ่อเกิดของการเรียนรู้และดำเนินการเรื่องบ้านมั่นคง แต่ก็มีความกังวลใจว่ารัฐจะสร้างเป็นตึกสูง ซึ่งเราคิดว่าพวกเรามีแต่คนทำงาน ขายของ ขับแท็กซี่ เก็บของเก่าขาย ขับสามล้อ แล้วถ้าเกิดพ่อแม่เราป่วยติดเตียงจะขึ้น-ลง ตึกสูงได้อย่างไร แต่อย่างน้อยเราขอสู้ก่อน สู้เพื่ออย่างน้อยให้ได้บ้านมั่นคง เราคิดว่าเรามีสิทธิและเป็นคนไทยคนหนึ่ง ทำไมเราจะไม่มีสิทธิมีบ้านตรงนี้ไม่ได้ ซึ่งกรมธนารักษ์และหลายกระทรวงก็เปิดโอกาสให้อยู่ในที่ดินเดิมแต่ต้องปรับปรุงตามแบบบ้านมั่นคงและการเคหะแห่งชาติ พอพูดแล้วก็รู้สึกยังมีความหวังที่เด็กน้อยคนหนึ่งที่มาจากบ้านนอกที่ลงทุนขายนา ยังมีโอกาสได้อยู่ในเมืองกรุงเทพมหานคร ย่านสาธร ที่มีมูลค่าตารางวาละ 2 ล้านบาท ซึ่งคนจนอย่างเราตายกี่ชาติก็คงไม่มีโอกาส อย่างน้อยๆ ก็พร้อมต่อสู้แม้จะยากลำบาก แต่ถ้าหากพวกเรารวมกำลัง สามัคคีกันเพื่อให้เข้าถึงสิทธิในที่อยู่อาศัยก็อาจจะไม่ยากนัก อย่างน้อยก็สู้อยู่ทุกวัน เดินออกไปก็ต้องสู้แล้ว เพราะพวกเราเป็นคนจน” นางพรทิพย์กล่าว






