โดย จตุพร สุสวดโม้
ถนนลูกรังสลับคอนกรีตตลอดข้างทางยาวหลายสิบกิโลเมตร ปลายตาเหลือบมองภูเขาที่ประกอบเป็นเทือกเขาเป็นแนวยาวโอบล้อมชุมชนที่ระบบทุนนิยมยังเข้าไม่ถึงมากนัก การเดินทางด้วยความทุลักทุเล ตั้งแต่ถนนสายหลักมาจนถึงหมู่บ้าน “กะเบอะดิน”
ทรัพยากรธรรมชาติมากมายมหาศาลที่กลุ่มนายทุนน้อยใหญ่ต่างจับจ้องและต้องการขุดเจาะและถลุงพื้นที่อำเภอ “อมก๋อย”จังหวัดเชียงใหม่
บรรยากาศในหมู่บ้านกะเบอะดินวันนี้(27 กันยายน 2566) เป็นไปอย่างคึกคักเพราะในวันรุ่งขึ้นจะมีกิจกรรมใหญ่ในการรณรงค์ของคนไม่เอาเหมืองแร่
บ้านไม้ยกสูงหลังน้อยใหญ่กระจัดกระจายบนภูเขาเป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิม บนบ้านหลังนั้นมี “แม่น้อย วาสนาพิรักษา” แม่เฒ่าวัย 69 ปี ผู้หลงใหลในการ “โอ๋โมะยี่โซะ”หรือภาษากะเหรี่ยงหมายความว่า ดูดใบยาสูบ โดยใช้กล้องยาเส้น
“หากไม่ได้สูบ จะทำให้ไม่มีแรง” หญิงชาวกะเหรี่ยงเล่าถึงความชื่นชอบในการดูดกล้องสูบยาเส้นเพื่อให้มีพลังในการทำงานถือเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมพร้อมยิ้มแย้มให้คนแปลกหน้าที่เข้ามาพูดคุย
ขณะกำลังดูดกล้องยาเส้นพร้อมประกอบอาหาร บนเตาถ่านไม้ฟืน ควันไฟคละคลุ้งส่งกลิ่นหอมของวัตถุดิบในหม้อที่กำลังเดือดใกล้สุกดี ประกอบเป็นเมนูแกงไก่ใส่ฟักทอง
“วัตถุดิบเอามาจากสวน ไก่ก็เลี้ยงเองไม่ต้องซื้อ” นางเล่าถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายในการใช้ชีวิตโดยไร้เงินตรา
แม่เฒ่าเกิดและเติบโตในหมู่บ้านกะเบอะดิน ชีวิตผ่านการแต่งงานมีลูก 3 คน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลสิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการของรัฐ สาธารณูปโภค โรงพยาบาล
“เมื่อ 30 ปี ที่แล้ว คลอดลูกที่บ้าน ไม่ได้ไปโรงพยาบาล เพราะสมัยก่อนไม่มีรถยนต์ต้องเดินไปอีกหมู่บ้านห่างกัน 20 กิโล เพื่อต่อรถไปโรงพยาบาลและมีค่าใช้จ่ายที่สูง” เธออธิบายความยากลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไร้การเหลียวแลจากรัฐ
พื้นที่แห่งนี้ห่างไกลจากการดูแลของรัฐ มีเพียงความต้องการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ รัฐพยายามอ้างว่ากำลังจะนำความเจริญเข้ามาสู่ชุมชน แต่ก็เป็นไปเพียงเพื่อเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนเท่านั้น
นางอธิบายว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีแม้แต่ถนนหนทาง เดี๋ยวนี้จะเห็นถนนบางที่เป็นลูกรัง บางทีเป็นถนนคอนกรีต งบประมาณที่เขาเอามาสร้างถนนในพื้นที่อมก๋อยไม่เคยเสร็จดี
“เจ้าหน้าที่รัฐบอกกับคนในชุมชนว่าจะสร้างถนนให้ ถ้าได้สร้างเหมืองถ่านหินในหมู่บ้าน” เธอเล่าพร้อมถอนหายใจด้วยความคับแค้นใจต่อรัฐที่จะสร้างถนนให้คนในชุมชน แต่เต็มไปด้วยผลประโยชน์แอบแฝง เขาต้องการสร้างเส้นทางการขนส่งแร่ต่างหาก
แม่เฒ่าเล่าว่า เมื่อยี่สิบปีก่อนเขาพยายามที่จะสร้างเหมืองถ่านหินแม้จะมีคนบางส่วนต่อต้าน แต่เขายังไม่เริ่มสร้างเพราะยังไม่พร้อม ถือเป็นความโชคดีชั่วขณะของคนในชุมชน ที่ยังไม่มีเหมืองเกิดขึ้น
โครงการเหมืองแร่ถ่านหินอมก๋อย เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2530 ชาวบ้านได้มีการรวมตัวกันลุกขึ้นมา
การต่อสู้คัดค้าน ฟ้องคดีเพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อปี 2562 เนื่องจากไม่มีความชอบธรรมในการดำเนินการ และไม่ได้รับฟังเสียงคนในชุมชน
“หลายคนพึ่งมาเข้าใจผลกระทบจากเหมืองแร่เมื่อ 4 ปีก่อน หากมีเหมืองแร่เกิดขึ้น ภูเขาคงจะต้องหายไป วิถีชีวิตความเป็นอยู่คงจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดการ” นางเล่าในขณะที่ฝนตกปรอย ๆ
หญิงชราชาวกะเบอะดินมีความกังวลต่อการแปรเปลี่ยนที่ต้องละทิ้งการผลิตพืชผลการเกษตร ไปเป็นผลิตเงินตราในเหมืองแร่
“คนในชุมชนคงจะเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำเกษตรกรรม เข้าไปทำงานอยู่ในเหมืองถ่านหินรับใช้กลุ่มทุน เราคงเห็นทนเห็นวิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายไม่ได้” เป็นหนึ่งในเหตุผลที่หญิงชราเลือกที่จะทำความเข้าใจผลกระทบในการสร้างเหมืองแร่และออกมาต่อต้านเหมือง
เธอพยายามบอกเล่าว่า 4 ปีที่ผ่านมาในการออกมาต่อสู้ทำให้เห็นว่ารัฐและกลุ่มทุนต้องการกอบโกยผลประโยชน์อย่างไม่สนใจไยดีผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ถัดไปไม่ไกลจากบ้านพักอาศัย มีอาคารสีขาวประกอบเป็นพื้นที่รวมตัวกันของคนในชุมชน มีชื่อเรียกว่า “ศาลากลางหมู่บ้าน” ด้านในมี “พ่ออ่วยแค่ว วุฒิศรีวัต” พ่อเฒ่าชาวกะเหรี่ยง วัย 66 ปี กำลังนั่งรับฟังกระบวนการพูดคุย ปรบมือต้อนรับผู้มาเยือนอย่างสนุกสนาน
เขาเล่าว่า ออกมาต่อต้านเหมืองถ่านหินเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้มีโอกาสเรียนรู้ผลกระทบจากเหมืองแร่และพยายามจะปกป้องรักษาทรัพยากรที่ตนเองมีเพื่อลูกหลานของตน
“เกิดและเติบโตในหมู่บ้านกะเบอะดินและจะตายอยู่ที่นี่ ถึงจะนึกไม่ออกว่าถ้ามีเหมืองในหมู่บ้านจะสูญเสียอะไรไปบ้าง แต่คิดว่าเราต้องรักษาทรัพยากร วิถีชีวิตของเราไว้ เพื่อยับยั้งสิ่งที่จะเกิดขึ้น” เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ชายชราชาวกะเหรี่ยงยืนหยัดที่จะต่อสู้โครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อย
พ่อเฒ่าพยายามอธิบายว่า ถ้าสูญเสียภูเขา ป่าไม้ จะทำให้เกิดมลพิษขึ้น อาจจะต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ดีร้ายอาจจะต้องย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
“วิถีชีวิตของเราไม่ได้ต้องการเงินมากมาย แค่มีข้าวปลาอาหาร พืชพันธุ์ที่เราเพาะปลูกมีพอกินและเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกันก็เพียงพอแล้ว” พ่อเฒ่าพยายามสื่อสารให้เราเข้าใจแม้จะถนัดการใช้ภาษาที่แตกต่างกันให้รับรู้ถึงความต้องการที่จะสืบสานชีวิตดั้งเดิมของตนไปสู่ลูกหลานในอนาคต
ชายชาวกะเบอะดินบอกเล่าความรู้สึกว่า หากรัฐมองเห็นเราเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันทุกคน คงจะทำให้คนที่นี่เข้าถึงสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่นโดยไม่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเช่นนี้
“การจะสร้างเหมืองเพื่อเอาผลประโยชน์ โดยไม่ได้ถามความต้องการของคนในชุมชน เหมือนเอามีดมากรีดหัวใจของเรา หากมีการดำเนินการเกิดขึ้นอีก เราก็จะรวมกันยืนหยัดต่อสู้ต่อไปโดยไม่ย่อท้อ” ชายชราคนรักบ้านเกิดพยายามยืนยันอย่างหนักแน่น
แม่น้อย และ พ่ออ่วยแค่ว ต่างเป็นชาวกะเหรี่ยงที่สืบสานวิถีชีวิตดั้งเดิม ที่พร้อมลุกขึ้นต่อต้านโครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อยและต่างมีความหวังที่จะรักษาทรัพยากรและวิถีชีวิตให้มีอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อลูกหลานในวันข้างหน้าต่อไป
——–
หมายเหตุ-ในวันที่ 28 กันยายนนี้ จะมีการจัดงาน “ชัยชนะจะสมปองต้องต่อสู้” 4 ปีแห่งการไม่สยบยอมให้อมก๋อยกลายเป็นเหมืองถ่านหิน โดยจะมีการเคลื่อนขบวนรณรงค์จากหมู่บ้านกะเบอะดินเวลา 06.00 น.ไปยังที่ว่าการอำเภออมก๋อย และมีกิจกรรมเวทีเสวนาพร้อมทั้งอ่านคำประกาศเจตนารมณ์










