จุฑามาศ ราชประสิทธิ์
ระหว่างวันที่ 25 ถึง 27 พฤศจิกายน 2566 โครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ (SCPPIII) ได้มีโอกาสเดินทางศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงตุง ตามเส้นทาง R3B เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวของสถานการณ์ด้านเด็ก และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กเยาวชนและชุมชนในเขตเมืองเชียงตุง ซึ่งอยู่ห่างไปทางเหนือจากชายแดนแม่สาย 167 กม.
เมืองเชียงตุง เป็นเมืองที่มี 27 ชนชาติพันธุ์ ชนชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่คือชนชาติไตย เป็นหนึ่งในสามเมืองหลวงของรัฐฉาน กล่าวคือ เมืองล่าเสี้ยวเป็นเมืองหลวงทางตอนเหนือ เมืองตองจี เป็นเมืองหลวงทางตอนใต้ และเมืองเชียงตุงเป็นเมืองหลวงทางตะวันออก โดยในอดีตแต่ละเมืองมีเจ้าฟ้าเป็นกษัตริย์ปกครองหัวเมืองใหญ่น้อยซึ่งพี่น้องชาวไตขึน ชาวไตยใหญ่ (ไตยโหลง) อาศัยอยู่ในแต่ละเมืองอย่างสงบสุข ชาวไตยที่เป็นเกษตรกรและเป็นชนท้องถิ่นยืนยันว่าตนเป็นกลุ่มที่รักสงบไม่ชอบความรุนแรง ไม่ชอบการศึกสงครามพร้อมที่จะอยู่ร่วมกับชนกลุ่มใหญ่หรือใครก็ตามที่เข้ามาบริหารพื้นที่ หรือบริหารบ้านเมือง ด้วยเหตุนี้พื้นที่บริเวณเมืองเชียงตุงจึงมีความสงบชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรมและค้าขายตามปกติ
จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองของรัฐและประเทศเมียนมาร์หลายครั้งจนกระทั่งเกิดการปฏิวัติรัฐประหารล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และสถานการณ์โควิด พ.ศ 2563 ส่งผลต่อการบริหารประเทศทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคม รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมา ด่านชายแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็กปิดตัวลง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีการห้ามผู้คนเดินทางผ่าน คณะกรรมการชายแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก จัดประชุมกันหลายครั้งเพื่อวางแผนการเปิดด่านชายแดน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จจนกระทั่งเมื่อกุมภาพันธ์ 2566 รัฐบาลเมียนมาจึงยอมเปิดด่านแต่ยังมีข้อจำกัดดังนี้คือ
1.ระยะเวลาในการเปิดปิดด่านที่สั้นลงเป็น 18.00 น.จากเดิมเปิดถึงเวลา 21.00 น.
2.อนุญาตเฉพาะผู้มีสัญชาติไทยผ่านแดนเข้าไปท่องเที่ยวถึงเมืองเชียงตุงเท่านั้น โดยไม่อนุญาตในการท่องเที่ยวข้ามเมืองและไม่อนุญาตคนสัญชาติอื่นผ่านด่านนี้
3. เจ้าพนักงานเก็บบัตรประชาชนไว้ที่ด่านท่าขี้เหล็ก และจะคืนให้เมื่อออกจากประเทศเมียนมา
4.การเข้าไปเที่ยวในเมืองเชียงตุง เดิมสามารถเข้าไปเป็นกลุ่มเล็กกันเองได้ แต่ปัจจุบันต้องมีไกด์รับรอง และรายงานต่อเจ้าพนักงานตามด่านผ่านทาง


ในระหว่างที่มีการปิดด่านชายแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ยังมีการเดินทางตามเส้นทางธรรมชาติผ่านเข้า-ออกได้ โดยคนกลุ่มหนึ่งที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยคือเด็กๆ เพื่อความมั่นคงความปลอดภัยในชีวิตและความอยู่รอด การพัฒนาตนเองผ่านการศึกษาในระดับประถมศึกษา ซึ่งประมาณว่าในระหว่าง พ.ศ.2563-2566 มีเด็กเดินทางผ่านเส้นทางธรรมชาติกว่า 3,000 คน (ข้อมูลจากจำนวนเด็กนักเรียน G ที่เพิ่มขึ้นใน พ.ศ. 2566 ของโรงเรียนประถมศึกษา ในจังหวัดเชียงราย)
เมืองเชียงตุงมีประชากรรวมทั้งสิ้นประมาณ 170,000 คนจากประชากรของรัฐฉานรวมประมาณ500,000 คน อาจกล่าวได้ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือ กว่า 500 ชุมชนหมู่บ้านรอบเมือง ก็จะมีวัดประจำหมู่บ้านอย่างน้อยหมู่บ้านละหนึ่งวัด ความศรัทธาในศาสนาพุทธเป็นสิ่งยืนยันว่าวัดทุกวัดไม่ขาดพระสงฆ์และสามเณร อย่างน้อยจะต้องมีวัดละ 4 รูปประจำอยู่
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เชียงตุงโดยเฉพาะเด็กผู้ชายจึงมักผ่านการบวชเป็นลูกเณรประจำในวัด ประกอบกับความไม่สงบในการบริหารประเทศทำให้เด็กชายเข้าบวชเรียนในวัดจำนวนสูงกว่าปกติโดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา วัดจึงเป็นสถานที่ที่อุปถัมภ์และสร้างคุณภาพชีวิตของเด็กชุมชน ในบางแห่งวัดเปิดโรงเรียนประถมที่สอนเณรน้อยและยังเปิดโอกาสให้เด็กผู้หญิงได้เข้าเรียนร่วมกันอีกด้วย


ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนวัดบ้านแงน อยู่ทางตอนเหนือของนครเชียงตุง ประมาณ 30 กม. ซึ่งเจ้าอาวาสและคณะสังฆาธิการได้ร่วมกันวางรูปแบบการจัดการศึกษาชั้นประถมศึกษาเพื่อให้เด็กทั้งสามเณรและเด็กผู้หญิง รวม 132 คน ได้เรียนทั้งภาษาไทยใหญ่ ภาษาเมียนมาภาษาไทยขึน และภาษาอังกฤษ เด็กได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ได้รับอาหารครบทุกมื้อ ได้รับการคุ้มครองสิทธิ มีโอกาสได้เตรียมความพร้อมก่อนที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป
ภายใต้กลไกปกติในการพัฒนาคุณภาพชีวิตการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมของรัฐมาตรฐานสิทธิมนุษยชนการคุ้มครองสิทธิเด็กของประเทศอ่อนแอ แต่มีความพยายามของกลไกสังฆะในพุทธศาสนาโดยเครือข่ายพระสงฆ์เขตเชียงตุงร่วมกับโรงเรียนบาลีศึกษา มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยจังหวัดเชียงใหม่ มูลนิธิลุ่มน้ำโขง และมูลนิธิโพธิวิชชาลัย ที่ค่อย ๆ เริ่มสร้างการพัฒนาการศึกษาให้สามเณรและเด็กหญิงได้เรียนมากขึ้น รวมทั้งให้โอกาสแก่พระสงฆ์ในการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอีกด้วย เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้อาศัยอยู่ในชุมชนชนบทอย่างมีคุณภาพ
คำกล่าวดั้งเดิม “กินอย่างม่าน ตาน(ทาน)อย่างไทยใหญ่” แว่วขึ้นมาในความทรงจำ แสดงให้เห็นว่านอกจากการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว การดูแลคุณภาพชีวิตของพุทธศาสนิกชนก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญยิ่ง
สถานการณ์ความไม่สงบของประเทศเมียนมาร์ที่ยังคงมีต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปัจจุบันทำให้คนวัยทำงานวัยรุ่นรวมทั้งเด็กบางส่วนหนีภัยความไม่สงบและความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินเข้าไปในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ประเมินโดยเครือข่ายสถานะบุคคลว่ามีชาวเมียนมาร์อาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 3-5 ล้านคน
ในประเทศไทยมีสามเณรที่ไร้รัฐไร้สัญชาติหรือประสบปัญหาสถานะบุคคลซึ่งอยู่ในวัยที่กำลังเรียนหนังสือ แต่ต้องเจอกับช่องว่างทางกฎระเบียบ ทำให้ไม่สามารถเรียนในระดับชั้นประถมได้ ทำให้หลายฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหา
เครือข่ายคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ (SCPP III) ดำเนินงานร่วมกัน 5 องค์กรเครือข่ายคือมูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง (พปส.) มูลนิธิกระจกเงา (ศูนย์การเรียนไร่ส้ม) มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ) กลุ่มละครกั๊ปไฟ ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนสบเมย มีการรวมตัวกันตั้งแต่ พ.ศ. 2550 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยการสนับสนุนการดำเนินงานจากองค์การแตร์เดซอมเยอรมัน (Terre Des Hommes) และ BMZ มีเป้าหมายในการคุ้มครองสิทธิเด็กในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐาน สิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ ชายแดนไทยเมียนมา และชายแดนไทยลาว
การได้เดินทางมาลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลต้นทาง ทำให้เกิดความรู้และความเข้าใจยิ่งขึ้นในการนำสภาพปัญหาต่างๆกำหนดเป็นแนวทางในการหาทางออกร่วมกัน ในเมื่อสังคมไทยและสังคมฝั่งเมียนมาต่างมีพุทธศาสนาเป็นการกลางในการดำเนินวิถีชีวิต ดังนั้นการถักทอกันเป็นเครือข่ายและสร้างกลไกในการแก้ไขปัญหาสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย รวมถึงเด็กๆอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญปัญหาสถานะบุคคลในสังคมไทย จึงต้องอาศัยความร่วมมือตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง



