เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 อ.แม่สาย จ.เชียงราย พ.อ. ณฑี ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมืองและประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา (TBC) ฝ่ายไทย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้ร่วมหารือกับผู้แทนส่วนราชการ อาทิ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่กงสุลประจำจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่หน่วยประสานงานชายแดนประจำพื้นที่ 1 พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย (พมจ.) เพื่อรับเหยื่อการค้ามนุษย์ 112 คนที่ถูกหลอกลวงไปทำงานต้มตุ๋นออนไลน์ในเมืองแผน เขตปกครองพิเศษว้า ประเทศเมียนมาติดกับชายแดนจีน
พ.อ.ณฑี ได้ข้ามสะพานแม่น้ำสาย ไปพบปะกับ พ.อ.ตู๋ล่า ส่อ วิน โซ ผู้บังคับการกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก และคณะกรรมการชายแดน ส่วนท้องถิ่นเมียนมา-ไทย (TBC) ฝ่ายเมียนมา และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดท่าขี้เหล็ก ณ บริเวณสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 2 ฝั่งเมียนมา เพื่อประสานรายละเอียดการรับตัวคนไทยที่ 112 คน (ชาย 74 คน หญิง 38 คน) พร้อมกับตรวจสอบอัตลักษณ์ตัวบุคคล และลงนามเอกสารรับตัวคนไทย จากนั้นได้เดินทางโดยรถตู้ 3 คันและรถบัส 2 คันข้ามฝั่งกลับประเทศไทย โดยได้มีการบันทึกภาพร่วมกันบริเวณกลางสะพานข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 2
พ.อ.ตู๋ล่า ส่อ วิน โซ ผู้บังคับการกองบังคับการยุทธศาสตร์ท่าขี้เหล็ก กล่าวว่า “กองทัพเมียนมา ยินดีที่ได้ให้การช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวก ในการส่งตัวคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนกลับประเทศไทย เพื่อความสัมพันธ์อันดีของกองทัพ ของทั้งสองประเทศให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งๆ ขึ้นไป”
ขณะที่พ.อ.ณฑี กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณกองทัพเมียนมา ที่ได้ให้การช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวก ในการส่งตัวคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนกลับประเทศไทย ซึ่งหากนับการช่วยเหลือ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งมีคนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือ รวมจำนวนทั้งสิ้น 179 คน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวที่ผ่านมา ถือว่าเกิดจากความสัมพันธ์อันดีของกองทัพทั้งสองประเทศ
ทั้งนี้เมื่อถึงฝั่งไทยทั้ง 112 คน ได้รับการดำเนินการคัดกรองโรค และคัดแยกบุคคลที่มีหมายจับ ก่อนเดินทางไปพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลขั้นต้นแล้วแยกได้ 2 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มผู้ที่มีข้อมูลด้านอาชญากรรม มีหมายจับ จำนวน 10 คน (ชาย 8 คน,หญิง 2 คน) รอยืนยันหมายจับจาก ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย หากยืนยันก็จะดำเนินการ ควบคุมตัวนำส่งให้ สถานีตำรวจภูธรแม่สาย ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
2. กลุ่มที่ไม่มีหมายจับ จำนวน 102 คน จะนำตัวไปยังพื้นที่พักพิงชั่วคราว โดยแยกเป็น ผู้ชาย จำนวน 66 คน ณ กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงราย ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย ส่วนผู้หญิง จำนวน 36 คน ณ มูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่ ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยมี 1 คนเป็นชาวเวียดนาม
ผู้หญิงรายหนึ่งซึ่งเป็น 1 ในเหยื่อการค้ามนุษย์ครั้งนี้ กล่าวว่า เดินทางมาจากเมืองแผนโดยการช่วยเหลือของกองทัพว่าภายหลังจากที่พวกเธอร้องขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานต่างๆ ซึ่งหลังจากที่ว้าช่วยเหลือออกมาได้พาไปพักในที่แห่งหนึ่งซึ่งมีที่นอนและอาหารการกินเป็นอย่างดีอยู่ราว 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นพวกตนได้ถูกนำมาที่เมืองเชียงตุงและทางว้าส่งมอบพวกตนให้กับทหารพม่า แต่การดูแลค่อนข้างแตกต่างกัน เพราะทหารพม่าไม่มีที่นอนและอาหารให้ ต้องช่วยกันหาซื้อหรือจ่ายเงินให้กับทหารพม่า
“พวกเราขอขอบคุณทางกองกำลังว้ามากที่ช่วยเหลือและดูแลพวกเราเป็นอย่างดี แตกต่างจากทหารพม่ามาก จริงๆแล้วเราได้ยินว่าตอนแรกทางว้าจะส่งเราให้ทางการไทยเลย แต่ทหารพม่าไม่ยอม ในที่สุดว้าเลยต้องส่งเราให้ทหารพม่า ทำให้ช้ามากกว่าจะกลับถึงไทย”เหยื่อรายนี้ กล่าว
ขณะที่ผู้ชายรายหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ครั้งนี้เล่าถึงการถูกหลอกลวงไปทำงานในครั้งนี้ว่า แรกทีเดียวสมัครเป็นแอดมินเฟสบุคที่เมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา โดยผู้รับสมัครแจ้งว่าจะได้รับเงินเดือนราว 4-5 หมื่นบาท และได้เดินทางไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 โดยมีคนมารับที่ฝั่ง อ.แม่สายและพาขับรถเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งชายแดน เมื่อถึงเวลามีคนมารับข้ามแม่น้ำซึ่งน้ำไม่ลึกมากและคนดังกล่าวได้นำบัตรพม่ามาให้และซักซ้อมให้พูดภาษาพม่า เมื่อข้ามฝั่งแล้วได้มีรถมารับขับไปเรื่อยๆซึ่งตนไม่รู้ว่าเป็นเส้นทางไหนจนกระทั่งทราบทีหลังว่าอยู่ที่เมืองแผน
“เขาพาข้ามฝั่งตอนเที่ยง กว่าจะถึงก็ค่ำแล้ว เห็นประตูเหมือนในหนัง แบบประตูทหาร ก็คิดว่าชิบหายแล้วออกไม่ได้แน่ เห็นเขาเอาเงินหยวนมาจ่ายกันก็รู้ว่าโดนขายแน่ พอเริ่มคุยเขาบอกว่าสัญญา 9 เดือน ทีแรกบอกว่า 6 เดือน แต่งานไม่ตรงปกสักอย่าง เขาให้เป็นแอดมินชวนลูกค้าลงทุน ต่อมาเริ่มมีการทุบตี ทำร้าย ช๊อตไฟฟ้า มีคนทำงาน 50-60 มีกฎว่าถ้าใครไม่ทำงานก็ถูกเอาไปทุบตี คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนเชียงราย เชียงใหม่ ชนเผ่าก็มี เดือนแรกดูไม่มีอะไรนัก แต่ผ่านไปเดือน 2 รู้สึกไม่ไหว รู้แล้วว่าเป็นงานโกงคนอื่น ไม่อยากทำ แต่ใครไม่ทำก็โดนตี โดนขัง ถ้าทำยอดไม่ถึงเป้าก็เป็นหนี้บริษัท เขาคิดค่าข้าว ค่าเช่าห้อง สิ้นเดือนมาก็ยอดติดลบ บางที 7-8 หมื่น แล้วหากเดือนต่อไปหาได้ ก็หักลบ มีหลายคนจ่ายเงินแล้วก็กลับได้ คือจ่ายถึง 2.5 แสนบาท” เหยื่อรายนี้กล่าว
เขากล่าวว่า ผู้คุมเป็นบอสจีนล้วนๆ โดยบริษัทที่ตนทำงานทราบว่ามี 3 หุ้นส่วน อย่างไรก็ตามช่วงเดือนตุลาคม มีตำรวจจีนเข้าไปตรวจ ตอนแรกคิดว่าเขาจะมาช่วย แต่ก็ไม่ได้ช่วย โดยก่อนหน้านั้นพวกตน
ได้ขอความช่วยเหลือไปที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง โดยติดต่อทางไลน์ แต่ข้อมูลกลับรู้ถึงบอสคนจีนและสั่งให้หยุดส่งข้อมูล โดยขู่หากมีหน่วยงานเข้ามาจะเอาตนไปฆ่าเป็นคนแรก เพราะมีคนไปบอกเขาว่าตนเป็นคนรวบรวมข้อมูลไปแจ้งทางการไทย
“อยากฝากเตือนคนที่คิดจะทำงานแถวชายแดน ในฐานะที่โดนมาเต็มๆ ว่า ทางเลือกคนเราไม่เหมือนกัน บางคนเคยติดคดี กฎหมายไทยหากมีคดีก็หางานทำไม่ได้ในไทย มีคนที่กลัวแต่ไม่อยากกลับคือพวกที่มีคดี เคยติดคุก ติดยา เป็นกลุ่มที่ไปทำงานที่ไหนในไทยก็ไม่ได้ บางคนไม่มีทางเลือก สมัครงานไปแต่ตรวจประวัติอาชญากรรมแล้วก็ไม่รับ แม้จะเก่ง คนเคยทำไม่ดีจะไม่มีโอกาสทำงานเลยหรือ แล้วชีวิตต่อไปจะยังไง กฎหมายพอใช้กับคนรวยทำไมง่ายจัง แต่กับคนรากหญ้ากลับไม่มีคุณค่าในสังคมเลย เขาก็เลือกอยู่ต่อ ทำได้ก็ได้เงิน ถึงทำไม่ได้ก็ยังมีข้าวกิน” เหยื่อรายนี้กล่าว







