Search

เด็กโยกย้ายถิ่นฐานนับแสน ปัญหาและข้อเสนอแนะ

จุฑามาศ ราชประสิทธิ์

สหประชาชาติได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัวค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) ประกาศให้ทุกวันที่ 18 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล (International Migrants Day)เพื่อให้แรงงานข้ามชาติในประเทศต่างๆได้รับการคุ้มครองทั้งสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานได้รับการปฏิบัติที่ดีจากรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งประเทศต้นทางและประเทศปลายทางโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเพราะความแตกต่างทางเชื้อชาติภาษาสีผิวและเพศสภาพ

เครือข่ายแรงงานภาคเหนือร่วมกับองค์กรที่ทำงานกับกลุ่มพี่น้องแรงงานทั้งในประเทศและแรงงานข้ามชาติ กลุ่มผู้ทำงานในด้านการบริการทางเพศ กลุ่มแรงงานทำงานบ้านเชียงใหม่ สหพันธ์คนงานข้ามชาติ แรงงานข้ามชาติในลุ่มแม่น้ำโขง กลุ่มประชาสังคมที่ดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติเด็กในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐานคือ SCPPIII (Stateless Child Protection Project 3) ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคี5 องค์กร คือ มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา  ศูนย์พัฒนาเด็กและเยาวชนสบเมย มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง  และกลุ่มละครกั๊ปไฟ รวมถึงมูลนิธิเครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล มูลนิธิประกายแสง องค์การ MAP เป็นต้น ได้ร่วมรณรงค์เพื่อให้ประชาสังคมประชาชนหน่วยงานและสังคมสาธารณะเห็นความสำคัญของการย้ายถิ่นฐานอย่างปลอดภัยได้รับการคุ้มครองสิทธิสวัสดิภาพได้รับการปฏิบัติด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม

การอพยพเคลื่อนย้ายของแรงงานจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเพื่อทำงาน หรืออยู่อาศัยเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั่วโลกมานานแล้วโดยสาเหตุหลักของการเคลื่อนย้ายแรงงานคือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจภัยธรรมชาติโรคระบาดหรือความไม่สงบไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้คนทั่วโลกต้องเคลื่อนย้ายจากถิ่นฐานของตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติจากประเทศต่างๆเดินทางย้ายถิ่นเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะแรงงาน 4 สัญชาติคือพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ทั้งที่ทำงานโดยมีเอกสารถูกต้องตามกฏหมายกว่า 2,000,000 คนและกลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนขออนุญาตทำงานตามกฏหมายอีกกว่า 1,000,000 คนซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาและการเติบโตด้านเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทย  แต่แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่กลับยังไม่ได้รับสิทธิ และไม่เข้าถึงการปกป้องคุ้มครองตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับแรงงานกำหนด เช่น ไม่ได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุดและวันลาตามที่กฎหมายกำหนด ต้องทำงานล่วงเวลาโดยไม่สมัครใจ เข้าไม่ถึงระบบประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน

เครือข่ายแรงงานภาคเหนือจึงมีแถลงการณ์ต่อรัฐบาล 9 ประการ สรุปในด้านที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างค่าจ้างแรงงาน การกำหนดนโยบายบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่เป็นระบบในระยะยาว 5 – 10 ปี มุ่งเน้นหลักสิทธิมนุษยชนการปรับปรุงรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 89 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองและดำเนินการปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยเร่งด่วนเพื่อให้แรงงานทุกภาคส่วนมีอิสระในการรวมตัวจัดตั้ง หรือเข้าร่วมและการต่อรองกับนายจ้างด้วยการจัดตั้งสหภาพแรงงานได้โดยไม่กระทบต่อการจ้างงาน

อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 189 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าสำหรับลูกจ้างทำงานบ้านเพื่อส่งเสริมสิทธิของแรงงานทำงานบ้านและดำเนินการปรับปรุงกฎหมายกฎกระทรวงระเบียบต่างๆเพื่อส่งเสริมสิทธิของลูกจ้างทำงานบ้านโดยเร็วที่สุด และต้องมีกลไกเพื่อคุ้มครองลูกจ้างแรงงานทำงานบ้านให้ได้รับสิทธิ์และสวัสดิการ  การเรียกร้องให้ยกเลิก พรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี และเรียกร้องให้ยุติการจับกุมกักขังและบังคับส่งกลับทั้งแรงงานและผู้อพยพจากประเทศเมียนมา เนื่องจากสถานการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นในประเทศ ทำให้ต้องมีผู้อพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นรวมถึงการอนุญาตให้อยู่อาศัยทำงานเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพการศึกษาและการเดินทางโดยเร่งด่วน

หมี่เบอ แลเชอ ผู้ประสานงานกลุ่มละครกั๊ปไฟ ให้ข้อมูลถึงการถูกเลือกปฏิบัติของเด็กเยาวชนชาติพันธุ์ไทยใหญ่ ที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายว่าต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างระแวงว่าจะถูกผลักดันออกนอกประเทศไทย ทั้งที่กลุ่มเยาวชนได้เรียนหนังสือ บางคนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมต้นและอาชีวศึกษา 

ลาหมึ่ทอ ดั่งแสงวิมาน เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานกลุ่มละครสาละวินlittle bird กล่าวว่าการที่เยาวชนได้เดินทางเข้ามาถึงส่วนกลางเชียงใหม่ เพื่อร่วมรณรงค์แสดงออกให้ สังคมเห็นถึงความยากลำบากในชีวิตของเด็กชายแดนสาละวินความอดอยากที่ต้องอาศัยอยู่อย่างหลบซ่อนในชายป่า ขาดอนาคตไม่สามารถวาดฝันถึงอนาคตของตน ทั้งทางด้านการศึกษาการประกอบอาชีพ การเป็นพลเมืองของพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ในระยะยาวได้

สันติพงษ์ มูลฟอง ประธานโครงการคุ้มครองสิทธิเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ กล่าวว่า เด็กในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐานมี 4 กลุ่มใหญ่คือ 1 เดินทางมากับพ่อแม่ 2 เด็กที่เกิดในประเทศไทยโดยมีพ่อแม่เป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติ 3 เด็กเคลื่อนย้ายตามลำพังซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านข้อมูลของเด็ก G ในสถานศึกษาทั่วประเทศ ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 40,000 คนในปีการศึกษา 2566 คือประมาณ120,000 คน จากในปีการศึกษา 2565 มีจำนวนประมาณ 80,000 คน 4 เด็กที่ถูกหลอกหรือถูกล่อลวงเข้าสู่กระบวนการค้าเด็กค้ามนุษย์

ผลกระทบที่ตามมาสำหรับเด็กในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐานคือ 1 การเดินทางเข้าประเทศไทยที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมายส่งผลต่อการวางแผนพัฒนาประชากรของประเทศ การถูกเป็นเหยื่อของกระบวนการต่างๆ โดยที่ไม่สามารถดำเนินการช่วยเหลือตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที  2 การไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ทำให้ตกหล่นจากระบบการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น กลุ่มสามเณรที่บวชเรียนแต่ไม่สามารถนำชื่อเพิ่มเข้ามาในสถานศึกษาได้ 

3 การศึกษาที่ไม่ต่อเนื่อง จากการที่เด็กในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐานต้องเดินทางโยกย้ายติดตามพ่อแม่ผู้ปกครองไปทำงานตามเขตงานก่อสร้าง  นำไปสู่การออกกลางคันและหายออกไปจากระบบ ไม่สามารถติดตามได้ในที่สุด 4 การศึกษาที่มีความแตกต่างกันทำให้เด็กบางคนที่เรียนในระดับประถม 5หรือประถม6ในประเทศเพื่อนบ้านต้องมาเรียนประถม 1ในประเทศไทยส่งผลให้ขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้การศึกษาต่อ

การพัฒนาประเทศในปัจจุบันมิใช่เพียงแต่การพัฒนาเด็กที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น หากแต่ต้องมองให้กว้างไปถึงเด็กที่ไม่มีเอกสารรับรองทางกฎหมายที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากในอนาคตประชาชนกลุ่มนี้จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศและของภูมิภาคนี้ได้ จึงมีเสียงเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยพิจารณาถึงเงื่อนไขที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มการมีสถานะบุคคลที่ถูกต้องตามกฏหมายสำหรับผู้ที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเพื่อการพัฒนาศักยภาพต่อไป

ที่สำคัญที่สุดคือการมีแผนปฏิบัติการในระดับชาติเพื่อคุ้มครองเด็กในบริบทการโยกย้ายถิ่นฐานควรสอดคล้องกับปฏิญญาอาเซียนที่ยืนยันความมุ่งมั่นของประชาคมอาเซียน ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเป้าประสงค์และ หลักการตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรอาเซียน ซึ่งรวมถึงหลักการ ประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และธรรมาภิบาลในภูมิภาคนี้

———–