maw lam yine1
สาละวินยามน้ำลดที่เกาะคอคะมอง

พวกเราลงจากเรือโดยสารที่ข้ามมาจากฝั่งเมาะละแหม่ง ย่ำโคลนเฉอะแฉะไปยังจุดหมายเบื้องหน้า ณ เกาะคอคะมอง [Kaw Ka Maungh ] ของชาวมอญ หรือเกาะพะลูโจนในภาษาพม่า แปลว่าเกาะยักษ์ ด้วยความใหญ่โตของเกาะที่มีเนื้อที่มากกว่าเกาะใดๆของปากน้ำสาละวิน คนที่นี่เทียบว่าเกาะของเขาใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์เสียอีก

 

สายน้ำสาละวินบริเวณปากน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล มีเกาะใหญ่น้อยอยู่ถึง 20 เกาะ ทั้งที่มีคนอยู่อาศัยและไม่มี เฉพาะเกาะคอคะมองอันใหญ่โตเป็นที่ตั้งหมู่บ้านถึง 80 หมู่บ้าน ว่าไปแล้วน่าจะมีขนาดน้องๆเกาะภูเก็ตของเราไม่เท่าไหร่

 

กลุ่มนักข่าวนักเขียนจากเมืองไทย มาลงพื้นที่เกาะยักษ์แห่งนี้ได้ด้วยการประสานงานของกลุ่มเยาวชนมอญ Mon Youth Progressive Organization (MYPO) และนำทางโดยพระสงฆ์นาม A Kon Aot Jae และ ยู ออง นาย อู (U Aung Naing Oo) สส.ชาวมอญ ซึ่งเป็นคนพื้นเพเกาะนี้

maw lam yine2
สำรับวัดคือความมั่นคงทางอาหาร

เมื่อมากับเจ้าถิ่นที่เป็นภิกษุสงฆ์ จุดแรกที่ต้องแวะก็คือวัด นอกจากเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตแล้วเรายังได้เป็นลูกศิษย์วัดกินข้าวเที่ยงที่แน่นไปด้วยอาหารหลากหลาย ทุกครั้งที่ได้เข้าไปหมู่บ้านในประเทศแถบอาเซียน อย่างลาวหรือพม่าและได้กินอาหารที่วัด ฉันพบว่าที่วัดนี่แหละมีความมั่นคงทางอาหารเป็นที่สุด ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลเลย ยิ่งวัดที่ชาวบ้านเคารพศรัทธายิ่งมีความมั่นคงสูง

 

ชาวพม่าศรัทธาต่อศาสนาอย่างที่เราเห็นวัตรปฏิบัติของเขา พระนอกจากจะเป็นศูนย์รวมจิตใจทางความเชื่อ พระพม่าจำนวนมากยังเป็นนักเคลื่อนไหวและแกนนำในการต่อสู้กับความอยุติธรรม พระที่นำทางพวกเราเล่าว่าท่านเคยถูกจับเข้าคุกอินเส่งที่ย่างกุ้งถึง 2 ปี จากการเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อถามว่าแล้วมาเคลื่อนไหวเรื่องแม่น้ำสาละวินที่เกี่ยวโยงกับการสร้างเขื่อนท่านไม่กลัวโดนจับอีกหรือ พระหัวเราะตอบสั้นๆว่าไม่กลัว นั่นคงเพราะปรัชญาในการบวชที่ท่านยึดถือมาตลอด ว่าบวชเพื่อมีอิสระในการทำงานให้สังคม ฉันว่านี่แหละที่จะนำไปสู่นิพพานอย่างแท้จริง

 

ผืนนาจมอยู่ใต้น้ำ
ผืนนาจมอยู่ใต้น้ำ

และเพราะว่าเรามากับพระทั้งยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ผู้มีพื้นเพอยู่ที่นี่แผ้วทางให้ จึงได้เข้าไปสัมผัสชุมชน และได้ยินเสียงบอกเล่าถึงปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำสาละวิน สิ่งที่หลายหมู่บ้านบนเกาะคอคะมองหรือเกาะพะลูโจนเผชิญมาตลอดระยะเวลาหลายปี คือกระแสน้ำสาละวินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จากเมื่อก่อนที่ชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาขุดคลองป้องกันไม่ให้น้ำเค็มทะลักเข้ามา กลับไม่อาจต้านทานกระแสน้ำเค็มที่หนุนสูงขึ้น กระทั่งบางแห่งต้องเปลี่ยนที่นามาปลูกพืชอื่น เช่น มะเขือเทศ ซึ่งแม้ว่าจะขายได้ราคาดีแต่ก็ต้องเอาเงินที่หาได้ไปซื้อข้าวกิน บางหมู่บ้านคลื่นกัดเซาะจนทุ่งนาหายไปจำนวนมาก บางหมู่บ้านเคยดำรงชีพอย่างสมบูรณ์พูนสุข ด้วยการทำประมงและยังมีผืนนาทำควบคู่กันไป ครั้นแผ่นดินจมหายก็เหลืออาชีพเพียงอย่างเดียวสำหรับดำรงชีวิต

 

ทำกระดานชนวนอาชีพเสริมคนบนเกาะทำมานับร้อยปี
ทำกระดานชนวน อาชีพเสริมคนบนเกาะทำมานับร้อยปี

หมู่บ้านชาวนาที่ผืนนาหายไป หลายครอบครัวไม่มีทางเลือกอื่นต้องออกไปหางานรับจ้างกินรายวัน และทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาคือออกไปทำงานต่างประเทศ นั่นคือหาหนทางไปประเทศไทยที่มีงานและเงินรองรับอยู่

 

ธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ผู้คนซึ่งใช้ชีวิตหาอยู่หากินกับธรรมชาติตระหนักรู้เป็นอย่างดี นั่นทำให้เขารู้ว่าธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่มีเหตุปัจจัยเป็นตัวเร่ง ชาวบ้านบอกว่าสาเหตุหนึ่งน่าจะเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า ฟังแล้วแสลงหัวใจพิลึกเมื่อนึกถึงผืนป่าสาละวินในเขตบ้านเรา ที่มีการตัดไม้กันอย่างเอิกเกริก

 

กองไม้ที่สายน้ำพัดพามา
กองไม้ที่สายน้ำพัดพามา

ไม้จากป่าสะวินล่องไหลตามน้ำมาเกยฝั่งอยู่ที่ปากน้ำเป็นจำนวนมาก กองพะเนินอยู่ตามหมู่บ้าน แต่ประโยชน์ของมันคงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากกลายสภาพเป็นดุ้นฟืน

แต่การตัดไม้ทำลายป่าคงไม่ใช่สาเหตุเดียว ชาวบ้านบอกว่าน่าจะมาจากการสร้างสะพานอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งดูจากระยะเวลาที่สาละวินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนแทบตั้งตัวไม่ติด อยู่ในช่วงเดียวกับที่มีการสร้างสะพานสาละวินข้ามปากอ่าวจากเมืองเมาะละแหม่งสู่เมาะตะมะ ซึ่งเป็นเส้นทางทอดสู่กรุงย่างกุ้ง

 

มะเขือเทศมาแทนนา
มะเขือเทศมาแทนนา

ฉันคิด…และพวกเราที่ไปด้วยกันก็คงคิดคล้าย ว่าเพียงแค่สร้างสะพานยังส่งผลถึงกระแสน้ำได้ปานนี้ แล้วหากมีการสร้างเขื่อนกั้นสาละวินล่ะ การเปลี่ยนแปลงจะสาหัสสักแค่ไหน นี่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านอาจจะยังคาดไม่ถึง ด้วยว่าจากการพูดคุยนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่รู้เรื่องการสร้างเขื่อน บางคนบอกว่ารู้มาบ้างแล้ว แต่ไม่ได้รับรู้อย่างจริงจังว่าสร้างแล้วจะมีผลกระทบแค่ไหนอย่างไร ข้อมูลที่ได้รับไม่ได้มาจากคนของรัฐ แต่ได้ข่าวจากชาวบ้านด้วยกันเอง ที่แว่วดังมาแผ่วๆเท่านั้น

 

ก็อย่าว่าแต่ชาวบ้านจะไม่รู้เรื่องโครงการสร้างเขื่อนสาละวินเลย กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ของเขา มารับรู้เรื่องโครงการสร้างเขื่อนนี้จากพวกเรานี่เอง

 

ผู้คนบนเกาะใหญ่แห่งนี้ รวมทั้งอีกหลายเกาะที่สาละวินโอบอุ้มอยู่ ล้วนมีอาชีพที่อาศัยสายน้ำ ทั้งคนเพาะปลูกและคนประมง ไม่ต้องคาดการณ์เลยว่าการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดจากการสร้างเขื่อน มันจะมากกว่ามากที่เคยเกิดกับสายน้ำนี้ และจะสร้างความหายนะที่แสนเศร้าให้แก่พวกเขาแค่ไหน

 

หมู่บ้านประมงบนเกาะ
หมู่บ้านประมงบนเกาะ

เรื่อง/ภาพ โดย จิตติมา ผลเสวก

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.