สำนักข่าวชายขอบ
Transborder News

ส่องชีวิตหนุ่มสาวจากพม่า หนีเกณฑ์ทหารสู่แดนไทย

จตุพร สุสวดโม้

คล้อยหลังประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่บังคับให้คนวัยหนุ่มสาวในประเทศพม่าต้องไปเป็นทหารในกองทัพตั๊ดมะดอว์ “แพวา” คิดในทันทีว่าเธออยู่บ้านต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ชุมชนเล็กๆที่เธออาศัยอยู่ในเขตพะโค ย่อมไม่หลุดลอดสายตาทหารพม่า ดังนั้นคำว่า “หนี” จึงกลายเป็นทางเลือกที่เธอตัดสินใจโดยไม่รีรอ

ที่ผ่านมาเพื่อนๆ ของเธอหลายชีวิตที่ไม่สยบยอมต่อกองทัพพม่าเลือกที่ใช้วีการหนีทหาร เพราะนับตั้งแต่ พล.อ.มินอ่องหลาย ทำการรัฐประหารเมื่อปี 2564 เธอและคนแวดล้อมไม่มีใครรับได้ เพราะการกระทำของเผด็จการทหารพม่าครั้งนี้ฉุดให้บ้านเมืองถอยหลังลงคลองจนมิอาจรับได้

การเข้าไปเป็นทหารพม่าจึงไม่เคยอยู่ในความคิดของคนรุ่นเธอเลย หลายคนเลือกที่จะหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าหรือบ้านญาติ บางส่วนเลือกเข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) และกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ต่อต้านกองทัพของตัดมะดอว์ แต่ “แพวา” หญิงสาววัย 21 ปี เลือกที่จะหลบหนีออกนอกประเทศมุ่งหน้ามายังประเทศไทย 

“ชีวิตที่ผ่านมาในพม่านั้นมีความยากลำบากอยู่แล้ว ตั้งแต่ฉันเกิดมายังไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตตามที่ต้องการเลย ต้องเผชิญกับสงครามทุกช่วงของชีวิต เหมือนกับว่าชีวิตวัย 21 จะถูกจบลงด้วยกระสุนปืนของทหาร” หญิงสาวชาวกะเหรี่ยงจากภาคพะโคบอกเล่าเรื่องราวในบ้านเกิดด้วยความคับแค้นใจ

“หลังมีประกาศจากกองทัพพม่า ทำให้ครอบครัวของฉันก็อยู่ในสภาวะที่ชุลมุนพอสมควร เพราะตัวฉันอยู่ในกติกาที่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร แม้ไม่มีความแน่ชัดว่าฉันจะได้รับหมายเรียกหรือไม่ แต่ในเมื่อเราอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหาร ทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น” แพวาและครอบครัวรู้สึกหวาดวิตกกังวลในสถานการณ์ที่ย่างกรายมาถึง

“ครอบครัวฉันตระหนักรู้ทันทีว่าอนาคตของฉันในพม่านั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว มันไร้อนาคต ไร้จุดหมายปลายทาง ถ้าฉันยังทนอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยเผด็จการทหาร เช่นเดียวกับเพื่อนๆ เยาวชนที่อายุไม่ต่างจากฉันที่เติบโตในพม่า มีแต่รอความตายเท่านั้น ในตอนนั้นครอบครัวฉันต้องวิ่งวุ่นเพื่อยอมทำอะไรก็ได้เพื่อให้ฉันไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร”

แพวาและครอบครัวเห็นตรงกันว่า การเลือกหนีออกนอกประเทศเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่พอจะรักษาช่วงชีวิตวัยรุ่นไว้ได้ แม้หนทางในการออกนอกประเทศเป็นทางเลือกที่มีความยุ่งยากและยากลำบากที่สุด 

ครอบครัวได้ตัดสินใจส่งแพวาไปอาศัยญาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย โดยเธอได้เก็บข้าวของและเดินทางไปหาญาติที่อยู่ในเมืองใกล้ชายแดนไทยก่อน เพื่อขอความช่วยเหลือจากพวกเขาในการหานายหน้าที่พาหลบหนีเข้าประเทศไทย

“ฉันได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังชาติพันธุ์แห่งหนึ่ง รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ในการพาหลบหนี พวกเราต้องเดินทางเท้าผ่านภูเขาและถนนอันรกร้างหลายชั่วโมง ความคิดของฉันในตอนนั้นมีความหวาดระแวงอย่างมาก เพราะกลัวจะถูกจับกุมหรือถูกยิงระหว่างการเดินทาง ในพื้นที่ที่ฉันใช้เป็นเขตสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ฉันไม่มีความไว้ใจใครเลยในตอนนั้น เอาแต่นึกคิดว่าหรือเราจะถูกนำตัวไปขาย” หญิงสาวเล่าถึงเส้นทางการหลบหนีด้วยความกลัว

“แต่โชคดีที่ได้พบเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันระหว่างทาง พวกเราได้พูดคุยกันเรื่องที่เรากำลังหลบหนี บางคนแค่ต้องการมีชีวิตใหม่ มีอนาคตใหม่ เสียดายที่พวกเราไม่สามารถวาดฝันในประเทศบ้านเกิดของตัวเองได้ มันเป็นเรื่องที่หัวเราะไม่ออกเลยจริงๆ” เธอเล่า

ก่อนเดินทางถึงชายแดนไทย แพวายอมรับว่าเธอรู้สึกไว้ใจกองกำลังชาติพันธุ์เพียงครึ่งเดียวเพราะคิดว่าถึงอย่างไรพวกเขาก็คือทหารที่จับปืน แต่เมื่อหนีออกถึงประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย เธอรู้สึกขอบคุณพวกเขาที่ทำหน้าที่ทหารของประชาชน และเธอหวังว่าพวกเขาจะนำชัยชนะมาสู่ประชาชนชาวพม่าได้

“การที่ฉันอยู่ในประเทศไทยต้องยอมรับว่าอยู่อย่างผิดกฎหมาย มันไม่ง่ายที่คุณจะเดินทางอย่างถูกต้องเพื่อออกนอกประเทศตัวเอง แม้ว่าตอนนี้ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนในประเทศไทย แต่ถือว่าฉันยังโชคดีที่มีญาติให้การช่วยเหลือเหมือนว่าฉันได้ชีวิตใหม่แล้ว แต่ชาวพม่าที่อยู่ในวัยเดียวกับฉันอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทยและต้องการความช่วยเหลือ อาจไม่โชคดีเหมือนฉัน” น้ำเสียงของแพวาดูเศร้ามากเมื่อพูดถึงโชคชะตาของเพื่อนร่วมชาติและคลื่นมนุษย์จำนวนมากที่กำลังหลบหนีการเกณฑ์ทหารจากกองทัพพม่า

“สิ่งที่หวังในตอนนี้คือมีงานทำ เพื่อเก็บเงินไว้รอให้ทุกอย่างสงบลงและกลับไปอยู่บ้านเกิด แม้ไม่รู้เลยว่าสงครามจะจบลงเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่รู้แน่นอนคือฉันไม่สามารถหันหลังกลับไปได้อีกแล้ว ตอนนี้ฉันอยู่ในสถานะของผู้หนีการเกณฑ์ทหาร ถ้าถูกส่งตัวกลับฉันก็คงติดคุกทหารอย่างน้อย 5 ปี หรือไม่ก็ตาย ฉันเพียงหวังว่าตัวเองจะไม่กลับไปอยู่ในสถานการณ์นั้น” หญิงสาวเล่าถึงเดิมพันชีวิตด้วยน้ำเสียงที่มาพร้อมน้ำตา

ขณะที่ “เมียวทุน” ชายหนุ่มวัย 24 ปี ชาวย่างกุ้ง ได้ใช้เวลาหลายวันออกเดินทางมุ่งสู่ชายแดนไทย เขาก็เช่นเดียวกับแพวาที่ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพพม่าที่เข่นฆ่าประชาชน แรกทีเดียวเขาอยากเดินทางอย่างถูกต้อง แต่เมื่อเห็นคิวยาวเหยียดของเพื่อนๆ ที่ไปขอวีซ่าที่สถานทูตไทยในย่างกุ้งพร้อมทุนก้อนใหญ่แล้ว ทำให้รู้สึกสิ้นหวังที่จะใช้ช่องทางนั้น ยิ่งมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาที่ยิ่งทอดห่างออกไป ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมให้ไปเป็นทหารมากขึ้น ทำให้เขาต้องตัดสินใจใช้ช่องทางอื่น

“หลังจากที่ผมได้รับจดหมายส่งมาที่บ้านเกิดให้เข้ารับเลือกการเกณฑ์ทหาร ผมตัดสินใจออกนอกประเทศทันที แม้มันไม่ง่ายเลย จริงๆ แล้วตัวผมเองถูกจับตามองจากหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว เพราะครอบครัวเราต่อต้านรัฐบาลมิน อ่องหลาย มาตลอดโดยเฉพาะหลังรัฐประหาร ตัวผมเองต้องหลบซ่อนในพม่าอย่างระมัดระวัง” เมียวทุนรู้ตัวดีว่าตกเป็นเป้าจากทหารพม่ามาตลอด ดังนั้นเมื่อกฎหมายเกณฑ์ทหารถูกนำมาบังคับใช้จริงจังเขาจึงอยู่ในย่างกุ้งต่อไปไม่ได้

“ก่อนหนีมาถึงเมืองชายแดนพม่า-ไทย ผมใช้วิธีย้ายที่อยู่อาศัยทุกอาทิตย์  บ้านญาติบ้าง บ้านเพื่อนบ้าง ตามอพาร์ตเมนท์บ้าง เพื่อเป็นการหลบซ่อนตัวชั่วคราว แม้รู้ดีว่าไม่ได้มีความปลอดภัยเลยสักนิด ผมรู้ดีว่าทางการกำลังตามตัวผมจากหมายเรียกให้เข้ารับการเกณฑ์ทหาร แน่นอนกองทัพสามารถจับกุมผมได้ทุกเวลา พวกเขาได้รับความร่วมมือจากผู้นำชุมชนและชาวบ้านบางกลุ่มที่สนับสนุนเผด็จการ ” เมียวทุน ฉายภาพบรรยากาศในนครย่างกุ้ง แม้เขาสามารถหลุดรอดมาได้จนถึงวันนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะหลุดรอดไปได้เรื่อยๆ

เขาและเพื่อนๆในวัยเดียวกันต้องเจอชะตากรรมเดียวกัน พวกเขาต้องสูญเสียอนาคตไปในวัยที่ควรจะได้เรียนรู้ และพวกเขาก็ไม่ต้องการรับใช้กองทัพพม่า ทางออกเดียวคือทิ้งชีวิตในเมืองใหญ่แห่งนี้เพื่อลี้ภัยออกนอกประเทศแต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีทุนรอนเพราะการตัดสินใจครั้งนี้จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งหรือไม่ก็เสี่ยงไปตายเอาข้างหน้า

“ผมจึงเลือกที่จะหลบซ่อนตามเมืองชายแดนในประเทศพม่าไปก่อน แม้จะเสี่ยง แต่เพื่อรอคอยให้สถานการณ์คลี่คลายและง่ายขึ้นต่อการเดินทางออกนอกประเทศได้อย่างปลอดภัย ผมต้องใช้ระยะเวลาในการหาเงินทุนในการออกไปตั้งต้นชีวิตใหม่นอกประเทศ” ชายหนุ่มบอกถึงแผนงานของชีวิตที่ยังคงตีบตัน

“ผมไม่รู้ว่าวันใดหนึ่งผมจะถูกจับกุมก่อนที่จะได้หนีออกนอกประเทศหรือไม่ ความฝันที่จะได้เป็นนักตัดต่อวีดิโอมืออาชีพก็คงสลายไปพร้อมกับชะตากรรมของผม และคงไม่ต่างจากชาวพม่าคนอื่น ๆ ที่มีความฝันของตนเองเช่นเดียวกัน พวกเราต้องมีชีวิตที่ไร้หนทางเพราะเผด็จการทหารเลวๆ ที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้” ชายหนุ่มเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อคิดถึงชีวิตของตัวเองและเพื่อนๆ หนุ่มสาวชาวพม่าที่ต้องเผชิญกับระบอบเผด็จการทหาร

เพียงไม่กี่สัปดาห์ภายหลังจากที่รัฐบาลทหารพม่าประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารอย่างเข้มข้น เนื่องจากปัจจุบันกำลังพลของกองทัพร่อยหรอไปมาก โดยมีการคาดการณ์กันว่าคนในวัยหนุ่มสาวในพม่าเช่นแพวาและเมียวทุนนับหมื่นๆ คนกำลังหลั่งไหลมายังประเทศไทย เพราะเป็นทางออกเดียวที่สะดวกที่สุด แม้จะเข้ามาในรูปแบบผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะปัจจุบันคนจากฝั่งประเทศพม่าที่อยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฏหมายก็มีอยู่แล้วนับล้านคน

ช่องทางการอยู่รอดในดินแดนนอกประเทศแห่งนี้เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ไม่ยาก

————

On Key

Related Posts

โฆษก KNU ประกาศไม่เหลือพื้นที่เจรจาให้ SAC ระบุต้องรบให้ชนะเท่านั้น ชวนประชาชนร่วมกำจัดปีศาจร้ายออกจากแผ่นดินกอทูเล เผยพยายามให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด “เศรษฐา” ตั้งกก.ชุดใหญ่ติดตามดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า ให้ปานปรีย์เป็นประธาน

วันที่ 18 เมษายน 2567 พะโดซอตอนี (Padoh Saw Taw NeRead More →

NUG เชื่อการปฏิวัติเข้าใกล้ชัยชนะ ส่งจดหมายกระชับไมตรีกองทัพว้า ชื่นชมมีส่วนสำคัญถอนรากSAC จับตาความเปลี่ยนแปลงภายหลังทูตจีนพบอดีต 3 นายพลผู้นำพม่า

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 สำนักข่าว Irrawaddy รายRead More →

นักวิชาการหลายสถาบันเห็นพ้องทบทวนโครงการผันน้ำยวม ชี้ไม่คุ้มค่าการลงทุนนับแสนล้าน-ปริมาณน้ำไม่พอ-อีไอเอไม่คลอบคลุม ชาวบ้านผู้รับผลกระทบวอนให้ลงดูพื้นที่จริง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 เวลา 9.00 น. ที่ห้องประRead More →