แม่น้ำอูช่วงเมืองงอย สวยงามด้วยภูเขาหินปูน
แม่น้ำอูช่วงเมืองงอย สวยงามด้วยภูเขาหินปูน

“เที่ยงนี้กินข้าวป่านะ จอดเรือกินที่ผาวี สวยดี” คนขับเรือหนุ่มเสนอแผน หลังจากพาเราล่องแม่น้ำอูจากพงสาลี ในพื้นที่ลาวเหนือ เป็นวันที่สอง เขาหันหัวเรือเทียบหาดหินตรงหน้าผาสูงตระหง่าน พร้อมก่อกองไฟ ยกหม้อใส่ปลา 7-8 ตัว ที่แวะซื้อจากคนหาปลา ยังเหลือปลาตัวย่อมๆ อีก 5-6 ตัว เขาเสียบไม้ ผ่างไฟอ่อนๆ ไม่นานอาหารง่ายๆ ริมแม่น้ำก็พร้อม

 

การกินข้าวป่าของคนที่นี่ คือการไปหาปลาและต้นไม้ใบหญ้าริมแม่น้ำ มาทำกินอย่างง่ายๆ สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำอู

 

เราสำรวจแม่น้ำอูมาจากทางตอนบน เลยจากเมืองขัวลงมา สายน้ำคดโค้ง มีทิวทัศน์แปลกตา บ้างเป็นหน้าผาสูงตระหง่าน สลับซับซ้อนสองฝั่ง บ้างเป็นหุบเขามีพื้นที่เล็กๆ และเป็นหมู่บ้าน ชัยภูมิเช่นนี้เองที่ทำให้แม่น้ำอูกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญแห่งหนึ่งของประชาชนลาวที่ใช้ต่อสู้กับจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยภูเขาสูงและถ้ำต่างๆ เป็นเกราะกำบังชั้นดีที่ใช้หลบระเบิดขนาดใหญ่จำนวนมหาศาลที่สหรัฐอเมริกาทิ้งลงมาราวกับห่าฝน ซึ่งทุกวันนี้ยังเก็บกู้กันไม่เสร็จ

 

ตามร้านค้า ร้านกาแฟหรือเกสเฮ้าส์ ตั้งแต่ซำเหนือ เมืองขัว ตลอดจนชุมชนริมน้ำอู มักเอาระเบิดที่ผ่านการเก็บกู้แล้วไปตั้งเป็นเครื่องประดับไว้ด้านหน้า กลายเป็นอนุสรณ์ประจานความบ้าคลั่งของประเทศตะวันตก แม้แต่คนไทยเองก็ควรรู้สึก “จี๊ด”ในใจด้วยเช่นกัน เพราะเราอนุญาตสหรัฐอเมริกาใช้พื้นที่เป็นฐานทัพทิ้งระเบิดในบ้านพี่เมืองน้องของเราเอง กลายเป็นบาดแผลในใจคนลาวจนถึงวันนี้

 

ที่บริเวณผาวี มีถ้ำริมน้ำที่เคยเป็นที่พักของวีรชนยุคสงคราม แต่น่าเสียดายที่จุดนี้เองถูกวางไว้เป็นหัวงานเขื่อนน้ำอู 3 เขื่อนนี้เป็น 1 ในเขื่อนชุดขั้นบันไดที่จะกั้นแม่น้ำอูถึง 7 เขื่อน จากเขื่อนน้ำอู1- เขื่อนน้ำอู 7 มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 1,146 เมกกะวัตต์ ซึ่งบริษัทจีน ไซโนไฮโดร ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลลาวในการก่อสร้างและพัฒนาโครงการเพื่อผลิตไฟฟ้าขายแก่รัฐบาลลาว

 

ช่วงบ่ายเรือพาเราเข้าเขตเมืองงอย แขวงหลวงพระบาง ซึ่งเป็นชุมชนที่ได้รับการกล่าวขานจากนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่งดงาม ด้านหน้าติดแม่น้ำอู ด้านหลังรายล้อมด้วยภูเขาสูง ที่นี่เป็นเมืองของวีรชนลาวเช่นกัน โดยมีถ้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านใช้หลบระเบิดของเหล่าจักรวรรดินิยม นอกจากนี้ภายในวัดแห่งเดียวของหมู่บ้าน ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเก่าแก่

 

ชาวเมืองงอยต่างรู้สึกหวาดหวั่นกับข่าวคราวการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำอูกันไม่น้อย ที่ผ่านมาเคยมีการทำหนังสือคัดค้านไปยังผู้มีอำนาจตามลำดับชั้น แต่เสียงเล็กเสียงน้อยของพวกเขากลับไม่มีผลใดๆ กับโครงการขนาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาลในการยกแม่น้ำอูให้เป็นเขตสัมปทานแก่จีน

 

เขื่อนน้ำอู 2 ถูกก่อสร้างอย่างรวดเร็ว
เขื่อนน้ำอู 2 ถูกก่อสร้างอย่างรวดเร็ว

คนเมืองงอยถูกบังคับให้เสียสละครั้งใหญ่อีกครา หลังจากเสียเลือดเสียเนื้อร่วมต่อสู้กอบกู้บ้านเมือง จนได้อิสรภาพในแผ่นดินของตัวเอง แตกต่างแต่ว่าการเสียสละใหม่นี้ พวกเขาไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน หรือจะกอบกู้แผ่นดินของบรรพบุรุษไว้ได้อย่างไร

 

กุ้งแม่น้ำอูซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศในด้านรสชาติความอร่อยกำลังจะถูกลบชื่อพร้อมๆกับการมาของเขื่อน เนื่องจากกุ้งชนิดนี้จับได้ปีละไม่กี่วันในช่วงหน้าฝนโดยเหล่ากุ้งจะไปชุมนุมกันตามร่องน้ำใสๆที่ไหลลงมาจากซอกเขาหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “บ่อนกุ้ง” ดังนั้นหากการสร้างเขื่อนเสร็จสิ้น บ่อนกุ้งเหล่านี้ย่อมจมหายไปด้วย

 

ชาวเมืองงอยรับรู้ถึงภยันอันตรายที่กำลังกล้ำกลายชุมชน หลายครั้งที่ความทุกข์ถูกถ่ายทอดผ่านมวลมิตร โดยเฉพาะชาวลุ่มน้ำโขงแห่งเมืองเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งพวกเขาได้ผูกเสี่ยวและไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ

 

มนต์เสน่ห์ของเมืองในหุบเขาและสายน้ำใสราวกระจก กำลังจางหาย พร้อมกับทางเลือกใหม่ของรัฐบาลลาว

 

เมื่อปีที่ผ่านมาการล่องเรือทั้งเรือท่องเที่ยวและเรือโดยสารของชาวบ้าน จากปากอูถึงหนองเขียว ต้องถูกยกเลิกลง เนื่องจากมีการก่อสร้างเขื่อนน้ำอู 2 เริ่มก่อสร้างเมื่อปลายปี 2556

 

ตั้งแต่เมื่อปีก่อนเขื่อนน้ำอู 2 และเขื่อนน้ำอู 5 ถูกก่อสร้างอยากรวดเร็ว เอกสารโครงการระบุว่าเขื่อนน้ำอูทั้งหมดจะต้องย้ายชาวบ้านอย่างน้อย 89 หมู่บ้าน แต่ผลกระทบ พื้นที่น้ำท่วม ข้อมูลต่างๆ ยังไม่มีความชัดเจน เรียกได้ว่าตลอดสายน้ำอูตอนนี้ชาวบ้านมีแต่ความกังวล

 

แปลงอพยพของเขื่อนน้ำอู 2 นั้นก่อสร้างเกือบแล้วเสร็จ แต่ยังมีปัญหาว่าชาวบ้านหลายหมู่บ้านไม่พอใจในบ้านจัดสรรใหม่ที่ดูไม่แข็งเรง และอยู่ห่างไกลจากบ้านและที่ทำกินเดิม บางหมู่บ้านได้มีการรวมตัวส่งหนังสือร้องเรียนไปยังบริษัทจีนเพื่อให้พิจารณาแก้ไขแต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

 

“จะย้ายไปอยู่ยังไง ที่ดินเล็กนิดเดียว เราแจ้งเป็นหนังสือไปแล้ว แต่บริษัทเขายังไม่ตอบ ทั้งสวนทั้งนาก็จะจมน้ำ เราก็แค่อยากให้เขาชดเชยต้นไม้ต้นไร่ให้คุ้มที่ประชาชนต้องเสียไป” คือคำพูดจากพ่อเฒ่าในหมู่บ้านริมน้ำ ทุกๆ วันแกเป็นทุกข์เป็นร้อนเพราะเขื่อนก่อสร้างอย่างรวดเร็ว บริษัทแจ้งมาว่าปลายปีหน้าก็จะปิดบานประตูเขื่อนและเริ่มกักเก็บน้ำ แต่การสร้างสิ่งรองรับผู้ที่จะได้รับผลกระทบกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า

 

ท่ามกลางความเงียบที่กดทับเสียงร้องเซ็งแซ่ตลอดลำน้ำอู อีกไม่นานเสียงเล็กเสียงน้อยเหล่านี้จะถูกอ่อท่วมไว้ใต้ผืนน้ำที่ถูกเก็บกักเป็นขั้นบันได โดยมีผู้จัดการคอยปิด-เปิดเขื่อนเพียงคนเดียวที่ชื่อว่า “จีน”

 

เมืองในหุบเขา สายน้ำใสราวกระจก และชีวิตอันทรงเสน่ห์ของแม่น้ำอูกำลังเหลือเพียงตำนาน

 

เรื่องและภาพ โลมาอิรวดี

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.