สำนักข่าวชายขอบ
Transborder News

เตรียมจัดใหญ่ “คิกออฟ” ระเบียงมนุษยธรรม 25 มี.ค.เชิญผู้แทนพิเศษประธานอาเซียนเข้าร่วม แม่ทัพใหญ่ KNU เปิดทางพร้อมประสานส่งความช่วยเหลือตรงสู่ประชาชนที่เดือดร้อนได้เลย-ไม่ต้องผ่านรัฐบาลทหารพม่า

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2567 รศ.ดร.ดุลภาค ปรีชารัชช รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายระเบียงมนุษยธรรมที่รัฐบาลไทยจะส่งความช่วยเหลือไปยังประชาชนในประเทศเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบด้านชายแดนตะวันตกโดยจะเริ่มปฎิบัติการในวันที่ 25 มีนาคม ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ว่าถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสัญญาณเชิงบวกซึ่งทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์และบทบาทที่ดูแข็งแรงขึ้น แต่นโยบายนี้จะเข้าที่เข้าทางหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ 3 หน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนเรื่องพม่า คือ กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงกลาโหม

“นโยบายนี้จะเข้ารูปเข้ารอยหรือไม่ขึ้นอยู่กับการประสานของ 3 หน่วยงานนี้ ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะดูกระพร่องกระแพร่งบ้าง ยังไม่ค่อยเป็นเนื้อเดียวกันสักเท่าไร แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นร่วมมือกันที่ดี กระทรวงต่างประเทศมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ แต่การต้องไปติดต่อกับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์หรือคอนเนคชั่นเครือข่ายในพื้นที่นั้นต้องพึ่งกองทัพบก ซึ่งหลักการพื้นฐานไปด้วยกัน แต่กระทรวงการต่างประเทศได้ประกาศต่ออาเซียน ว่าเป็นเบอร์ 1 ในการขับเคลื่อนเรื่องมนุษยธรรม และกองทัพไทยเป็นตัวเสริม” รศ.ดร.ดุลภาค กล่าว

รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา กล่าวว่าในพื้นที่ที่ระเบียงมนุษยธรรมพาดผ่านก็ต้องพิจารณาให้ดีว่ามีใครได้หรือเสียประโยชน์ เพราะบางทีอาจไปเข้าทางกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม ซึ่งหากความช่วยเหลือเข้าไปไม่ถึงประชาชนเต็มๆ ก็อาจทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้

รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ระเบียงมนุษยธรรมที่รัฐบาลจะส่งต่อความช่วยเหลือในวันที่ 25 มีนาคมที่จะถึงนี้ ได้ยินว่าลงตัวแล้วระดับหนึ่งโดยมีกำหนดการเบื้องต้นออกมา ซึ่งมีรายชื่อคณะบุคคลสำคัญ ตัวแทนจากหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆเข้าร่วม เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพบก และยังมีนายอาลุนแก้ว กิตติคุน ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนเรื่องสถานการณ์ในพม่า (Special Envoy of the ASEAN Chair on Myanmar) ซึ่งจะยกคณะสถานทูตลาวและคณะผู้แทนอาเซียนเข้าร่วม ซึ่งถือว่าเป็นภาพใหญ่ของสารตั้งต้นซึ่งสอดคล้องต่อภาพใหญ่ของอาเซียนและไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้การสู้รบฝั่งเมืองเมียวดียังรุนแรงจะส่งผลต่อการส่งต่อความช่วยเหลือครั้งนี้หรือไม่ รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ในแง่ของการขนส่งความช่วยเหลือเข้าไปอาจยังมีปัญหาบ้างเพราะมีการสู้รบ แต่ในแง่ของพิธีต่างๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของระเบียงมนุษยธรรมนั้นไม่น่ามีปัญหา เพียงแต่ในทางปฏิบัติอาจต้องใช้เวลาบ้าง

ขณะที่พล.อ.บอจ่อแฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army-KNLA ) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางทหารของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(Karen National Union-KNU) กล่าวว่าได้รับรายงานว่ามีการประชุมในพื้นที่กองพลที่ 7 เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือ แต่ในพื้นที่กองพลที่ 5 ของรัฐกะเหรี่ยง และพื้นที่รัฐคะเรนนี ยังไม่มีการประสานมา อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนคือพื้นที่ของกองพลที่ 3 ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นพื้นที่ของกองพลที่ 7 ยังไม่เร่งด่วนขนาดนั้น


ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรในการใช้กลไกความช่วยเหลือของกาชาดของไทยและกาชาดพม่า พล.อ.บอจ่อแฮกล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงคือความช่วยเหลือจะไม่ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ หากประสานกับรัฐบาลทหารพม่า แต่หากเขาทำงานประสานกับ KNU ที่รับฟังความต้องการของชาวบ้านจริงๆ การช่วยเหลือและประโยชน์จะตกถึงมือประชาชนผู้เดือดร้อนจริงๆ

“ถ้าดำเนินการผ่าน KNU สามารถทำได้ทันที สิ่งที่รัฐบาลพม่าเสนอมาอาจไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการแสดงให้ภาพลักษณ์ตนเองดูดีและเป็นการเล่นเกมการเมือง สมมุติว่าชุมชนร้องขอความช่วยเหลือผ่านมายัง KNU แล้วเราก็นำเสนอข้อมูลนั้นต่อ ประโยชน์ก็ตกถึงชาวบ้านจริงๆ ไม่มีปัญหาข้อติดขัดขัดใดๆ หากประสานมา เราจะเข้าช่องทางชายแดนจุดไหนก็สามารถทำได้ แต่การไปหารือกับผู้ที่ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ว่าจะส่งความช่วยเหลือไปยังจุดไหน จะใช้เส้นทางไหนกันแน่ จะประสานผ่านเราหรือจะดำเนินการผ่านกองกำลังบีจีเอฟ ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ แต่ถ้าทำอย่างตรงไปตรงมาประสานงานกับเคเอ็นยูในพื้นที่ที่เดือดร้อนอยู่ตรงไหน แล้วส่งผ่านเส้นทางใด เราสามารถช่วยได้ทันที” รองผบ.สส. KNLA กล่าว

 
พล.อ.บอจ่อแฮกล่าวว่า หากรัฐบาลไทยประสานผ่านไปยังกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยงหรือBGF (Karen Border Guard Force – Karen BGF) ก็ไม่มีปัญหาเพราะเราอยู่ในพื้นที่เดียวกันและประสานงานกันได้และชาวบ้านก็เป็นชาวบ้านของเรา กองกำลังกะเหรี่ยงทุกฝ่าย มีข้อตกลงที่จะทำงานร่วมกันซึ่งอยู่ในบันทึกการประชุมร่วมกัน เพราะศัตรูหลักของเราคือกองทัพพม่า พวกเราไม่ใช่ศัตรูกัน แต่แน่นอนว่าแต่ละองค์กรแต่ละกลุ่มมีแนวคิดที่ไม่ตรงกัน  เพราะในองค์กรเดียวกันยังมีความคิดที่ต่างกัน องค์กรอื่นๆก็เป็นเช่นนั้น

ด้านสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่เมืองเมียวดีซึ่งอยู่ตรงข้ามกับชายแดนด้านจังหวัดตาก ยังคงเป็นไปอย่างรุนแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะบริเวณฝั่งตรงข้ามกับ อ.อุ้มผาง ซึ่งกองกำลัง KNU และPDF ได้โอบล้อมเพื่อเตรียมบุกยึดฐานทหารพม่า ทำให้กองทัพพม่าระดมยิงกระสุนปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านต่างอพยพหลบหนีไปยังจุดต่างๆ

ขอบคุณภาพจาก KIC

On Key

Related Posts

โฆษก KNU ประกาศไม่เหลือพื้นที่เจรจาให้ SAC ระบุต้องรบให้ชนะเท่านั้น ชวนประชาชนร่วมกำจัดปีศาจร้ายออกจากแผ่นดินกอทูเล เผยพยายามให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด “เศรษฐา” ตั้งกก.ชุดใหญ่ติดตามดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า ให้ปานปรีย์เป็นประธาน

วันที่ 18 เมษายน 2567 พะโดซอตอนี (Padoh Saw Taw NeRead More →

NUG เชื่อการปฏิวัติเข้าใกล้ชัยชนะ ส่งจดหมายกระชับไมตรีกองทัพว้า ชื่นชมมีส่วนสำคัญถอนรากSAC จับตาความเปลี่ยนแปลงภายหลังทูตจีนพบอดีต 3 นายพลผู้นำพม่า

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 สำนักข่าว Irrawaddy รายRead More →