สำนักข่าวชายขอบ
Transborder News

ชาวหนองกินเพลยื่นหนังสือถึงนายกฯ 25 มี.ค. เผยชาวบ้านถูกทำร้าย วอนสั่งให้ดีเอสไอตรวจสอบขบวนการนายทุนโกงที่ดินทำกินชาวบ้าน 16,000 ไร่ ใน อ.วารินชำราบ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 นางหนูเดือน แก้วบัวขาว ชาวบ้านตำบลหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (25 มีนาคม 2567) จะไปยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ประมาณ 09.00น. เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)รับเรื่องกรณีที่ดินของชุมชนหนองกินเพลที่มีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบทับที่ดินชาวบ้านเป็นคดีพิเศษ แล้วสั่งให้ตรวจสอบโฉนดทั้งหมดที่ออกทับที่ทำกินของชาวบ้าน และที่สำคัญคือสั่งให้ระงับการดำเนินการในพื้นที่ไว้ก่อน

“นอกจากพี่แล้วยังมีนางทองสา มาเลิศ และชาวบ้านคนอื่นๆอีกที่กำลังเดือดร้อนเพราะบุคคลที่ 3 ซื้อโฉนดมาแล้วให้ที่ดินมารังวัดปักหมุดในที่ของชาวบ้านแล้วล้อมรั้วลวดหนาม ชาวบ้านทำประโยชน์ในที่ดินตัวเองไม่ได้” นางหนูเดือน กล่าว

นางหนูเดือน กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ว่า หลังจากทราบว่ามีโฉนดทับซ้อนกับที่ดินทำกินของพ่อโทน พ่อก็ได้ทำการร้องเรียน ซึ่งในปี 2549 พ่อได้ทำเรื่องทูลเกล้าถวายฎีกาโดยได้รับการแนะนำให้ไปฟ้องศาลปกครอง จึงยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองตั้งแต่ปี 2549

“ปี 2552 นายวิทยา แก้วบัวขาว สามี ไปร้องเรียนกับดีเอสไอเมื่อลงมาตรวจสอบก็บอกว่าโฉนดออกไม่ชอบให้อธิบดีกรมที่ดินไปดำเนินการตามมาตรา 61 แต่ทางอธิบดีกรมที่ดินบอกว่ามีการไปฟ้องศาลปกครองแล้วให้รอศาลปกครองตัดสินก่อนจึงจะดำเนินการ ต่อมาปี 2554 ศาลปกครองชั้นต้นตัดสินให้พ่อโทนชนะคดี ทางสำนักงานที่ดินอำเภอวารินชำราบไม่ยอมเลยทำเรื่องอุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุด ปี 2558 ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้นให้สำนักงานที่ดินอำเภอวารินชำราบ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตรวจสอบว่ามีโฉนดทับที่ดินตามใบจองที่นำไปฟ้องศาลกี่แปลง เพื่อส่งไปให้อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการตามมาตรา 61 โดยยกฟ้องอธิบดีกรมที่ดินให้เหตุผลว่าอธิบดียังไม่ทราบจึงไม่ละเลยต่อหน้าที่” นางหนูเดือน กล่าว

นางหนูเดือน ยอมรับว่า ดีใจที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น และนึกว่าจะแก้ปัญหาที่ดินได้แล้ว พอสำนักงานที่ดินมารังวัดแล้วแจ้งว่าที่ดินที่เราครอบครองอยู่ไม่ใช่ที่ดินตามหลักฐานใบจองที่นำไปฟ้องศาล โดยอ้างหลักฐานใหม่ขึ้นมาเป็นโฉนดอีกแปลงที่อยู่ข้างเคียง ขีดระวางย้ายออกไปห่างจากที่ดินที่ครอบครัวทำประโยชน์ประมาณ 1 กิโลเมตร

“เราเลยไปร้องเรียนว่าที่ดินของเรามีขอบเขตชัดเจน ที่ดินข้างเคียงครบทุกด้าน มีการตั้งคณะกรรมการมาจากกรมที่ดินส่วนกลางตรวจสอบ และมีมติว่าใบจองอยู่ที่เดิมตามรังวัดคำสั่งศาลปกครอง สำนักงานที่ดินอำเภอวารินชำราบอ้างถึงกรมที่ดินสรุปว่าใบจองที่พ่อโทนนำไปฟ้องศาลหมดสิทธิตรวจสอบเพิกถอนแล้วเพราะมีการออกใบใหม่เมื่อปี 2514 จึงยุติการดำเนินการ สามีจึงคัดค้านคำสั่งทำเรื่องอุทธรณ์ ทางสำนักงานที่ดินก็ไม่ตอบอะไรกลับมาอีกเลย” นางหนูเดือน กล่าวและว่า หลังจากนั้นบุคคลที่ 3 ที่ซื้อโฉนดต่อๆกันมาให้สำนักงานที่ดินมารังวัดปีกหมุดปี 2566 เนื่องจากที่ดินของครอบครัวนางหนูเดือนไม่มีหลักหมุด ทำให้บุคคลที่ 3 เข้ามาบุกรุก

“เขามาตัดฟันต้นไม้เอารถแมคโครขุดดินไปขาย เราก็ได้แต่ไปแจ้งความเอาไว้ ที่ผ่านมาก็ได้ไปยื่นหนังสือถึงดีเอสไอ เคยไปยื่นหนังสือกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2566 หลังจากบุคคลที่ 3 เข้ามาไถพื้นที่ตัดต้นไม้เราออก ไปร้องเรียนแล้วครั้งหนึ่งแต่ว่าก็ยังไม่คืบหน้า อาทิตย์ก่อนก็ลงไปร้องเรียนกับดีเอสไออีกอยากให้ลงมาตรวจสอบทั้งหมด เพราะที่ดินที่นายทุนกลุ่มนี้ออกทับที่ดินชาวบ้าน 16,000 ไร่ อยากให้รับเป็นคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบว่ามีขบวนการโกงที่ดินของชาวบ้านไปอย่างไรหมื่นกว่าไร่” นางหนูเดือน กล่าว

ด้านนายจำนงค์ จิตรนิรัตน์ คณะกรรมการติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาขบวนการพีมูฟ กล่าวว่า ขณะนี้เหลือชาวบ้านอยู่ 2 รายที่ถือใบจองที่ราชการออกให้ แต่ทั้ง 2 ใบก็ถูกโฉนดออกมาทับ จึงไปร้องเรียนให้มีการตรวจสอบมาหลายปี  โดย1ใน 2 ราย ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้กรมที่ดินดำเนินการตรวจสอบตามมาตรา 61 คือยกเลิกโฉนด กรมที่ดินก็เล่นแร่แปรธาตุจนไม่มีการดำเนินการ นางหนูเดือนจึงได้ไปร้องเรียนดีเอสไอ เพราะดีเอสไอเคยไปตรวจสอบแล้วสรุปเหมือนกันว่าเอกสารของนายทุนออกไม่ชอบ สรุปแล้วมี 2 หน่วยที่ไปทำข้อมูลคือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับดีเอสไอ ผลออกมาตรงกันว่าโฉนดนายทุนออกโดยไม่ชอบ แต่ว่าไม่มีอำนาจยกเลิกจึงต้องเสนอให้กรมที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินก็ยืนยันว่าออกชอบ ล่าสุดนางหนูเดือนก็ได้ไปยื่นกับดีเอสไออีก แต่อีเอสไอยังไม่รับว่าจะดำเนินการเป็นคดีพิเศษหรือไม่

“นางหนูเดือนจึงจะไปยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีเพื่อร้องเรียนเร่งด่วนเรื่องที่ถูกทุบตีสลบ ถูกขุดดิน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเร่งด่วน เช่น สั่งให้ดีเอสไอลงมาทำ หรือสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปดูไม่ให้มีการทำกิจกรรมอะไรในระหว่างการตรวจสอบ โดยการตรวจสอบตามระบบอยู่ในขบวนการเจรจาของพีมูฟ ในอนุกรรมการที่ดินทุกประเภทซึ่งต้องใช้เวลานานมากกว่าจะประชุมแต่ละท่าน เป็นอย่างนี้มาตลอดทุกรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนที่เกิดขึ้นขณะนี้ได้ เลยต้องยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง อย่างน้อยถ้าพรุ่งนี้มีคนมารับเรื่องแล้วสั่งให้ดีเอสไอรับไปดำเนินการ ดีเอสไอก็จะได้เริ่มทำงานได้เร็วขึ้น” นายจำนงค์ กล่าว

คณะกรรมการพีมูฟ กล่าวอีกว่า ชาวบ้านที่เหลือ 2 ราย มีปัญหากับนายทุนที่ครอบครองที่ดิน 16,000 ไร่ กับผู้ที่มาซื้อโฉนดมือที่ 3 เข้ามาขุดดิน ล้อมรั้ว แล้วทำร้ายลูกชายนางทองสาจนสลบ ฆ่าสุนัข ใช้อิทธิพลข่มขู่คุกคาม

“ผมมองว่าขณะนี้รัฐบาลไม่ได้มองปัญหาชาวบ้านมากเท่าไร ไปวุ่นเรื่องการเมืองการลงทุน เราต้องชูให้เป็นข่าวเขาจะได้หันลงมามองเรื่องชาวบ้านโดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วน ก็ยังกังวลอยู่ว่ารัฐบาลจะมองลงมาหรือเปล่า ถ้ามองลงมาแค่สั่งการไปที่ดีเอสไอก็เป็นทางออกที่ง่ายที่สุดของรัฐบาล แต่ไม่ใช่ซื้อเวลาด้วยการประชุมพีมูฟ คณะกรรมการย่อย ใหญ่ แล้วมาอนุกรรมการ ซึ่งใช้เวลาเป็นปี ส่วนที่นางหนูเดือนไปยื่นหนังสือกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็จะเน้นว่าอยากให้เอาไปตั้งกระทู้ในสภาเพื่อใช้พื้นที่ของสภามาเล่นเรื่องนี้ให้ขึ้นมาในสังคม” นายจำนงค์ กล่าว

————

On Key

Related Posts

โฆษก KNU ประกาศไม่เหลือพื้นที่เจรจาให้ SAC ระบุต้องรบให้ชนะเท่านั้น ชวนประชาชนร่วมกำจัดปีศาจร้ายออกจากแผ่นดินกอทูเล เผยพยายามให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด “เศรษฐา” ตั้งกก.ชุดใหญ่ติดตามดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในพม่า ให้ปานปรีย์เป็นประธาน

วันที่ 18 เมษายน 2567 พะโดซอตอนี (Padoh Saw Taw NeRead More →

NUG เชื่อการปฏิวัติเข้าใกล้ชัยชนะ ส่งจดหมายกระชับไมตรีกองทัพว้า ชื่นชมมีส่วนสำคัญถอนรากSAC จับตาความเปลี่ยนแปลงภายหลังทูตจีนพบอดีต 3 นายพลผู้นำพม่า

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 สำนักข่าว Irrawaddy รายRead More →

นักวิชาการหลายสถาบันเห็นพ้องทบทวนโครงการผันน้ำยวม ชี้ไม่คุ้มค่าการลงทุนนับแสนล้าน-ปริมาณน้ำไม่พอ-อีไอเอไม่คลอบคลุม ชาวบ้านผู้รับผลกระทบวอนให้ลงดูพื้นที่จริง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 เวลา 9.00 น. ที่ห้องประRead More →