สำนักข่าวกะเหรี่ยง (Karen Information Center-KIC) รายงานว่าเช้าวันนี้ (5 เมษายน 2567) กองกำลังปฏิวัติได้สกัดกั้นโจมตีค่ายทหารพม่าในเขตกอกาเร็กอีกครั้ง และกองกำลังสภาทหารพม่า SAC ถูกทิ้งระเบิดทางอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union-KNU) ได้ปิดล้อมค่ายทหารของทหารพม่า ในเขตเมืองกอกาเร็ก ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก
ค่าย 97 ของกองทัพพม่าเป็นค่ายที่สำคัญมีกำลังพลในปัจจุบันกว่า 500 นาย แหล่งข่าวจากกองกำลังกะเหรี่ยง KNLA ให้สัมภาษณ์ว่ามีเครื่องบินขับไล่ไอพ่น Y12 บินไปรอบๆ พร้อมโดรนตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งหากค่าย 97 ถูกยึดได้ หมายความว่าเมืองเมียวดีก็จะควบคุมได้ง่ายขึ้น
KIC รายงานว่านับตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา การต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายดำเนินไปอย่างดุเดือดในเมืองกอกาเรก ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนเสียหาย ถูกไฟไหม้ โดยขณะนี้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของเมืองถูกทำลายไม่สามารถอาศัยอยู่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพพม่าได้ส่งเครื่องบินรบทิ้งระเบิดบริเวณชายแดนเมืองเมียวดีอย่างหนักตลอดทั้งวันโดยได้ยินมาถึงฝั่ง อ.แม่สอด จ.ตาก
ด้านศ.กิตติคุณ สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มต่อต้าน Sac (สภาบริหารแห่งรัฐพม่า)นำโดยทหาร PDF ใช้โดรนทิ้งระเบิดกองทัพอากาศทหารพม่าชานกรุงเนปิดอร์ ว่า สงครามเริ่มประชิดเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐของฝ่ายรัฐบาลทหาร (หรือฝ่าย SAC) ในรูปแบบของ “สงครามโดรน”
ซึ่งว่าที่จริง “สงครามโดรน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสงครามกลางเมืองเมียนมาอย่างแน่นอนในช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เริ่มมีข่าวที่ “กองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อย” หรือฝ่าย EAO เคยเปิดการโจมตีเป้าหมายทางทหารของฝ่ายรัฐบาลด้วยโดรน
ศ.สุรชาติกล่าวว่า แม้กองทัพอากาศเมียนมาจะมีเครื่องบินรบแบบต่างๆ ประจำการ และมีความเหนือกว่าการใช้กำลังทางอากาศในทฤษฎีของการสงครามทางอากาศ และกองทัพอากาศของฝ่ายรัฐบาลสามารถเปิดการโจมตีทิ้งระเบิดต่อเป้าหมายของกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยได้ทั่วประเทศทุกจุด เพราะเป้าหมายภายในประเทศนั้น ล้วนอยู่ในพิสัยของเครื่องบินรบสมรรถนะสูงทั้งสิ้น การโจมตีทิ้งระเบิดทางอากาศเช่นนี้ได้สร้างความสูญเสียให้กับชีวิตของฝ่ายต่อต้าน และชีวิตของประชาชนในพื้นที่เช่นนี้ด้วย แต่ความเหนือกว่าเช่นนี้ ก็ถูกท้าทายโดยตรงจากฝ่ายต่อต้านที่เปิดสงครามทางอากาศในอีกแบบหนึ่ง ที่อาศัยโดรนราคาถูก หรือในบางครั้งมีการใช้โดรนในการเกษตรเป็นเครื่องมือ ทำการโจมตีเป้าหมายของฝ่ายรัฐบาล และประสบความสำเร็จในหลายจุด จนดูเหมือนกองทัพเมียนมากำลังถูก “ดิสเครดิต” อย่างมากที่ฝ่ายต่อต้านสามารถเปิดการโจมตีทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การโจมตีด้วยโดรนเช่นนี้เกิดที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยนึกถึงมาก่อนเลย ต้องยอมรับว่า สงครามโดรนกำลังสร้างให้เกิด ความกลัวตาย ในหมู่ทหารของฝ่ายรัฐบาลอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่กองทัพเมียนมายังไม่สามารถตอบโต้ได้เท่าใดนัก”ศ.สุรชาติ กล่าว
นักวิชาการด้านความมั่นคงกล่าวว่า ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า สงครามโดรนเป็นปรากฏการณ์ทางทหารชุดใหม่ในสงครามเมียนมา สงครามไม่ได้รบด้วยเพียงอาวุธทางยุทธวิธีของสงครามทางบกในแบบเดิมๆ หากแต่มีมิติของเทคโนโลยีทหาร ที่อยู่ในรูปของอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ที่ทำให้เกิดเงื่อนไขของ “สงครามทางอากาศ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากสงครามกลางเมืองในอดีต เป็น “สงครามก่อความไม่สงบ” ที่มักรบด้วย “อาวุธโลว์เทค” (low tech) แต่ในครั้งนี้ “นักบิน” ของฝ่ายก่อความไม่สงบรบด้วยโดรน หรืออาจกล่าวในอีกแบบหนึ่งว่า โดรนคือ “กองทัพอากาศของฝ่ายประชาธิปไตย”
ศ.สุรชาติกล่าวว่า สำหรับการโจมตีด้วยโดรนของฝ่าย “รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ” (NUG) ที่เกิดขึ้นที่เมืองเนปิดอว์นั้น บ่งชี้ถึง “พลวัตรใหม่” ของสงคราม ที่กองบัญชาการและสนามบินทหารที่อยู่ในเมืองหลวงถูกโจมตี และเป็นการโจมตีเมืองหลวงครั้งแรกของฝ่ายประชาธิปไตย การโจมตีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่ระบบป้องกันทางทหารที่เนปิดอว์กำลังถูกท้าทายอย่างมาก และเป็นเสมือนการ “ตบหน้า” รัฐบาลทหารครั้งสำคัญด้วย เพราะสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศนั้น แทบจะไม่มีผลกระทบกับชีวิตในเมืองหลวงแต่อย่างใด
“พลวัตรสงครามในเมียนมา จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม และดูจะเป็น สิ่งบอกเหตุที่บ่งบอกว่า อนาคตของผู้นำรัฐบาลทหารนั้น น่าจะลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเช่นนั้น น่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลกรุงเทพฯ จะต้องออกแบบ ยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลงในเมียนมา”ศ.สุรชาติ กล่าว
————




