Search

“ศ.ยศ”เผยเหตุจีนเทามุ่งปักหลักภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ชี้ระบอบเผด็จการ-บ้านใหญ่เอื้อประโยชน์ เชื่อคาสิโนเกิดในไทยแน่ตามบัญชานายใหญ่ กมธ.ความมั่นคงทำรายงานเสนอทางออกปัญหาผู้ลี้ภัยจากเมียนมา พบตกเป็นเหยื่อถูกรีบไถจากหน่วยงานรัฐ

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ศ.ยศ สันตสมบัติ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้เขียนหนังสือมังกรหลากสีซึ่งอธิบายการขยายอิทธิพลของจีนเหนือดินแดนอุษาคเนย์ ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ถึงกรณีที่กลุ่มจีนเทาเข้ามาปักหลักใช้พื้นที่บริเวณชายแดนไทยในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเป็นแหล่งอาชญากรรมหลอกลวงคนทั่วโลกว่า ปัจจุบันภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกลายเป็นที่ซ่องสุมของพวกนอกกฎหมายและพวกหนีความผิดจากจีน หรือทุนคาสิโนที่หลบออกมาจากพม่า 20 กว่าปีก่อน มารวมที่แห่งแรกคือคิงส์โรมันส์ในประเทศลาว ต่อมาก็ย้ายไปกัมพูชา และย้ายไปชายแดนพม่ารัฐฉานเหนือ ที่เมืองเล่าก่าย แล้วมาที่ชเวก๊กโก่ เมืองเมียวดี และเขตนั้นอีก 2-3 แห่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมกลุ่มจีนเทาจึงมีเป้าหมายที่ภูมิภาคนี้ ศ.ยศกล่าวว่า เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการปกครองแบบเผด็จการ ไม่มีการตรวจสอบ ใครจะทำอะไรก็ใช้กำลังเข้าไปยึดเอา ใช้เงินฟาดหัว โดยประเทศไทยก็มีลักษณะเดียวกันนี้เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ตั้งมานั้น ให้นายทุนเข้ามา ไม่ว่าชาติอะไรเข้ามาตักตวงได้อย่างมักง่าย แต่ไม่ได้ยกระดับความรู้และคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น

“เวลาที่คุณอยู่ในสภาวะที่ซื้อง่าย คอรัปชั่นเยอะ หากินง่าย กลุ่มคนเทาๆ ก็ชอบเพราะสามารถเอาเงินฟาดหัวได้ ไม่แตกต่างจากคิงส์โรมันส์ของจ้าวเหว่ย  ตอนนี้เมียวดีมีปัญหาเดี๋ยวก็ย้ายไปคิงส์โรมันส์ ซึ่งตอนนี้ขยายใหญ่มากทั้งๆที่ท่องเที่ยวไม่มี ตึกรามขยายออกเรื่อยๆ เขาเอาเงินที่ไหนมาฟอก”ศ.ยศ กล่าว

ศ.ยศกล่าวว่า สังเกตหรือไม่ช่วงที่ผ่านมาในสังคมไทยได้มีการพูดเรื่องบ่อนเสรี เพราะมีโครงการสร้างบ่อน 8 แห่งในบ้านเรา เชื่อว่าคนที่เข้ามาสร้างต้องทุเป็นนจีน ซึ่งตนได้ยินว่าได้มีคนไปคุยกับนายใหญ่แล้วว่าจะเป็นรายได้เข้ารัฐ เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์ทำ

“อีกหน่อยไม่ต้องฟอกเงินที่ชเวก๊กโก่หรอก ฟอกในเมืองไทยนี่แหละใกล้ตัวดี ถ้ารัฐบาลเป็นแบบนี้ คาสิโนเกิดแน่ เพราะการเมืองยังอยู่ในระบบบ้านใหญ่ที่หากินด้วยความฉ้อฉล รัฐบาลตอนนี้ก็เป็นการเมืองบ้านใหญ่ เพราะโยงกับเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด โยงกับรัฐที่มี ข้าราชการ- ทหาร-กลุ่มอนุรักษนิยมเป็นใหญ่  คนเหล่านี้เป็นตัวกีดขวางไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สภาวะแบบนี้จีนเขาก็รู้ จีนเทาก็รู้ว่าประเทศนี้ยังหากินได้”ศ.ยศ กล่าว

ศ.ยศกล่าวว่า สิงคโปร์ตอนนี้กำลังปวดหัวมากกับจีนเทา เพราะเขาเชื่อมันในระบบตัวเองมากเกินไป บอกว่าตัวเองว่าไม่มีคอรัปชั่น แล้วไปรับจีนเข้าไปเป็นล้านคนจากจำนวนประชากรสิงคโปร์ 3 ล้าน ตอนนี้ปวดหัวว่าจะจัดการอย่างไร เพราะจีนเทาไปเก็งกำไรลงทุน ร่วมทุนกับคนสิงคโปร์ ฟอกเงิน ต่อไปหากไม่ระวังทุนสิงคโปร์จะขาดความน่าเชื่อถืออย่างรวดเร็ว

นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า จีนมีปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2008 และเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาเจอโควิด ซึ่งทางการจีนทำนโยบายผิดโดยใช้มาตรการ lock down ที่นานและแรง จึงทำให้เศรษฐกิจจีนยิ่งมีปัญหาหนัก ตอนนี้อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน infrastructure มีปัญหา โดยบริษัทใหญ่ๆ ล้มกันไป 3-4 แห่ง infrastructure สำคัญเพราะคนจีนชอบลงทุนอสังหาริมทรัพย์ บ้านไม่ได้ซื้อไว้อยู่แต่ซื้อไว้ลงทุนหรือเก็งกำไร ดังนั้นเมื่อมีวิกฤตก็ผ่อนไม่ทันทำให้บริษัทล้มและคนเดือดร้อน ทำให้คนจีนเริ่มไม่อยากใช้เงิน

“ส่งผลให้เด็กจบใหม่ว่างงานกันเยอะ กลายเป็นลูกโซ่ปัญหาเศรษฐกิจที่สืบทอดมาสิบกว่าปี แล้วถูกซ้ำเติมด้วยโควิด จนคนจีนลุกมาประท้วง และรัฐบาลก็ผ่อนปรน หลังโควิด คนจีนไหลออกอย่างมากเป็นประวัติการณ์  เราอาจไม่ค่อยเห็นในไทย แต่ยุโรปและอเมริกา มีคนจีนคนลักลอบเข้ามากมายมหาศาลหลายเท่ากว่าในอดีตหลายเท่า ทั้งจีนขาวจีนเทา เมื่อมองภูมิภาคบ้านเรา ต้องยอมรับว่าเราเป็นสังคมที่ไม่มีความยุติธรรมและคอรัปชั่นเยอะ ทำให้ทั้งจีนเก่าและจีนใหม่ที่เข้ามาชอบมาก ในอนาคตอันใกล้จะเห็นคนจีนไหลเข้ามากขึ้นเพราะแถบนี้หากินง่าย” ศ.ยศ กล่าว

(อ่านรายละเอียดสัมภาษณ์ ศ.ยศ ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=38482 )

ขณะที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานการศึกษาเรื่องปัญหาและแนวทางการแก้ไขเกี่ยวกับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาและผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา เพื่อรายงานต่อสภาฯและส่งข้อเสนอแนะไปยังหน่วยต่างๆที่เกี่ยวข้อง

นายมานพ คีรีภูวดล รองประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาได้แบ่งผู้ลี้ภัยจากเมียนมาออกเป็น 3 กลุ่มโดยกลุ่มแรกอยู่ในพื้นที่พักพิง 9 แห่งบริเวณชายแดน โดยตัวเลขของกระทรวงมหาดไทยบอกว่ามีอยู่ 7.5 หมื่นคน และคนกลุ่มนี้รอการส่งไปประเทศที่ 3 โดย กมธ.มีข้อเสนอให้รับดำเนินการเพราะคนกลุ่มนี้อยู่นาน ทั้งนี้ควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) มีแผนที่จะส่งไปประเทศที่ 3 จำนวน 7 หมื่นคนภายใน 7 ปี แต่ที่น่ากังวลคือหากเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะหากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับมาเป็นประธานธิบดี เขาไม่มีนโยบายรัฐเอาต่างชาติไปอยู่ด้วย

“การจะไปอยู่ประเทศที่ 3 เขาต้องคัดคนที่มีศักยภาพ ดังนั้นจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่คุณสมบัติไม่เข้าเงื่อนไข ขณะที่บางคนก็ไม่อยากไปอเมริกา แต่ก็กลับพม่าไม่ได้ เราจึงมีข้อเสนอให้รัฐหาทางออกเรื่องการให้เขามาเป็นแรงงานที่ถูกกฎกมาบหรือหาแหล่งพักพิงให้ ที่น่าสนใจคือในปัจจุบันภายในพื้นที่พักพิงเหล่านี้ไม่ใช่มีเฉพาะคนเดิม นับตั้งแต่รัฐประหารมีบางกลุ่มเข้ามาใหม่ ทำให้ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูล 7.5 หมื่นคนของกระทรวงมหาดไทย”นายมานพ กล่าว

รองประธาน กมธ.กล่าวว่า กลุ่มสองคือผู้หนีภัยที่เข้ามาใหม่หลังรัฐประหารในพม่าปี 2564 โดยทางการได้เข้าไปบริหารจัดการตามชายแดนโดยที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)ออกแบบแนวทางไว้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวบ้านตามแนวชายแดนโดยที่ผ่านมาการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยเป็นของราชการ แต่ยังขาดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งเรื่องการทำแผนข้อมูล เรื่องสุขอนามัย ขณะที่ศักยภาพของรัฐก็ไม่เพียงพอ เราเสนอให้ สมช.เขียนแผนรองรับว่าเมื่อเกิดสถานการณ์ควรมีแผน 1, 2,3 อย่างไร และให้ตั้งงบประมาณไว้แก้ปัญหาด้วย ที่สำคัญควรเปิดระเบียบเพื่อให้ภาคส่วนอื่นๆเข้ามาช่วยเหลือด้วย

“ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ลี้ภัยที่เข้าอยู่ชั้นใน เช่น แม่สอด เชียงใหม่ กทม. เข้ามาทำงาน เยอะไปหมด คนกลุ่มเหล่านี้มีปัญหาคือไม่ได้อยู่ในแผนงานของการอพยพใดๆ ทางการเตรียมแค่แผนรองรับผู้อพยพชายแดน กลุ่มผู้ลี้ภัยใหม่กลุ่มนี้เข้ามาช่วงมีการปราบปรามหนักๆหรือมีการสู้รบรุนแรง พวกเขามีทั้งชนชั้นกลาง นักธุรกิจ นักศึกษา คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร กลุ่มนี้มีหลายหมื่นคน แต่สถานะเขาไม่ชัดเจน ราชการไทยไม่มีระบบ และไม่รู้จะจัดการอย่างไร ดังนั้นจำนวนมากกลายเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง ควรทำให้ถูกต้อง ควรมีการออกระเบียบเป็นมติครม.ให้สถานะเป็นผู้อยู่อาศัย บางส่วนมีคุณภาพ เป็นวิชาชีพเฉพาะด้าน เช่น แพทย์  ครู ขณะที่สังคมไทยกำลังขาดแรงงาน รัฐควรทำระบบการจ้างงานไว้รองรับ ตราบใจที่ยังมีการรัฐประหาร คนกลุ่มนี้กลับเข้าพม่าไม่ได้ เขามีศักยภาพควรให้เขาช่วยงานเพราะเราขาดรงงาน”นายมานพ กล่าว

รองประธาน กมธ.กล่าวว่ากลุ่มสุดท้ายคือผู้หนีภัยทางเศรษฐกิจ และไม่สามารถประกอบอาชีพในพื้นที่เดิมได้ จึงหนีเข้ามาในรูปแรงงานไม่ชอบด้วยกฎกมาบคาดว่ามีนับล้านคน ประกอบกับล่าสุดที่รัฐบาลทหารพม่าเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารจึงหลบหนีเข้ามา ปัจจุบันเราไม่มีระบบรเองรับเลย โดยทั้งสองกลุ่มหลังนี้ตรงกับเป้าหมายรัฐที่จะดูแลตามหลักมนุษยธรรมและไม่ปล่อยให้ใช้กประเทศไทยเป็นฐานใดๆ

“เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการรีบไถจากข้าราชการบางกลุ่ม หากเอากฎกมาบเข้ามาจับพวกเขาก็ผิดหมด ทราบว่าบางพื้นที่คนกลุ่มนี้ต้องจ่ายเป็นรายเดือนๆ 1,500-3,000 บาท ถ้าเราทำให้ถูกต้องเขาจะได้มีตัวตนผ่านการตรวจสอบ พวกเขาก็จะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อถูกรีดไถ”นายมานพ กล่าว

นายมานพกล่าวว่า ในรายงานยังได้เสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องสถานะบุคคลและสัญชาติ เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นทับซ้อนกับผู้ที่หนีเข้ามา ขณะนี้มีคน 9 แสนในระบบของมหาดไทยที่กำลังรอแก้ปัญหาเรื่องสัญชาติ โดยเรื่องนี้ที่ชักช้าไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหายแต่เป็นเรื่องการจัดการเพราะส่วนกลางยึดอำนาจจัดการไว้ แทนที่จะกระจายงบประมาณและเครื่องมือไปที่อำเภอและจังหวัด ดังนั้นทางแก้ไขคือมอบหมายให้นายอำเภอและปลัดที่เชี่ยวชาญไปดำเนินการซึ่งคิดว่าภายใน 2-3 ปีก็จบได้

(อ่านรายการพิจารณาศึกษา เรื่องปัญหาและแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาและผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา ของ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯได้ที่ https://transbordernews.in.th/home/?p=38490 )