วันที่ 20 มิถุนายนเป็น ‘วันผู้ลี้ภัยโลก’ มาตั้งแต่ ค.ศ. 2001 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 23 ปีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 แต่ไทยไม่ได้ลงนามเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ และไม่ได้ลงนามเป็นภาคีพิธีสารเกี่ยวกับสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1967 จึงไม่มีการรับรองสถานภาพผู้ลี้ภัย และมักจะใช้คำว่า ‘ผู้หนีภัย’ แทน โดยในปี 2023 มีผู้หนีภัยจากเมียนมาเข้าสู่ไทยมากกว่า 30,000 คน ขณะที่ผู้หนีภัยจากเมียนมาระลอกแรกซึ่งถูกจัดให้อยู่ในที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งในไทยตั้งแต่ปี 1984 มีจำนวนรวม 88,953 คน
ทั้งนี้ รายงานประจำปี 2024 ของ The Border Consortium (TBC) องค์กรสากลด้านการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมซึ่งได้รับอนุญาตจากทางการไทยให้ดูแลด้านอาหารและที่พักอาศัยของผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาระลอกแรกในที่พักพิง 9 แห่งในจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน ราชบุรี และกาญจนบุรี รายงานว่าหลังการยึดอำนาจในปี 2021 รัฐบาลทหารพม่าสู้กับฝ่ายต่อต้านจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 4,300 คน และผู้พลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมาอีกกว่า 684,000 คน
ส่วนผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาซึ่งข้ามแดนมายังไทยระลอกใหม่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนประมาณ 90,000 คน และคาดว่าจะมีผู้หนีภัยมายังไทยเพิ่มขึ้นอีกเพราะสถานการณ์ความขัดแย้งนองเลือดในเมียนมายังไม่จบลงง่ายๆ อย่างไรก็ดี ทางการไทยไม่มีนโยบายรับตัวผู้หนีภัยจากเมียนมากลุ่มใหม่เข้าไปอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวทั้ง 9 แห่งซึ่งตั้งมานานเกือบ 40 ปี แต่ใช้วิธีให้ที่หลบภัยชั่วคราวและส่งตัวคนกลุ่มใหม่นี้กลับประเทศทันทีที่การสู้รบสงบลง
ขณะที่เครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา (Myanmar Response Network หรือ MRN) ซึ่งเป็นการรวมตัวขององค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในไทยและระหว่างประเทศ เผยแพร่รายงานที่ร่วมจัดทำโดย ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย แนะนำรัฐบาลไทยทบทวนกฎหมายและนโยบายคุ้มครองผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่จากเมียนมา โดยระบุว่ากฎหมายยังมีช่องว่างที่อาจกลายเป็นอุปสรรคให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยล่าช้า
ประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงในรายงานคือการที่ไทยปฏิเสธนิยามคำว่าผู้ลี้ภัย และไม่รับรองสถานภาพของผู้ลี้ภัย ทำให้การคัดกรองผู้ลี้ภัยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาควรจะได้รับการคุ้มครองและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แม้ไทยจะมีกฎหมายและนโยบายจำนวนมากที่สนับสนุนการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้อยู่ แต่พอถึงเวลาปฏิบัติจริง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงชายแดนไทยมักเลือกใช้กฎหมายคนเข้าเมืองเป็นอันดับแรก
กฎหมายคนเข้าเมืองของไทยระบุว่าผู้เข้ามาในประเทศอย่างไม่ถูกต้องเท่ากับเป็นผู้กระทำผิด แต่ผู้ลี้ภัยตามนิยามของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) คือผู้จำเป็นต้องหลบหนีจากประเทศบ้านเกิดของตัวเองเพราะอาจเสี่ยงภัยต่อการถูกประหัตประหาร และผู้ที่หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาจำนวนมากต้องรีบร้อนหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด จึงไม่มีเอกสารพิสูจน์ตัวตนและถือว่าเข้าประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้คนกลุ่มนี้ซึ่งควรจะได้รับการพิจารณาเป็นผู้ลี้ภัยตามนิยามของ UNHCR กลายเป็นผู้กระทำผิดที่เสี่ยงจะถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับกุม กักตัว และส่งกลับประเทศ
แม้ทางการไทยจะย้ำว่าการส่งตัวผู้หนีภัยจากการสู้รบเมียนมาระลอกใหม่ยึดหลักความสมัครใจและรอให้แน่ใจว่าการต่อสู้สงบลงแล้วจึงส่งกลับ แต่ขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าและฝ่ายต่อต้านจะพิจารณาเรื่องยุติศึกถาวร ผู้ถูกส่งตัวกลับจึงเสี่ยงต่อภัยการสู้รบจนอาจต้องหนีภัยข้ามแดนเช่นเดิม
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องวงเงินประกันตัวผู้ลี้ภัยที่ถูกจับกุมด้วยข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย พบเจ้าหน้าที่ไทยมีแนวทางพิจารณาเรื่องนี้แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่มักจะเป็นวงเงินที่สูงเกินไปสำหรับผู้ลี้ภัย ทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถยื่นประกันตัวได้
อีกประเด็นที่เสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณา คือ การจัดตั้งจุดผ่อนปรนตามแนวชายแดน เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลให้กองทัพเป็นหลักในการรับผิดชอบสถานการณ์ผู้หนีภัยจากเมียนมาระลอกใหม่หลังปี 2021 โดยถือว่าเรื่องนี้คือภารกิจรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน แต่นักกฎหมายผู้จัดทำรายงานแนะนำว่ารัฐบาลควรใช้วิธี ‘เปิดทาง’ ให้คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะชาวบ้าน ชุมชน นักธุรกิจ ภาคประชาสังคม หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เพราะจะทำให้กระบวนการช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะด้านอาหาร ยา และสาธารณูปโภคที่จำเป็น
อ้างอิง:
สภาความมั่นคงแห่งชาติ, Asylum Access, IOM, ReliefWeb, TBC, US Embassy Bangkok, UNHCR




