เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 นายบันยา โฆษกสภาบริหารชั่วคราวรัฐคะเรนนี (Karenni State Interim Executive Council-IEC) ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ” ถึงสถานการณ์ในเมืองลอยก่อ เมืองหลวงของรัฐคะเรนนี ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน ว่ากองทัพของสภาบริหารแห่งรัฐพม่า (SAC) ส่งกำลังทหารผ่านมาจากรัฐฉาน ประมาณ 500 นาย โดยส่วนหนึ่งเข้าไปอยู่ในเมืองลอยก่อเรียบร้อย และอีกส่วนอยู่รอบๆ เมืองลอยก่อ ขณะที่กองกำลังปฏิวัติได้ถอนตัวออกมาจากตอนเหนือของลอยก่อ แต่ก็ได้สนธิกำลังและยึดพื้นที่ได้เพิ่มอีกทางตอนใต้ของเมือง สถานการณ์ที่ลอยก่อเวลานี้ คือกองกำลังปฏิวัติของประชาชนได้ถอยมาด้านหนึ่ง และยึดได้อีกด้าน การสู้รบและการทิ้งระเบิดมีบ้างในช่วงนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่ระบุว่ากลไกราชการของพม่าใช้การได้แล้วในเมืองลอยก่อ จริงหรือไม่ โฆษก IEC กล่าวว่า SAC พยายามเผยแพร่ข่าวมากมายว่ามีข้าราชการเข้ามาประจำการแล้วบ้าง เอาข้าราชการกลับมาทำงานแล้วบ้าง ว่าไม่มีการสู้รบแล้วบ้าง แต่ในความเป็นจริงคือหลายหน่วยงานยังกลับมาไม่ได้เพราะยังมีการสู้รบ โดยมีประชาชนกลับมาบ้าง ตอนนี้เปิดได้แค่โรงเรียนมัธยมเพียงแห่งเดียว และโรงพยาบาลใหญ่ที่เป็นของทหารพม่าอีกแห่งหนึ่ง แต่ยังมาหมอไม่ได้ และยาก็ไม่มี ส่วนมหาวิทยาลัยลอยก่อยังเปิดไม่ได้ โดยสถานการณ์ยังคงเผชิญหน้าและยันกันอยู่
“ตอนนี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์การรบ ไม่ใช่ว่าแพ้แล้วถอยออกมา โดรนเป็นส่วนหนึ่งของการรบของพม่า เขายกกำลังมาจากรัฐฉานใช้โดรนเป็นหลัก ส่งโดรนมาสำรวจพื้นที่ และส่งโดรนมาทิ้งระเบิด ทำให้การต่อต้านของกองกำลังปฏิวัติเป็นไปได้ยากขึ้น เราไม่สามารถปฏิบัติงานได้ 100% โดรนใหม่นี้มาจากรัสเซียและจีน มีความแม่นยำ เขาใช้เยอะมาก เมื่อก่อนบินมาทีละตัวสองตัว เดี๋ยวนี้ใช้บิน 80-100 ตัว ทหารพม่า ตอนนี้เขาไม่ใช้เครื่องบินแล้ว เขาใช้โดรนเป็นหลักเลยในการเข้ามาโจมตีเมืองลอยก่อ” นายบันยา กล่าว
โฆษก IECกล่าวว่า ทีแรกพม่าส่งกำลังทหารมาจากรัฐฉาน 1,500 คน แต่สามารถเข้ามาได้ถึงรัฐคะเรนนี 500 คนและ ประมาณ 200 นายเข้ามาอยู่ที่เมืองลอยก่อโดยตรง ที่เหลือราว 300 ก็กระจายอยู่แถวลอยลินเลพื้นที่ติดรัฐฉาน ส่วนเมืองอื่นๆ ในรัฐคะเรนนี ทหารพม่ายังไม่ได้บุกเข้ามา
นายบันยากล่าวว่า การที่พม่ามุ่งรักษาเมืองลอยก่อไว้นั้น น่าจะมีหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นแน่นอนว่าถ้าเรายึดลอยก่อได้ก็เป็นการรุกคืบไปถึงกรุงเนปีดอว์ หากเราดูในแผนที่ จะเห็นว่าขณะนี้การยึดพื้นที่โดยกองกำลังปฏิวัติเกิดขึ้นเยอะทั่วประเทศ แต่เมืองหลวงของแต่ละรัฐยังไม่ได้อยู่ในมือของฝ่ายต่อต้าน หากเรายึดเมืองลอยก่อได้ คือเป็นรัฐแรกที่ถูกยึดเมืองหลวง ก็กลายเป็นว่าพม่าเสียทั้งหมด ศักดิ์ศรีของกองทัพพม่าเขายอมไม่ได้เพราะหากเมืองหลวงกะเหรี่ยงแดง (คะเรนนี) ถูกยึดเขาจะเสียหน้ามาก
นายบันยากล่าวว่า มีประชาชนบางส่วนกลับเข้ามาเมืองลอยก่อ แต่ถือว่าสถานการณ์ยังอันตราย โดยเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีการปะทะกันทำให้ชาวบ้านเสียชีวิต 3 คน โดยประชาชนที่อยู่ในลอยก่อคงค้างอยู่ในพื้นที่ตลาดที่ติดกับฐานกองพันพม่า ในโรงพยาบาลทหารก็มีประชาชน พรรคพวกที่อยู่กับทหารพม่ายังเหลืออยู่ เขาไม่ได้ออกมา สำหรับชาวบ้านอีกบางส่วนที่หนีการสู้รบออกไปไปรัฐฉาน เมื่อ SAC ประกาศว่ายึดเมืองลอยก่อได้แล้วให้กลับมา ทั้งที่ฝ่ายเราบอกว่าลอยก่อยังไม่ปลอดภัย คนที่กลับเข้ามาก็มีเหยียบกับระเบิด โดนปืน เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน







