การประดับบ้านเรือนและการไหว้บรรพบุรุษ ที่กัมปงจาม ช่วงปีใหม่
การประดับบ้านเรือนและการไหว้บรรพบุรุษ ที่กัมปงจาม ช่วงปีใหม่

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ประเทศกัมพูชา ประชาชนในหลายพื้นที่ อาทิ เมืองเสียมราฐ กัมปงจาม และมณฑลคีรี เฉลิมฉลองประเพณีปีใหม่เขมร หรือ “ชนำเทมย” ทั่วเมืองตลอดระยะเวลาหยุดยาวระหว่างวันที่ 13-17 เมษายน โดยทุกครอบครัวมีประเพณีหลักที่ต้องดำเนินการทุกปี คือ จัดหาดอกไม้ ผลไม้ เครื่องไหว้สำหรับสักการะบรรพบุรุษที่ล่วงลับ และเตรียมอาหารสำหรับทำบุญ

 

นายเฮง นาแม มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่เสียมราฐ กล่าวว่า ในประเพณีปีใหม่ทางการกัมพูชาประกาศหยุดงานให้ทุกคนได้เดินทางไปพบครอบครัวคล้ายกับคนไทย คือ มีการสงฆ์น้ำพระและจัดงานรื่นเริงตามความสะดวกของชุมชน แต่ประเพณีการฉลองที่ยิ่งใหญ่และมีงานบันเทิงหลากหลายจะเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ อาทิ พนมเปญ และเสียมราฐเท่านั้น ซึ่งทางการกัมพูชาจะทุ่มงบประมาณในการจัดงานอย่างอลังการเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว แต่ประเพณีการสาดน้ำยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก เพราะกัมพูชาเผชิญภัยแล้งและน้ำท่วมมาหลายครั้ง จึงไม่สามารถจัดงานเล่นน้ำได้หลายวันเหมือนประเทศไทย

 

ปีใหม่ของชาวพนง
ปีใหม่ของชาวพนง

“นักท่องเที่ยวกัมพูชาเองชอบประเพณีสงกรานต์ไทยมากๆ บางคนมีเงินก็ทุ่มทุนบินไปเที่ยวไทยเพื่อการเล่นน้ำอย่างเต็มรูปแบบ ปัญหาที่เกิดในเสียมราฐคือ ตอนนี้ คนท้องถิ่นเสียมราฐหันไปขายแรงงานในไทยแล้วก็ไม่ได้กลับมาช่วงปีใหม่ ส่วนนักลงทุนจากพนมเปญก็หันมาลงทุนที่เสียมราฐ แล้วพยายามขายโปรมแกรมท่องเที่ยวให้ชาวต่างชาติได้ฉลองปีใหม่กันอย่างครึกครื้นที่นครวัด ส่วนวัดเล็กๆ เช่น วัดตำหนัก ในเมืองเสียมราฐอย่างมากก็มีแค่คนเฒ่าคนแก่เข้ามาทำบุญ หนักสุด คือ ประเพณีขนทรายเข้าวัดหายไปจากเสียมราฐเกือบ 10 ปีแล้ว หากต้องการก่อเจดีย์ทรายต้องจ้างรถบรรทุกขนทรายมาให้ ชาวบ้านได้ก่อทรายกัน ทำให้คนเสียมราฐดั้งเดิมพยายามหนีออกจากพื้นที่เพื่อหางานใหม่ ส่วนร้านในเสียมราฐใหญ่ๆ บางครั้งก็จ้างฝรั่งแบคแพคเกอร์ มาทำงานแทนการจ้างงานคนท้องถิ่น โดยให้ที่พักฟรี รถใช้ฟรี ซึ่งส่วนมากยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว เป็นการแย่งงานชาวเสียมราฐ คนท้องถิ่นจึงพยายามหางานใหม่ที่จังหวัดอื่นๆ” นาย เฮง กล่าว

 

นายเฮง กล่าวด้วยว่า อาชีพที่ยังเหลือให้ชาวเสียมราฐได้หากิน คือ การขายดอกไม้ ธูปเทียนและเครื่องดื่มบางชนิดเท่านั้น ส่วนบัตรเข้างานแสดงโชว์และบัตรเข้าร่วมงานในเมืองเสียมราฐมีแค่ทางรัฐบาล เจ้าหน้าที่ และเจ้าของภัตตาคารใหญ่ๆ เท่านั้นได้รับเงินจากนักท่องเที่ยว ส่วนคนท้องถิ่นรายได้ตามความสามารถ ใครตื้อลูกค้าได้มากกว่าก็มีรายได้ดี ใครไม่เก่งภาษาอยู่อย่างไม่มีรายได้เลยก็มี อาศัยเก็บเงินค่าถ่ายรูปจากนักท่องเที่ยวเท่านั้น

 

 

 

"สราบาย" ข้าวหมักของชาวพนง
“สราบาย” ข้าวหมักของชาวพนง

ด้านนางเนียมปัน หญิงชรา ชาวมณฑลคีรี กล่าวว่า ช่วงปีใหม่เขมรชาวมณฑลคีรีจะฉลองกันเงียบๆ โดยการทำบุญ “พนทอังกอ”(แปลเป็นภาษาไทยว่า ภูเขาข้าวสาร) และพนมกะซัจ (ภูเขาทราย) ซึ่งจัดขึ้นในวัดแสนมโนรมณ์ วัดเก่าแก่ของชาวมณฑลคีรี ซึ่งผู้ทำบุญต้องนำข่าวสารไปตักบาตรตามกองต่างๆ ที่ทางวัดเตรียมไว้ให้ แล้วเอาข้าวสารใส่แต่ละกองตามจำนวนสมาชิกครอบครัว เช่นเดียวกับการตักบาตรทรายที่หมายถึงการก่อรากฐานแห่งชีวิต ที่อยู่อาศัย และที่ทำกินตามความเชื่อของกัมพูชา ส่วนการฉลองสรงน้ำพระจะทำวันสุดท้ายของวันหยุด คือ ประมาณวันที่ 17 เมษายน 2557 ขณะที่ลูกหลานชาวมณฑลคีรีจะใช้ช่วงเวลาในการสะเดาะเคราะห์กับครอบครัว

 

ทั้งนี้นอกจากการฉลองประเพณีปีใหม่ของคนกัมพูชาแล้ว ชาติพันธุ์กลุ่มเล็กๆ อย่างชาวพนง ในมณฑลคีรี ยังมีการเฉลิมฉลองปีใหม่เพื่อสักการะวิญญาณบรรพบุรุษและจัดงานเลี้ยงในพื้นที่อีกด้วย อาทิ กรณีชาวพนงในชุมชนดักดำ (Dak Dam) ซึ่งอยู่ติดชายแดนเวียดนาม จัดงานปีใหม่ร่วมกันเพื่อพบปะและพูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาชาติพันธุ์พนง โดยในปีนี้ชาวพนงได้ฉลองปีใหม่ที่ ชุมชนปูเลส์ (Pu-Les) เพื่อระดมทุนพัฒนาชุมชนและสักพาระเจ้าป่าเจ้าเขา รวมทั้งรับประทานอาหารร่วมกันใน 3 หมู่บ้าน โดยมีชาวพนงเข้าร่วมประมาณ 100 คน

 

การตักบาตรของชาวมณฑลคีรี
การตักบาตรของชาวมณฑลคีรี

นายสกนัย ตัวแทนครือข่ายพัฒนาเอกชนที่ดูแลชาติพันธุ์พนง(Bunong Plcae ) กล่าวว่าพนงคือ ชาติพันธุ์เดียวในเมืองมณฑลคีรี ที่ถูกละเลยจากทางการกัมพูชาแม้ว่าจะมีอยู่มากกว่า 37,000 คน หรือคิดเป็น 80 % ของจังหวัดก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับสิทธิในการทำงานเหมือนคนกัมพูชา บางคนไม่มีบัตรประชาชน บางคนไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่ได้ ขณะที่บางชุมชนเจอมรสุมนายทุนจากประเทศฝรั่งเศสและประเทศเวียดนามเข้ามาลงทุนปลูกยางพาราทับพื้นที่ปลูกข้าวไร่ ปีนี้ชาวพนงจึงได้ถือโอกาสฉลองปีใหม่ด้วยการขอพรเจ้าป่าเจ้าเขาให้บันดาลน้ำ พืช อาหารและรักษาชาวพนงให้อยู่ดีกินดี ไม่ถูกใครรุกราน โดยชาวบ้านทุกครัวเรือนต่างขนอาหารมากินเลี้ยงร่วมกัน ซึ่งอาหารขึ้นชื่อของชาวพนง คือ ผลอโวคาโด และน้ำข้าวหมัก ที่เรียกว่า “สราบาย” ซึ่งหมักไว้นานกว่า 1 เดือน โดยช่วงเช้าเซ่นไหว้บรรพบุรุษ และช่วงบ่ายทำพิธีเรียกขวัญชาวบ้าน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุให้พรลูกหลาน ตามประเพณีแบบชาวพนงที่นับถือผีและเทวดา ส่วนชาวคริสต์ก็มีการขอพรพระเจ้าตามศรัทธา ด้วยการแบ่งปันอาหารที่ตนมีแก่เพื่อนบ้าน

 จารยา บุญมาก

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.