จตุพร สุสวดโม้
ภูมิประเทศที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา โดยมีที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ที่มีแม่น้ำเมยไหลกั้นกลางเป็นเส้นแบ่งแดนระหว่างไทย-พม่า ระหว่างเมืองแม่สอด จ.ตากกับเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง
แม่สอดเป็นเมืองหน้าด่านที่เต็มไปด้วยประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ เช่นเดียวกับตลอดลำน้ำเมยที่เต็มไปด้วยหลากหลายความเชื่อและหลากหลายอุดมการณ์ เมื่อสงครามฝั่งเมียวดีรุนแรง พื้นที่แม่สอดจึงเป็นแหล่งหลบภัยของทุกฝ่าย บางส่วนเดินทางกระจายไปสู่หัวเมืองต่างๆของไทย บางส่วนยังอยู่แถวพื้นที่ชายแดน
ในทางตรงกันข้ามแม่สอดเองก็เป็นเกทเวย์ให้คนทั่วโลกเดินทางผ่านไปยังแหล่งอาชญากรรมริมแม่น้ำเมยฝั่งเมืองเมียวดี
คลื่นมนุษย์ทั้งสองฝั่งต่างอพยพโยกย้ายกันไปมาตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคน
บิงซิน ตาร์(นามสมมุติ) อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี เป็น 1 ในชาวกะเหรี่ยงที่เพิ่งหนีการเกณฑ์ทหารเพราะไม่ต้องการถูกบังคับให้จับปืนเข่นฆ่าคนกะเหรี่ยงด้วยกันเอง
เขาเป็นอดีตนักศึกษาสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยดากอง ในประเทศพม่า เมื่อปี 2018 ก่อนตัดสินใจลาออกเพราะไม่เชื่อมั่นในระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัย และทำงานเป็นจิตอาสาในช่วงโควิด 19 ระบาดในเมืองย่างกุ้ง
“โชคร้ายของคนในพม่าไม่ใช่เป็นเรื่องของการแพร่ระบาดของโควิด เพราะคนทั่วโลกต่างก็เป็นโควิด แต่เป็นเรื่องที่กองทัพพม่าทำรัฐประหารกลายเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ”บิงซินบอกถึงสาเหตุเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ในประเทศพม่าระลอกใหญ่
“ด้วยความที่พม่าอยู่ในระบอบทหารมาอย่างยาวนาน เรามองเห็นความลำบากของประชาชนและประเทศชาติมาโดยตลอด จึงผันตัวมาเข้าร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
“ผมเป็นชาวกะเหรี่ยงต้องการเข้าร่วมกับ KNU ซึ่งเป็นกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธต่อสู้เพื่อบ้านเกิด แต่ผมป่วยเป็นโรคทางสมองอีกทั้งร่างกายตัวเล็กเกินกว่าที่จะเป็นทหารได้” อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยดากอง ระบายความอัดอั้นจากอุปสรรคทางร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยให้ทำตามอุดมการณ์ อย่างไรก็ตามแม้ทำหน้าที่ทหารไม่ได้ บิงซินก็ได้เปลี่ยนเป้าหมายไปสู่การเคลื่อนไหวอื่นแทน
“ผมตัดสินใจเข้าร่วมทางการเมืองกับกลุ่ม CDM (The Civil Disobedience Movement) เพื่อเป็นอาสาสมัครแจกจ่ายอาหารและให้คำปรึกษา ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบและผู้ลี้ภัยจากสงคราม” บิงซิน เล่าถึงเหตุผลในการเข้าร่วมกับขบวนการอารยะขัดขืนต้านรัฐประหาร
การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่ม CDM คือต้องคอยรับฟังและให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่ต้องตื่นตระหนกกับเสียงปืน เสียงระเบิดอยู่บ่อยครั้ง หลังเผชิญกับภาวะสงครามมาอย่างยาวนาน
“ชีวิตวัยเด็กของผม ที่บ้านมีวิวทิวทัศน์สวยงาม แต่กลับโดนกองทัพทหารพม่าทิ้งระเบิดทำลายความอบอุ่นที่เคยมี เหลือเพียงร่องรอยของอาวุธสงคราม” บทเรียนทำให้ความรู้สึกของบิงซินหวาดระแวงทหารพม่าเสมอมา ขณะที่เพื่อนๆจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับภาวะโรคซึมเศร้า
“สภาพจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต่อให้คุณไม่เหลืออะไรเลยในชีวิต ถ้าเรายังมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งคุณจะมีแรงในการต่อสู้และมีชีวิตต่อไป แต่การทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพจิตใจแก่ผู้อพยพของผมก็ต้องจบลง เพราะกองทัพพม่าได้ประกาศให้เยาวชนในพม่าเข้ารับการเกณฑ์ทหาร”อุดมการณ์ของบิงซินถูกกัดกร่อนอีกครั้งเพราะนโยบายของรัฐบาลทหารพม่า
“ผมอยู่ในรายชื่อแรกๆ ที่ถูกเรียกให้เข้ารับการเกณฑ์ทหารสังกัดกองทัพพม่า ผมจึงจำเป็นต้องทิ้งทุกอย่างไว้ที่พม่าและเดินทางมาเข้ามาลี้ภัย” บิงซิน อธิบายถึงเหตุผลในการข้ามแดนมายังฝั่งประเทศไทย
“หลายคนที่เลือกอพยพมายังประเทศไทยเพราะไม่ต้องการรับใช้กองทัพพม่า คุณไม่มีทางรู้เลยว่าการเข้าสู่กองทัพจะนำคุณไปสู่อะไร คุณจะเห็นคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่อพยพเข้ามาอยู่ที่นี่ แม้จะต้องอยู่อย่างผิดกฎหมาย” สมาชิกกลุ่ม CDM อธิบายสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนหนุ่มสาวจากฝั่งพม่าอพยพระลอกใหญ่เข้ามาประเทศไทย
บิงซินและเพื่อนๆเริ่มเดินทางออกจากเมืองย่างกุ้งในวันที่ 16 มีนาคม 2567 และหยุดพักที่เมืองพะอันกว่า 1 สัปดาห์ ก่อนจะข้ามสะพานจากเมืองเมียวดีมายัง อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งตลอดเส้นทางใช้เวลานานหลายวัน
ปัจจุบันเขาและเพื่อนๆพักกระจัดกระจายอยู่ในไทย
“ตอนแรกผมเข้าเมืองมาอย่างถูกกฎหมายโดยอยู่ในสถานะผู้พำนักชั่วคราว แต่เอกสารถูกระงับหลังอยู่เกิน 7 วัน พวกเราจึงต้องอยู่ในประเทศไทยในฐานะผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย”
สถานะอยู่อย่างผิดกฎหมายของบิงซินก็เป็นเช่นเดียวกับเพื่อนๆจากฝั่งพม่าอีกจำนวนมาก แม้พวกเขาพยายามทำให้ทุกอย่างถูกต้องในตอนต้น แต่สุดท้ายระบบราชการในประเทศไทยก็ไม่เอื้ออำนวยทำให้พวกเขา ในที่สุดคนในวัยกำลังแรงงานจำนวนมากก็ต้องกลายเป็นคนผิดกฎหมายและต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ
“เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นเดือนแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย ผมบังเอิญได้เจอกับตำรวจ ซึ่งได้ขอดูเอกสารบัตรประจำตัว เขาบอกว่าถ้าไม่มีบัตรก็ต้องจ่ายเงิน ไม่งั้นเขาจะส่งตัวกลับพม่า ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า ยอมจ่ายเงิน 1,000 บาท ดีกว่าถูกส่งตัวกลับบ้านและไปเป็นทหารพม่า
“ผมอยากมีสถานะผู้ลี้ภัยอย่างถูกกฎหมาย แต่การทำบัตรสีชมพูนั้นมีราคาแพงเกินไป แม้จะพยายามหางาน หาเงิน แต่ผมพูดภาษาไทยไม่ได้และไม่มีบัตร เลยไม่มีใครยอมรับให้เข้าทำงาน”
ปัจจุบันคนหนุ่มสาวจากฝั่งประเทศพม่าจำนวนมากต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับบิงซิน คนจำนวนไม่น้อยจบการศึกษาสูง แต่ต้องทำงานเป็นกรรมกรลูกจ้างรายวัน ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมา เพราะระดับนโยบายของผู้บริหารประเทศไทยยังไม่เข้าใจสถานการณ์และไม่มีความกล้าปรับยุทธศาสตร์บ้านเมือง
“ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้เป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมาย การทำบัตรสีชมพูผ่านนายหน้ามีมูลค่าสูงถึง 10,000 บาทต่อปี” บิงซินไม่มีรายได้พอที่จะทำเช่นนี้ ทุกวันนี้เขาและเพื่อนๆต้องเข้าหลบหนีเข้าไปหางานทำในหัวเมืองชั้นในที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรม
บิงซิน กำลังตั้งใจเรียนภาษาไทยเพื่อสื่อสารกับคนไทยให้ได้ เขาและเพื่อนๆ 8 คน รวมกลุ่มกันช่วยเหลือฟื้นฟูสุขภาพจิตแก่ชาวพม่า ในนามองค์กร “Empathy Realm” โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยย่างกุ้งเป็นที่ปรึกษาองค์กร กลุ่มเป้าหมายของพวกเขาคือเยาวชน นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย รวมไปถึงอดีตนักโทษการเมือง
“พวกเขาได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนักหน่วง สูญเสียบ้านเรือน สูญเสียครอบครัว ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ บ้างถูกซ้อมทรมาน ส่งผลให้พวกเขาพบกับปัญหาด้านสุขภาพจิตในหลายด้าน จนนำมาสู่ภาวะโรคซึมเศร้า
“ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ PTSD ผู้ลี้ภัยการเมืองหลายคนมีภาวะซึมเศร้า เพราะต้องตัดขาดจากครอบครัวโดยไม่มีการติดต่อสื่อสารใด ๆ แม้ยังมีชีวิตก็ตาม เพราะทหารพม่าคอยคุกคามและข่มขู่ฆ่าเอาชีวิต จึงจำเป็นต้องตัดขาดกัน เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวที่ยังอยู่ในพม่า” บิงซินเป็นตัวแทนบอกเล่าถึงความเจ็บปวดของคนหนุ่มสาวนักต่อสู้ที่จำใจต้องแยกห่างจากครอบครัว
หนึ่งชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากรัฐประหารและภาวะสงครามจนต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดในเมียนมา และข้ามมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง แม้จะต้องรับสภาพเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่บิงซินและเพื่อนๆต่างก็เชื่อว่ายังดีกว่าในสงครามที่ประชาชนไม่เต็มใจหรือต้องถูกส่งไปรบเข่นฆ่าชาติพันธุ์เดียวกัน
บิงซินเต็มไปด้วยความหวัง อุดมการณ์และความมุ่งมั่น เขายังเฝ้าคอยว่าสักวันเขาคงจะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอน
————





