mlm2

ภูมิภาคอาเซียนในขณะนี้ ประเทศใดจะเนื้อหอมเท่าเมียนมาร์ ไม่มีแล้ว และด้วยความใหม่ กอรปกับความมั่งคั่งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้ทุนใหญ่จากต่างชาติระดมแผนลงทุนอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่มุ่งไปที่ธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองสำคัญ และแล้วก็ถึงคิวของเมืองชายแดนไทย-เมียนมาร์ อย่าง มะละแหม่ง (Mawlamyine) แห่งรัฐมอญ ซึ่งมีอาณาเขตติดกับอ.แม่สอด จ.ตากประเทศไทยนั้น โดยหลังจากมีการสร้างสะพานเชื่อมระยะทางแล้ว มะละแหม่งเริ่มแปรเปลี่ยนต้อนรับกระแสความเจริญเข้าไปทุกขณะ โครงการพัฒนาการสื่อสารการทำข่าวสืบสวนฯ จึงได้ติดตามสถานการณ์ทั้งด้านการเมืองและการบริหารของประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องนโยบายจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมุมมอง ของเจ้าบ้านต่อการลงทุนจากต่างชาติ

nmsp

แม้การเมืองของเมียนมาร์มีท่าทีในทางที่ดีขึ้นหลังจากเริ่มบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมรับมือ คือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามเร่งความเร็วด้ายการเปิดรับทุนต่างชาติ หนึ่งในโครงการสำคัญที่รัฐบาลเมียนมาร์ลงนามร่วมกับทุนไทยและทุนจีน คือ โครงการเขื่อนฮัตจี

 

ข้อมูลจากองค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) และเครือข่ายเยาวชนก้าวหน้ามอญ ระบุว่า เขื่อนดังกล่าวนั้นจะส่งผลต่อชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มอญ ที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำสาละวินทั้งไทยและเมียนมาร์ ด้วยเหตุดังกล่าว เขื่อนฮัตจีจึงถูกต่อต้านสูงในไทย โดยแผนการสร้างเขื่อนตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง ห่างจากชายแดนไทย-พม่า ที่บ้านสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 47 กิโลเมตร มีมูลค่าลงทุน 8 หมื่นล้านบาท โดยการวิจัยไทบ้านและข้อมูลวิชาการหลายภาคส่วนยืนยันตรงกันว่า หากเขื่อนฮัตจีเกิดขึ้นจะสร้างผลกระทบกับระบบนิเวศของแม่น้ำสาละวินอย่างมาก ทว่าคนปากน้ำสาละวินยังไม่เคยรู้ข้อมูลใดๆ ในโครงการดังกล่าว นั่นเพราะรัฐบาลเมียนมาร์ไม่เคยจะเผยแพร่สู่ประชาชนอย่างจริงจัง

 

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ แต่จากการพูดคุยกับ นาย ตะละ งี ( Tala Nyi) กรรมการบริหารพรรคมอญใหม่ (New Mon State Party) ยืนยันว่า ยังไม่เคยรับรู้รายละเอียดเรื่องการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำสาะวินจากทุนไทยเลยสักครั้ง สิ่งที่พรรคตั้งมั่นในการบริหารมาตลอด คือ ไม่ว่านโยบายการลงทุนใดก็ตาม หากส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตชาวมอญใต้การปกครองแล้ว รัฐบาลพม่าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจฝ่ายเดียว

 

“หากในอนาคตอันเร็วๆ นี้ ผมได้รับข้อมูลมาบ้าง ผมก็คงจะนำเข้าที่ประชุมพรรคและนำไปเจรจาในการประชุมร่วมรัฐบาลได้ ส่วนจะปล่อยให้ลงทุนหรือไม่ เป็นอีกประเด็น”

 

ตะละงี ยืนยันว่า การให้ความสำคัญกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสภาพสมดุลทางนิเวศวิทยา เป็นนโยบายหลักที่มีความจำเป็นสูงสุดของรัฐมอญ การลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจใดๆ ในรัฐมอญ นั้น ผู้บริหารรัฐจะพิจารณาส่วนดี ส่วนด้อยของโครงการก่อนเปิดโอกาสให้ลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติ โดยรัฐมอญพยายามมองหาแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรมากว่าการมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมอย่างเดียว

 mlm1

เมื่อถูกตั้งคำถามว่า มีโครงการพัฒนาความเจริญด้านใดบ้างที่ถูกต่อต้านจากประชาชนในรัฐมอญและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง เขายกตัวอย่างกรณีสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสาละวิน ในเมืองมะละแหม่งสู่เมืองเมาะตะมะ โดยระบุว่า การสร้างสะพานในครั้งนั้น ชาวมอญพยายามต่อต้านสูง เพราะมองว่าส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำสาละวิน ทำให้ทิศทางการไหลขอแม่น้ำสาละวินเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อีกทั้งก่อตะกอนในน้ำเพิ่มขึ้น ผลผลิตทางการประมงลดลง บทเรียนดังกล่าวจึงกลายมาเป็นเรื่องที่สอนให้ชาวมอญหวนคิดอย่างถี่ถ้วน และฝ่ายปกครอง ฝ่ายบริหารจึงจำเป็นต้องทบทวนทุกโครงการอย่างละเอียด

 

“คือ เมื่อโลกเปลี่ยน บ้านเมืองเปลี่ยน แน่นอนว่า ทุกอย่างจะแปรไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าความเจริญ และแน่นอนทรัพยากรเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม เราต้องชั่งน้ำหนักข้อดี ข้อเสียด้วยว่า การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลนั้นก่อเกิดผลอย่างไรต่อคุณภาพชีวิตของชาวมอญ แต่อย่างไรพรรคของเราเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องไม่รบกวนสิทธิ์พลเมืองจนเกินไป”

mlm4

จากการลงพื้นที่ 2 ชุมชน คือ หมู่บ้านมูโตนและหมู่บ้านมะแยงในเกาะเบลูจง ของมะละแหม่ง ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่า ไม่มีโอกาสและเวลาในการรับรู้ข่าวสารการสร้างเขื่อน แต่พวกเขายืนยันว่า ชีวิตที่เป็นไปกับทุ่งนา ป่าเขา และการประมงพื้นบ้าน คือ สุขอันสูงสุด ที่ชาวมอญพึงพอใจ

 

เสียงสะท้อนของชาวบ้านสอดคล้องกับนโยบายของพรรคมอญใหม่ตรงที่ ตะละงี เปิดเผยว่า จุดแข็งของรัฐมอญ โดยเฉาพะเมืองมะละแหม่งและเมาะตะมะ การประมง การเกษตร คือ เครื่องมือสำคัญสำหรับทุกชีวิต และเชื่อว่าหากมีโครงการใดๆ เข้ามาในพื้นที่ สิ่งแรกที่ประชาชนต้องทำ คือ ต้องการเปิดใจรับฟังข้อมูลข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจ ว่าจะเอาหรือไม่เอา จึงไม่แปลกที่ไม่เห็นการณรงค์ต่อต้านออกสาธารณะ เพราะปัญหาเรื่องการรับรู้ข่าวสารยังล่าช้า

mlm3

แม้ตะละงีไม่ฟันธงชัดเจนว่า ประชาชนต่อต้านเขื่อนหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่อธิบายช่องโหว่ของรัฐบาลเมียนมาร์ได้ชัดเจน คือ การไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน เป็นการเอาเปรียบพลเมืองอีกวิธีหนึ่ง

 

“ที่ผ่านมาเรามุ่งเป้าไปที่การเจรจาสันติภาพ พยายามเป็นมิตรกับรัฐบาลกลางด้วยการยุติสงครามความขัดแย้ง จึงยากที่จะเสนอประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เวทีประชุมร่วม เว้นแต่รัฐกะเหรี่ยงเท่านั้นที่เคยนำโครงการเขื่อนมิทซง ในแม่น้ำอิระวดีไปเสนอให้เป็นประเด็นสำคัญกับการเจรจาหยุดยิง แต่อย่างไรก็ตามพรรคมอญใหม่ ต้องขอเวลาศึกษาข้อเท็จจริงเสียก่อน เนื่องจากข้อมูลจากรัฐบาลพม่านั้นไม่เคยมีโครงการใดเปิดเผยชัดเจน แต่เรายืนยันว่า ความเจริญทุกอย่างต้องมีการเบียดเบียนธรรมชาติเสมอ เพียงแค่นโยบายรัฐมอญ ไม่สนับสนุนการเบียดเบียนธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากก็เท่านั้นเอง”

mlm5

ในด้านการพัฒนาจากทุนต่างชาติ ขณะนี้ตะละงีอธิบายว่า รัฐมอญเปิดโอกาสการลงทุนจากบริษัทปูนซีเมนต์ของไทย ให้เข้าผลิตซีเมนต์ได้วันละ 500 ตัน เพราะเห็นว่า เป็นอุตสาหกรรมที่จำเป็นต่อการสร้างที่อยู่อาศัย โดยธุรกิจอื่นๆ สามารถเข้ามาเสนอยุทธศาสตร์การลงทุนได้ แต่โครงการที่มีโอกาสในการลงทุนนั้น ได้แก่ โครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นผลดีต่อการพัฒนาการเกษตรกรรม และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมอญ ซึ่งจะอนุมัติหรือไม่ขั้นแรกต้องผ่านที่ประชุมพรรคมอญก่อน แล้วเข้าสู่สภากลางของรัฐบาลเมียนมาร์ แต่เนื่องจากตอนนี้สิ่งสำคัญ คือ การร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศสู่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ทางพรรคจึงร่วมสนับสนุนนโยบายของ อองซาน ซูจี ใน 3 ข้อ คือ หลักยุติธรรม สันติภาพและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นทุกทุนที่สนใจเข้ามาดำเนินกิจการในรัฐมอญก็ต้องสอดรับกับนโยบายดังกล่าวด้วย ส่วนปัจจัยอื่นๆ ชาวมอญย่อมมีส่วนร่วมในการพิจารณา

หลังจากนี้คงต้องจับตามองต่อไป ท่าทีต่อไปหลังจากศึกษาแผนสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินแล้ว รัฐมอญจะรับมืออย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง คือ อุดมการณ์ที่น่าศรัทธา กล้าประกาศว่า ทุกทุนต้องไม่รบกวนสิทธิพลเมืองจนเกินควร

 

เดลินิวส์ 20 เมษายน 2557

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.