จตุพร สุสวดโม้

ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในตัวเมืองชายแดนไทย-พม่า พนักงานเสิร์ฟส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติที่หอบเอาความหวังจากบ้านเกิดเข้ามาด้วย ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มรับออร์เดอร์จากลูกค้า แต่หัวใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลทุกครั้งที่เห็นรถตำรวจแล่นผ่าน
สำหรับมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องหางานทำเพื่อเก็บเงินส่งกลับบ้าน สถานะ “แรงงานผิดกฎหมาย” จึงเหมือนอยู่ในเงามืด
“ในคืนที่ตัดสินใจหนี ฉันได้ยินเสียงปืนและระเบิดดังไปทั่ว ฉันไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว”
“มินตา” สาวเสิร์ฟวัย 24 ปี ที่หนีภัยสงครามจากรัฐฉานเข้ามาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในไทย เริ่มต้นบอกเล่าถึงสถานการณ์ที่ต้องเผชิญทุกวันนี้ เมื่อเดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้ มินตาได้งานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารเล็กๆ
“ทำงานที่นี่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในกรง ทุกวันต้องระมัดระวังตัวเสมอ” น้ำเสียงของมินตาเต็มไปด้วยความกังวล เธอรู้สถานะของตัวเองดีว่าเป็นแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อทางเลือกของชีวิตมีน้อยเต็มที
“ถ้าถูกจับ ฉันอาจถูกส่งตัวกลับไปให้รัฐบาลพม่า ฉันต้องเผชิญกับสงครามที่พม่าหรือแย่กว่านั้นอาจจะถูกส่งไปที่ที่ไม่รู้จัก” เธอบอกน้ำหนักแห่งความหวาดกลัว “ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถตำรวจ ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกจากอกและต้องหาที่ซ่อน ฉันไม่สามารถมีชีวิตอย่างปกติได้”
การจับกุมแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในเมืองใหญ่แห่งนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีร้านอาหารและสถานบันเทิง เพราะพนักงานเสิร์ฟจำนวนมากมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ผู้คนหลงใหลไปกับบรรยากาศของเมืองเหนือ แต่ความกลัวและความตึงเครียดจากการอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ กลับฟุ้งกระจายในทุกมุมมืด
ทุกวันคืนมินตาคิดถึงครอบครัวที่ยังอยู่ในรัฐฉาน ยิ่งรับรู้ถึงสถานการณ์สงครามที่รุนแรงขึ้น ทำให้เธอแทบนอนไม่หลับ
“ฉันพยายามส่งเงินกลับบ้านให้ครอบครัว แต่มันเป็นเรื่องทำใจยากทุกครั้งที่ส่งเงินเพราะฉันรู้สึกเหมือนกำลังส่งหัวใจไปด้วย ไม่รู้ว่าพวกเขาจะอยู่รอดได้หรือไม่” มินตา กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
หากถูกจับกุมในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ไม่เพียงทำให้แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ต้องกลับไปเผชิญภาวะสงครามในพม่าเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อรายของพวกเขาได้อีกด้วย เนื่องจากยังมีครอบครัวที่อยู่ข้างหลังรอเงินในแต่ละเดือนที่จะโอนกลับไป
เช่นเดียวกับ “ซอ” แรงงานข้ามชาติวัย 28 ปี ที่เติบโตมาจากหมู่บ้านที่เงียบสงบในพม่า กระทั่งวันนั้นวันที่สงครามทวีความรุนแรง เพื่อรักษาชีวิตและต้องเป็นเสาหลักหาเงินส่งให้ครอบครัว “ซอ” จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านเกิดเมืองนอน
“การเห็นคนที่รักถูกทำร้าย ทำให้ผมคิดว่าต้องหนี” ซอ เริ่มบทสนทนาด้วยประโยคสั้นๆ ที่แฝงเรื่องราวความเจ็บปวดไว้ “ผมไม่อยากให้ครอบครัวต้องเห็นผมตายต่อหน้าต่อตา”
เมื่อมาถึงเมืองใหญ่ในไทย ซอโชคดีที่ได้งานในร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง
“ทุกวันผมต้องทำงานหนัก แต่ความกลัวมันซ่อนอยู่ในตัวผมเสมอ ผมไม่มีใบอนุญาตทำงาน เอกสารอะไรก็ไม่มี ทำให้ผมต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา” ซอทำงานด้วยความวิตกกังวลตลอดเวลา เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกับมินตาคือไม่อยากทำผิดกฎหมายไทย แต่ชีวิตที่ไม่มีทางเลือก ทำให้จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ
คลื่นมนุษย์ที่หนีสงครามจากฝั่งพม่าได้หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดมากมาย เพราะรัฐบาลไทยก็ไม่ได้มีมาตรการรองรับสถานการณ์การสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน
“ทุกครั้งที่มีการเรียกขอตรวจเอกสาร ผมรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น มองไปที่เจ้าหน้าที่แล้วก็ทำให้ผมนึกถึงความโหดร้ายสภาพสงครามในพม่าที่หนีผมมา เลยต้องแอบซ่อนตัวบ้าง ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น” เขาเล่า
ทุกยามเย็น ภาพที่คุ้นตาของคนเมืองใหญ่แห่งนี้คือ ตำรวจกลุ่มหนึ่งพากันขับรถสายตรวจตระเวนไปตามย่านที่มีแรงงานข้ามชาติอยู่หนาแน่น เสียงหวอช่างบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของแรงงานข้ามชาติเหลือเกิน บางครั้งอาการระแวงทำให้คิดกังวลกระเจิดกระเจิงไปไกลและคอยแต่มองหาช่องทางที่จะวิ่งหนี
“ชีวิตที่นี่ไม่มีความมั่นคง แต่ผมต้องทำเพื่อคนที่รัก และหวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสที่ดีกว่าวันนี้” หนุ่มจากแดนพม่ากล่าวด้วยแววตาเป็นประกาย
ขณะที่ “เจย์” แรงงานข้ามชาติอีกคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่แห่งนี้ เพราะเขามีครอบครัวที่ต้องดูแล
“ตอนสงครามเริ่มรุนแรง ผมรู้ว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัว พวกเราหนีออกมาพร้อมกัน ทุกวันนี้ผมคิดถึงครอบครัวที่คอยอยู่ข้างหลังมาก” เจย์ เล่าย้อนถึงวันที่ตัดสินใจอพยพมาฝั่งไทย
เช่นเดียวกับเพื่อนแรงงานที่ข้ามมาจากฝั่งพม่าคนอื่นๆ เจย์ทำงานในร้านอาหารแต่การไม่มีใบอนุญาตทำงาน เขายอมรับว่าต้องระวังตัวอย่างมาก
“เหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย หากถูกจับ ผมจะต้องกลับไปเผชิญกับความรุนแรงของสงครามที่หนีมา” หนุ่มแรงงานข้ามชาติกล่าวถึงชะตากรรมที่อาจกลายเป็นฝันร้ายได้ตลอดเวลา
“การส่งเงินกลับบ้านเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความรู้สึกกังวลทำให้ผมมีชีวิตอย่างปกติไม่ได้เลย ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถตำรวจ มันทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตและความหวังของเราอาจพังทลายลงได้ทุกเมื่อ” เจย์บอกเล่าด้วยสีหน้าจริงจัง
หลายครั้งที่ผู้จัดการร้านสั่งให้พนักงานเสิร์ฟหลบซ่อนตัว หากมีข่าวว่าตำรวจจะเข้ามาตรวจ
“ผมต้องทำเพื่อครอบครัว ในใจคิดว่ามันคือการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุด ความกดดันนี้มันหนักหนามาก” หนุ่มจากแดนพม่ากล่าว
ทั้งมินตา ซอ และเจย์ ต่างก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่อยากให้ชีวิตของตัวเองและครอบครัวดีขึ้น
ขณะที่ในมุมของเจ้าของร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอันดีกับพนักงานที่เป็นแรงงานข้ามชาติ มองว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แรงงานพม่าเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างในตลาดแรงงาน
“หลายคนที่มาจากพม่าไม่ได้มีโอกาสในชีวิต พวกเขาหมายมั่นที่จะทำงานเพื่อส่งเงินกลับบ้านและสร้างอนาคตให้ดีกว่า แต่การทำงานในไทยโดยไม่มีเอกสารทำให้พวกเขากลัว พวกเขาไม่สามารถแสดงบัตรหรือยืนยันตัวตนได้อย่างเต็มที่ หากถูกจับพวกเขาจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน อาจถูกส่งกลับบ้านที่พม่าซึ่งมีสงครามสู้รบกันอยู่ และอาจต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง” เจ้าของร้านเล่าด้วยความเป็นห่วง
“แรงงานพม่ามีความสำคัญมากสำหรับร้านของผม หากไม่มีพวกเขา ธุรกิจของเราจะไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น พวกเขาทำงานหนักตั้งแต่เริ่มเตรียมอาหารไปจนถึงการบริการลูกค้า และพวกเขาทำงานได้ดีแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก” เจ้าของร้านอาหารเล่าถึงความอยู่รอดของธุรกิจที่ตีคู่ไปกับแรงงาน
“ผมหวังว่าพวกเขาจะมีโอกาสได้ทำงานอย่างถูกกฎหมาย และได้รับการยอมรับในสังคม การสร้างสังคมที่เข้าใจและเปิดกว้างสำหรับแรงงานข้ามชาติจะทำให้ทั้งพวกเขาและธุรกิจดำเนินกิจการต่อไปได้ พวกเขาควรได้รับสิทธิและความเป็นธรรม ในฐานะผู้ใช้แรงงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถสร้างชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง”
วันนี้ประชาชนหลากหลายจากฝั่งพม่าพากันอพยพหนีสงครามเข้ามาหางานทำในฝั่งไทย จริงๆแล้วจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าจะมาขายแรงงานประเภทที่ไม่ต้องใช้ทักษะ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่รัฐบาลไทยยังไม่เห็นโอกาสและความสำคัญในการใช้ประโยชน์ เพราะยังคงยึดมั่นในความรู้ความเข้าใจด้านมั่นคงรูปแบบเก่าๆ
ความเปลี่ยนแปลงในพม่าไปไกลมาก ยังมีโอกาส หากรรัฐไทยรับรู้และปรับนโยบายให้เป็นประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้นี้

