ใกล้รุ่ง พรหมสุภา

“ผมไม่ค่อยอยากบอกใครว่าผมเป็นว้า”
แรงงานชายคนหนึ่งโพล่งประโยคดังกล่าวขึ้นมาหลังจากอ้อมแอ้มว่า เขามาจากรัฐฉาน แต่ไม่ใช่คนไตหรือไทใหญ่ และไม่ใช่ลาหู่หรืออาข่าที่มีชุมชนอยู่สองฟากฝั่งพรมแดนไทย-รัฐฉาน
“ถ้าบอกว่าเป็นว้า ใครก็จะคิดอยู่อย่างเดียวว่าผมต้องค้ายา” เขาหนีจากชุมชนว้าใกล้พรมแดนไทยมาก่อนที่อายุจะถึงวัยเกณฑ์ทหาร (ว้า) ตลอดเวลาเกือบยี่สิบปี ชายหนุ่มมักไม่ให้ใครรู้ว่าตนเป็นคนว้า
“ใคร ๆ ก็ไม่ชอบหน้าเรา” เขาหมายถึงทั้งคนไทยและเพื่อนแรงงานชาวไต
ปีพ.ศ. 2567 กระแสเตือนให้หน่วยงานความมั่นคงไทยหันมองว้าในฐานะ “ภัยคุกคาม” คุกรุ่นมาแต่กลางปี ก่อนหน้านั้น เรื่องของว้าและกองทัพเอกภาพแห่งรัฐว้า (United Wa State Army – UWSA) ได้รับการหยิบยกมาพูดถึงเป็นครั้งคราว แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นปัญหาหลักด้านความมั่นคง จนกระทั่งการมาถึงของข่าว “ว้าแดงล้ำแดน”
อันที่จริง การปักหลักอยู่บนขอบแดนไทยของ UWSA ที่ตามรายงานข่าวระบุว่ามีถึง 9 แห่งนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น UWSA เข้ามาตั้งฐานแทนที่กองทัพเมืองไต (Mong Tai Army – MTA) หลายจุดมาตั้งแต่หลังขุนส่าพ่ายสงครามจนต้องมอบตัวกับรัฐบาลทหารพม่าในปีพ.ศ. 2539 แล้ว นับแต่กองทัพUWSA จัดตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2532
ทัพว้าเป็นกำลังหลักให้กับกองทัพพม่าในการตีชิงพื้นที่ชายแดนรัฐฉานติดไทยมาจากกองกำลังไทใหญ่ต่าง ๆ โดยได้รับสิทธิในการครอบครองฐานกำลังรวมถึงดินแดนโดยรอบเป็นสิ่งตอบแทน และโครงการสั่งอพยพ (พ.ศ. 2543-2545) ชาวบ้านว้านับแสนจากรัฐว้าตอนเหนือให้ลงมาตั้งถิ่นฐานทับพื้นที่ไทใหญ่ ลาหู่ อาข่าติดชายแดนไทย ทำให้เกิด “รัฐว้าใต้” ขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในเวลาต่อมา
การครอบครองพื้นที่ติดไทยกระทั่งเลยล้ำเข้ามาไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเด็นที่ว่า UWSA คือกองทัพชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่เข้มแข็งที่สุดในพม่า ด้วยกำลังพลเหยียบสามหมื่น ทหารรับจ้างอีกราว 1 หมื่น และอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยครบครันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงของทัพว้ากับยาเสพติดก็เป็นที่พูดถึงนานแล้ว
แต่ที่น่าจะดึงสายตาทั้งไทยและสหรัฐฯให้หันมาเพ่งดูกันใหม่อีกรอบ ก็คืออิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของ UWSP (United Wa State Party ปีกการเมืองของ UWSA) จากการหนุนหลังของจีน ที่แผ่ขยายลึกและไกลขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่หลังรัฐประหารพม่าปีพ.ศ. 2564
“UWSA สามารถเป็นภัยคุกคามภูมิภาคได้ด้วยตัวเองมานานแล้ว แต่ตอนนี้สป็อตไลท์หันไปที่เขาก็เพราะความเชื่อมโยงกับจีนเต็ม ๆ เพราะอิทธิพลจีนในพม่าหรือในภูมิภาค ถือว่าเป็นภัยคุกคามของอีกขั้วมหาอำนาจ” นักกิจกรรมไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่าสองทศวรรษกล่าว “พอเรามอง UWSA เราก็เห็นเงาของจีน แต่น่าเสียดายที่ว่า พอจะพูดขึ้นมา เราก็มักพูดถึงแต่ว้า UWSA ไม่ค่อยจะกล้าพูดตรง ๆ ว่า เราไม่สบายใจกับอิทธิพลจีน”
หากใครเริ่มศึกษาประเทศพม่าเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ก็น่าจะคุ้นเคยกับชื่อ “ว้า” ในฐานะชนเผ่าที่มีประเพณีล่าหัวมนุษย์อันดุร้ายป่าเถื่อน แต่ต่อมาไม่นาน เรื่องการล่าหัวมนุษย์ก็ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “ยาเสพติด” คนไทยเริ่มรู้จักว้าผ่านชื่อของ “เจ้ามหาซาง” ซึ่งถูกจับกุมในข้อหาค้ายาเสพติดเมื่อปีพ.ศ. 2548 และที่ดังกว่าก็คือ “เหว่ยเซียะกัง” ราชายาเสพติดในตำนานที่ยังคงหนีหมายจับของสหรัฐฯ และว่ากันว่าปัจจุบันยังอยู่สุขสบายดีในประเทศจีน
คนหลังนี้เอง ที่อาจทำให้สังคมไทยสับสนไปว่าว้าคือชนชาติเชื้อสายจีนหรืออย่างไร เพราะเหว่ยเซียะกังซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงของกองทัพว้า UWSA นั้นมีชื่อเป็นภาษาจีน จริง ๆ แล้ว เหว่ยเซียะกังก็เป็นคนจีนที่เกิดในจีนจริง ๆ หาก UWSA ก็เต็มไปด้วยผู้นำจีน ทั้งจีนจากจีน จีนโกก้าง และว้าสัญชาติจีน ขณะที่ชนชาติว้ากับจีนนั้นไม่ได้เป็นสายชาติพันธุ์หรือพูดภาษาตระกูลเดียวกัน
ว้า คือกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันกับ “ลัวะ” หรือ “ละว้า” ซึ่งเป็นที่รู้จักในภาคเหนือตอนบนของไทย ชาวว้าคือกลุ่มชนชาติพื้นเมืองดั้งเดิมที่พูดภาษาตระกูลมอญ-ขะแมร์ เช่นเดียวกับ “ดาระอั้ง” หรือปะหล่อง (ในพม่าเรียกตนเองว่า “ตะอั้ง”) UWSP ประมาณตัวเลขประชากรว้าในพม่าไว้อย่างต่ำหกแสน หากรวมทั้งในจีนและไทยด้วยก็คาดว่าน่ามีชนชาติละว้าหรือว้าอยู่กว่าล้าน “ว้า” ปัจจุบันมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสำเนียงภาษาอย่างมาก ซึ่งเป็นไปตามแต่อิทธิพลทางวัฒนธรรมแวดล้อม บางแห่งก็ไม่ได้เรียกตนว่าเป็นว้าอีกต่อไป ดังเช่นกลุ่มไตหลอย (ไตดอย) หรือปลัง เป็นต้น
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ผู้เขียนงานศึกษาชาติพันธุ์ทรงคุณค่าไว้มากมาย เล่าผ่านงานเขียน “ชาวเขาในไทย” ไว้ว่า ชาวละว้าในอดีตคือผู้ครอบครองดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่ปัจจุบันคือกัมพูชา เวียดนาม ไทย พม่า ไปจนถึงยูนนาน พงศาวดารเชียงตุงกล่าวถึงละว้าว่าเป็นมนุษย์คู่แรกที่เกิดออกมาจากน้ำเต้า ก่อนคนกะเหรี่ยงและคนไทใหญ่ คำพังเพยของชาวไทใหญ่รัฐฉานที่ว่า “ผีสร้างฟ้า ละว้าสร้างเมือง” ก็ยอมรับความเป็นชนชาติดั้งเดิมที่ปกครองดินแดน ในพิธีราชาภิเษกของเจ้าฟ้าเชียงตุงจึงปรากฏพิธีกรรมให้คนว้าขึ้นนั่งบนหอคำ และเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่จะขึ้นครองราชย์ทำทีถือแซ่ไปขับไล่ออกเสียก่อน

ในยุคอาณานิคม อังกฤษบันทึกไว้ตามทัศนะของเจ้าอาณานิคมว่า ชาวว้าตอนเหนือของรัฐฉานติดยูนนานของจีนนั้นแบ่งเป็นกลุ่มเถื่อน (wild) และกลุ่มเชื่อง (tame) กลุ่มแรกที่จริงก็คือชาวว้าที่อยู่อย่างอิสระบนดอยสูง ไม่ค่อยสัมพันธ์กับชนชาติอื่น ไม่เชื่อมโยงและไม่คิดว่าตนอยู่ในประเทศพม่า หรือรัฐฉาน หรือประเทศใด ส่วนกลุ่มหลังหมายถึงชาวว้าที่อยู่ใกล้ชิดกับชาวไทใหญ่ พูดภาษาไทใหญ่ได้ นับถือพุทธศาสนา และรับเอาวัฒนธรรมรวมถึงการปกครองแบบเจ้าฟ้ามาด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในงานของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ซึ่งเขียนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2506 นั้น ว้ายังไม่ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับยาเสพติด และยังไม่ได้ถูกมองเป็นภัยคุกคาม ขบวนการชาตินิยมหรือกองกำลังติดอาวุธของว้าก็ยังไม่เป็นที่กล่าวขานถึง
“ทุกคนใช้ทหารว้า ทุกคนพยายามจะเป็นพันธมิตรกับว้า แต่มันก็คือคนว้านั่นแหละที่ตาย และก็คือคนว้านั่นแหละที่ถูกกล่าวหาเรื่องฝิ่นอยู่เสมอ” เจ้ามหาซางแห่งองค์การแห่งชาติว้า (Wa National Organization – WNO) เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับมาร์ติน สมิธ นักเขียนผู้เชี่ยวชาญการเมืองและความขัดแย้งในประเทศพม่า เจ้าของหนังสือ Burma : Insurgency and the Politics of Ethnicity
ก่อนที่กองทัพของว้าจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรดังปัจจุบัน ชาวว้ามีประวัติ “ถูกใช้” ในสงครามตัวแทน (proxy war) และสูญเสียเลือดเนื้อประชากรไปมากกว่ามาก การจับอาวุธของคนว้าในช่วงแรกไม่ได้เป็นขบวนการชาติพันธุ์นิยม แต่เป็นไปเพื่อต่อต้าน “ผู้รุกราน” ร่วมกับชาวรัฐฉานกลุ่มอื่น ๆ หนึ่งในผู้นำนักสู้รัฐฉานที่กล้าเปิดศึกต้านกองทัพพม่าเป็นครั้งแรกที่เมืองตางยางในปีพ.ศ. 2502 ก็คือชาวว้า เมื่อกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army – SSA) ก่อตัวขึ้นในปีพ.ศ. 2507 กำลังของลูกเจ้าฟ้าว้าแห่งเมืองเลินก็ไปเข้าร่วมด้วย และเมื่อกองทัพพม่าเข้าปลดอาวุธชาวเมืองเลินกับนาหวีเป็นการตอบโต้ “เจ้ามหาซาง” ลูกเจ้าฟ้าว้าแห่งเวียงเงินจึงลุกขึ้นพาไพร่พลมาต่อต้าน
ทหารว้าได้รับการกล่าวขานว่ากล้าหาญ ดุดัน โหดเหี้ยม และเป็นที่ต้องการของกองกำลังติดอาวุธทั้งหลาย ในรัฐฉาน นอกจากจะมีทหารว้าอยู่ใน SSA (เหนือ) แล้ว ชาวว้ายังถูกเกณฑ์เข้ากองทัพจีนก๊กมินตั๋ง (จีนคณะชาติต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์) ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์ก็เข้ามาจัดตั้งในชุมชนว้า และดึงเอากลุ่มทหารว้าภายใต้การนำของ “เจ้าญี่หลาย” เข้าร่วมรบโดยได้รับทั้งเครื่องแบบ อาวุธ อาหาร ตลอดจนแรงจูงใจว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและเขตปกครองตนเองเหมือนกับว้าในประเทศจีน สำหรับกำลังของเจ้ามหาซางซึ่งถูกดดันทั้งทุกกลุ่มติดอาวุธ ก็ถูกกองทัพพม่าชักชวนไปเข้าอยู่ในร่มหน่วย “ก่า ก่วย เย” หรือหน่วยทหารอาสาป้องกันตนเองที่มีกลุ่มติดอาวุธของ “ขุนส่า” และกลุ่มโกก้างของราชายาเสพติด “โล ซิง ฮัน” อยู่ก่อน อย่างไรก็ตาม ในที่สุดพรรคคอมมิวนิสต์พม่าก็สามารถยึดครองพื้นที่รัฐฉานตอนเหนือได้สำเร็จ และหน่วยก่า ก่วย เย ก็หมดประโยชน์แก่กองทัพพม่าจนกระทั่งนายพลเนวินต้องการสั่งยุบ
ในปีพ.ศ. 2517 นี้เอง กองทัพแห่งชาติว้า (Wa National Army – WNA) จึงถือกำเนิดขึ้นในการนำของเจ้ามหาซางซึ่งพากำลังทหารว้าหลักร้อยพร้อมครอบครัวลงมายังพื้นที่ติดชายแดนไทย WNAเป็นพันธมิตรกับพรรคก้าวหน้าแห่งรัฐฉาน (Shan State Progressive Party – SSPP) ซึ่งเป็นปีกการเมืองของ SSA และแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Front – NDF) แต่ไม่นานนัก SSPP ก็หันไปเป็นจับมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนโดยได้รับคำสัญญาว่าในอนาคตจะได้สิทธิปกครองเขตแดนซึ่งรวมพื้นที่ว้า ทัพ WNA จึงแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ทหารกลุ่มหนึ่งตัดสินใจอยู่กับ SSPP/SSA ต่อเพื่อให้ได้โอกาสปกครองพื้นที่ตน กลุ่มเจ้ามหาซางไปเข้าร่วมกับกองทัพไทใหญ่ของ “เจ้ากอนเจิง” ที่บ้านเปียงหลวง ชายแดนเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาได้รวมกับกำลังของขุนส่ากลายเป็นกองทัพเมืองไต MTA อีกสองกลุ่มนำโดย “อ้ายเสี้ยวสือ” และ “โบกานสือ” หันไปเข้าร่วมกับทัพจีนก๊กมินตั๋งที่มีฐานติดชายแดนไทยเช่นกัน ทัพของชาวว้าที่กระจายอยู่หลายกลุ่มนี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยกำลังสมทบจากจากพื้นที่และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ที่แตกตัว-ยุบรวมใหม่เสมอ แรงผลักจากผลประโยชน์จากธุรกิจยาเสพติดที่เป็นรายได้สำคัญของก๊กมินตั๋ง MTA และอื่น ๆ ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดเครือข่ายการค้า แต่ก็ทำให้ทหารว้าในกองกำลังต่าง ๆ รวมถึงทั้งที่ยังอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพพม่าต้องเผชิญหน้าห้ำหั่นกันเองอยู่เป็นระยะ
UWSA กองทัพว้าที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ก่อเกิดขึ้นหลังการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐประหารพม่าพ.ศ. 2531 ที่นำไปสู่รัฐบาลสภาฟื้นฟูกฏหมายและระเบียบแห่งรัฐ (State Law and Order Restoration Council – SLORC) ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ในปีพ.ศ. 2532 กำลังของเจ้าญี่หลายจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่า ได้หันมาจับมือกับ WNA กลุ่มอ้ายเสี้ยวสือที่อยู่กับทัพก๊กมินตั๋ง จัดตั้ง UWSA ประกาศลงนามหยุดยิงกับกองทัพพม่า พร้อมเป็นกำลังชิงพื้นที่ MTA ที่ยังมี WNA เจ้ามหาซางเป็นพันธมิตรอยู่จนได้รับชัยชนะ
“เท่าที่เรารู้ ข้อแลกเปลี่ยนของปฏิบัติการนั้นก็คือ UWSA จะได้พื้นที่ของขุนส่า และกองทัพพม่าก็จะทำไม่รู้ไม่เห็นปล่อยให้พวกเขาค้ายาเสพติดไปได้เรื่อย ๆ” นักข่าวชาวพม่าผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม อดีตนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยผู้เคยใช้ชีวิตอยู่กับการสู้รบในป่าหลายปีกล่าว “เมื่อการค้าของขุนส่ากลายมาเป็นการค้าของ UWSA พวกเขาก็รวยขึ้น มีอำนาจมากขึ้น แต่ที่สำคัญ พวกเขาฉลาดพอที่จะไม่หยุดตัวเองอยู่แค่ยาเสพติด”
ประสบการณ์สงครามที่สูญเสียพลเมืองว้าเกินคณานับ โดยไม่อาจได้อำนาจในการตัดสินใจและการปกครองตนเองอย่างแท้จริง น่าจะทำให้ผู้นำว้าUWSP มองว่า พวกเขาจะสามารถสร้างอาณาจักรของตัวได้ก็ต่อเมื่อมีกองทัพของตนเองที่ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของใคร และเป็นกองทัพที่จะร่วมมือกับทัพอื่นใดได้ก็ด้วยสถานภาพที่เท่าเทียมกันเท่านั้น
ประสบการณ์ที่ชาวว้าในกองกำลังตัวแทนต้องห้ำหั่นกันเอง ขณะที่เป็นพันธมิตรร่วมรบ-ร่วมค้ากับชนชาติอื่นมามาก อาจเป็นเหตุที่ UWSA/UWSP กลายเป็นองค์กรชาตินิยมที่ให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งขององค์กรมากกว่าความคิดชาติพันธุ์นิยม UWSA กลายเป็นกองทัพของชาวว้าที่ไม่ได้รังเกียจจะให้ตำแหน่งสำคัญแก่ชนชาติอื่นโดยเฉพาะชาวจีน กระทั่งรวมถึงไทย ดังที่เคยปรากฏข่าวนักค้ายาเสพติดไทยติดยศทหารว้ามาแล้ว
ประสบการณ์ที่เรียนรู้จากการอยู่รอดของกองทัพที่พวกเขาเคยสัมพันธ์ด้วย กระทั่ง “ถูกใช้” ทำให้ผู้นำว้ามั่นใจว่า การจะมีกองทัพที่เข้มแข็งได้จำต้องใช้เงิน และที่ดีที่สุดก็คือการหาเงินมาให้ได้ด้วยตนเองไม่ต้องพึ่งพาใคร เงินไม่เพียงแต่จะทำให้เหล่าผู้นำสุขสบาย หากบริหารให้ดีแล้วก็นำมาซึ่งสรรพอาวุธกับกำลังพลที่จะคือเสถียรภาพของตน กองทัพ และรัฐในระยะยาว UWSA จึงใช้ธุรกิจยาเสพติดที่ได้ทั้งประสบการณ์และเครือข่ายมาจากก๊กมินตั๋ง MTA ฯลฯ มาเป็นเครื่องมือสู่อำนาจแบบที่เจ้าเดิมทำไม่ได้
ปัจจุบัน UWSA มีฐานทหารใหญ่อยู่ใน “เขตพิเศษที่ 2” ซึ่งคือเขตปกครองตนเองของว้าที่ได้มาจากข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลทหารพม่าปีพ.ศ. 2532 และได้รับการยอมรับในรัฐธรรมนูญพม่าฉบับปีพ.ศ. 2551 UWSPนำรูปแบบการปกครองของจีนที่มีคณะกรรมการกลางและพรรคการเมืองเดียวมาใช้ บริหารจัดการรัฐในรูปแบบรัฐบาลท้องถิ่น แบ่งเป็นกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและชลประทาน ฯลฯ และสำนักงานการศึกษา สำนักงานสาธารณสุข เป็นต้น ฝ่ายบริหารมีระบบจัดเก็บภาษี ภาษีศุลกากร และบริหารรายได้ด้วยตนเอง เขตปกครองตนเองของว้านี้ใช้เงินหยวน ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาราชการ รับสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน
มีชาวว้าสัญชาติจีนมาอาศัยอยู่จำนวนมาก ขณะที่ชาวว้าจากพม่าจำนวนหนึ่งก็ไปมีบ้านเรือนอยู่ในเขตจีน ตัวเมืองได้รับการพัฒนาจนทันสมัย มีโรงเรียน โรงพยาบาล สาธารณูปโภคครบครัน ขณะที่รัฐว้าใต้ติดชายแดนไทยซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นเขตปกครองของ UWSP นั้น ไม่มีการบริหารจัดการหรือพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบแบบตอนเหนือ
UWSP แสดงตนชัดเจนว่า ไม่ประสงค์จะแยกตัวออกจากประเทศพม่าตราบใดที่สามารถถือสิทธิในการกำหนดชะตาและบริหารจัดการตนเอง (right to self-determination and self-administration) ได้ ไม่ว่าพม่าจะเปลี่ยนกี่รัฐบาล ผู้นำว้าก็จะเปิดฉากเจรจาเกี่ยวกับอำนาจในการตัดสินใจและการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนให้สำเร็จก่อนทุกคราว
ข้อเท็จจริงที่มักถูกมองข้ามไปก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของ UWSP ไม่ได้หยุดไว้เพียงธุรกิจยาเสพติด หากยังกระจายการลงทุนไปเกือบทุกภาคส่วน ธุรกิจของผู้นำ UWSP และครอบครัวไม่ได้มีค่าเพียงไว้ฟอกเงิน แต่เป็นการทำธุรกิจจริงจังเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุนกับจีนเพื่อทำเหมืองดีบุกในเขตปกครองตนเอง การจัดตั้งบริษัทหรือร่วมทุนเพื่อธุรกิจการเกษตร เหมืองหยก อัญมณี ทองคำ ก่อสร้าง อิเล็กโทรนิคส์ สารสนเทศ สายการบิน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจพลังงาน และการซื้อขายอาวุธ อำนาจของว้าจึงไม่เพียงอยู่แต่ที่กำลังกองทัพและความร่ำรวย แต่ยังคืออำนาจทางเศรษฐกิจที่สยายปีกครอบคลุมรัฐและมณฑลต่าง ๆ ทั่วประเทศ และอาจไปไกลเกินประเทศพม่า
“ยี่สิบปีที่ผ่านมา ยาเสพติดทำให้ UWSP รวยมหาศาล ผู้นำว้าหลายระดับส่งลูกหลานออกไปเรียนต่างประเทศ หลายคนถือสัญชาติไทย จบมหาวิทยาลัยไทย ไปเรียนต่อในสหรัฐฯและประเทศต่าง ๆ ในฐานะคนไทย หรือพม่า” นักข่าวชาวพม่ากล่าว “เราพอจะเห็นได้ว่า คนรุ่นใหม่เหล่านี้เริ่มต้องการที่จะอยู่ร่วมกับนานาชาติได้อย่างเชิดหน้าชูตา ไม่ใช่ในแบบที่ต้องหลบเลี่ยงไม่บอกใครว่าเป็นว้า หรือเป็นครอบครัวUWSP เพราะยังอยู่ในลิสต์แซงชั่นจากรัฐบาลสหรัฐฯ การค้ายาเสพติดอาจไม่ได้หยุดลงง่าย ๆ แต่คนว้ารุ่นใหม่กำลังอยากก้าวไปข้างหน้า และพวกเขาคือกำลังสำคัญในธุรกิจการลงทุนชนิดอื่น ๆ ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยทุนสำรองที่มีอยู่ไม่จำกัด”
ธุรกิจที่ทำให้ UWSP ก้าวขึ้นคุมเกมอำนาจในพม่าได้ ก็คือธุรกิจผลิตและค้าอาวุธ ตลอดจนการเป็นนายหน้าค้าอาวุธที่ผลิตในจีนให้กับกองกำลังทั้งฝ่ายต่อต้านและฝ่ายที่สนับสนุนกองทัพพม่า ธุรกิจอาวุธของ UWSP นี้ป้อนอาวุธให้กลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคมานานแล้ว ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์การป้องกันประเทศแห่งอินเดียระบุว่า UWSP เป็นนายหน้าค้าอาวุธให้แก่กลุ่มติดอาวุธในแคว้นอัสสัมตอนเหนือรายใหญ่ลำดับต้น ๆ
“UWSA ทำให้กองกำลังเล็ก ๆ อย่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอั้ง (Ta-ang National Liberation Army – TNLA) หรือกองทัพอาระกัน (Arakan Army- AA) ที่เริ่มจากกลุ่มแรงงานยะไข่ในรัฐคะฉิ่นใหญ่โตขึ้นมาก ว่ากันว่าพวกเขาได้รับอาวุธทั้งที่เป็นของขวัญให้เปล่าและที่ขายให้ในราคามิตรภาพ” นักกิจกรรมชาวไทใหญ่อธิบายประกอบข้อมูลการเดินทางของอาวุธจากรัฐว้า ลงมาทางรัฐชาติพันธุ์ด้านตะวันตกของไทยไปถึงแถบใกล้ด่านเจดีย์สามองค์ “การเป็นเจ้าของส่งมอบอาวุธให้ใคร ไม่ว่าจะฟรีหรือไม่ฟรี มันคืออำนาจ”
การเรียกคืนพื้นที่ในเขตแดนไทยที่ว้าครอบครองอยู่ ย่อมเป็นความชอบธรรมของรัฐไทย หากก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะพ่วงมากับการเปิดแผลที่ว่า ไทยเคยมีนโยบายให้กองกำลังอื่นเข้ามาตั้งฐานเป็นกันชนอยู่บนพื้นที่พิพาทเหล่านี้
การป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็นอาณาจักรเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตยาเสพติด และรับเอายาเสพติดเข้าประเทศอย่างง่ายดายย่อมมีความสำคัญจำเป็น หากเราจะต้องไม่หลงลืมว่า ยาเสพติดไม่ได้ผลิตและขนค้าโดย UWSA แต่เพียงกลุ่มเดียว เอกสารซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมยังยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า แหล่งผลิตยาเสพติดสำคัญ คือพื้นที่ภายใต้อิทธิพลกลุ่มติดอาวุธ (militia) นับสิบร่วมร้อยบนตอนเหนือรัฐฉานที่กองทัพพม่าจัดตั้งให้เป็นทหารอาสาเหมือน “ก่า ก่วย เย” และมีกองกำลังต่าง ๆ ที่รับจ้างขนส่งยาลงใต้สู่ทั้งพม่าและไทยร่วมในเครือข่าย อีกทั้งบนชายแดนตะวันตกของไทยก็ยังมีกองกำลังที่ผลิต ขน ค้ายาเสพติดอยู่ด้วย
การที่ต้องคอยระแวดระวังอำนาจของ UWSP ที่มีจีนหนุนหลังนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากนักข่าวชาวพม่าก็มองว่า “เราต้องไม่ลืมด้วยว่า ที่จีนได้โอกาสเข้ามามีอิทธิพลทั้งกับว้าและกับกลุ่มต่าง ๆ ในพม่าได้ ก็เพราะการก่อความรุนแรงของกองทัพพม่า เพราะรัฐบาล NLD ไม่ได้เข้าใจประเด็นชาติพันธุ์เพียงพอ และเพราะสหรัฐฯ อาเซียน หรือไทย ก็ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มต่อต้านเผด็จการทหารอย่างเพียงพอ” การต่อต้าน UWSP หรือการต่อต้านจีนอาจไม่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่นโยบายของรัฐต่าง ๆ ต่อพม่า ประชาธิปไตย และชนชาติพันธุ์ทั้งหลายยังไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ UWSP ก็จะยังเป็นตัวละครสำคัญในการเมืองประเทศพม่าและภูมิภาคนี้ต่อไปนาน รัฐว้าที่เข้มแข็งจะไม่ล่มสลายลงง่าย ๆ UWSA จะคงยังอยู่บริเวณติดชายแดนไทย หรือกลาย “เพื่อนบ้าน” ที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพยายามรักษาสมดุลย์ความสัมพันธ์และอำนาจ เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านอื่น ๆ ที่เราไม่ได้เป็นผู้เลือก
“ถ้าถามผมว่าว้าเป็นภัยคุกคามภูมิภาคที่รัฐต่าง ๆ ควรต้องระวังไหม ผมคงตอบว่า ใช่” คําตอบเดียวกันนี้มาจากทั้งนักกิจกรรมชาวไทใหญ่ นักข่าวชาวพม่า และเจ้าหน้าที่รัฐไทยผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม
“แต่ผมคิดว่า กองทัพที่เป็นภัยคุกคามภูมิภาคใหญ่หลวงจริง ๆ ก่อให้เกิดทั้งปัญหาความไม่สงบ ยาเสพติด โรคระบาด การขยายอิทธิพลมหาอำนาจต่าง ๆ มันคือกองทัพพม่า”
_______
หนังสืออ่านประกอบ 1) บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. ชาวเขาในไทย. พิมพ์ครั้งที่สอง. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2545. 2) Hideyuki Takano. The Shore beyond Good and Evil. First edition. Japan. Kotan publishing, 2002. 3) Martin Smith. Burma : Insurgency and the Politics of Ethnicity. Second Impression. Bangkok. White Lotus Co. Ltd., 1993. 4) องค์การพัฒนาแห่งชาติลาหู่. สั่งอพยพ (Unsettling Moves). แปลโดย พรสุข เกิดสว่าง. เชียงใหม่. เพื่อนไร้พรมแดน : 2545. 5) Bertil Lintner. The United Wa State Army and Burma’s Peace Process. United States Institue of Peace, April 2019. 5) Seb Sahla and James Simpson. High-level desk-based Assessment on OECD Annex I risks in Special Zone 2 Wa Area in Myanmar-2021 update. Synergy, May 2021. 6) Transnational Institute. ฟื้นคืนชีพ : การกลับสู่สภาพเดิมในสามเหลี่ยมทองคำ. สำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงานปลัดกระทรวง ยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม, 2557
ขอบคุณภาพจากเพจ United Wa State Army – UWSA



